สำหรับคนที่มีปัญหากับการแตกไฟล์ตระกูล Zip ต่างๆ วันนี้แอดมินมีโปรแกรมดีๆ มาแนะนำใช้งานง่ายมากด้วย โปรแกรมบีบอัดไฟล์ที่มีชื่อว่า โปรแกรมบีบอัดไฟล์ PeaZIP หรือที่เรียกว่า “File Compression Software” ที่มีคุณสมบัติ สารพัดประโยชน์ จากประเทศอิตาลี โดยโปรแกรมนี้รองรับไฟล์ตระกูลที่ถูกบีบอัดได้มากกว่า 174 ตระกูล

โปรแกรมบีบอัดไฟล์ PeaZIP แตกไฟล์ RAR ฯลฯ พร้อม Checksum

โปรแกรมบีบอัดไฟล์ PeaZIP แตกไฟล์ RAR ฯลฯ พร้อม Checksum

โปรแกรม PeaZip สามารถที่จะ ย่อไฟล์ (Pack) ขยายไฟล์ (Unpack) หรือที่เรียกว่ามันสามารถที่จะบีบอัดไฟล์ จากตระกูลต่างๆ ให้ไปอยู่ในรูปแบบของตระกูล ไฟล์ 7Z ไฟล์ ARC ไฟล์ BZ2 ไฟล์ GZ ไฟล์ PAQ/LPAQ ไฟล์ PEA ไฟล์ QUAD ไฟล์ TAR ไฟล์ UPX รวมไปถึงไฟล์ ZIP ซึ่งถือว่า เป็นจำนวนที่เยอะเอามากๆ เลยทีเดียว แต่ก็มีไฟล์บางตระกูล ที่ไม่สามารถย่อ หรือ บีบอัดไฟล์ ได้ แต่สามารถที่จะ ขยาย (Unpack) ได้อย่างเดียว อาทิ ไฟล์ตระกูล ไฟล์ ACE ไฟล์ ARJ ไฟล์ CAB ไฟล์ DEB ไฟล์ ISO ไฟล์ LHA ไฟล์ RAR ไฟล์ RPM และอื่นๆ อีกมากมาย

โดย โปรแกรมบีบอีดไฟล์ PeaZip โปรแกรมนี้ ยังสนับสนุนการ ย่อไฟล์ (Archive File) และ ขยายไฟล์ แตกไฟล์ (Extract File) ในลักษณะที่เป็นการหั่นหรือแบ่ง (File Splitting and Joining) ไฟล์ ให้มีขนาดเล็กลง แตกออกเป็นหลายๆ ไฟล์ เพื่อที่จะ เหมาะสมแก่การส่งไฟล์ไปให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ผ่านอีเมล์ หรือ เว็บบริการรับฝากไฟล์ต่างๆ อีกด้วย

นอกจากนี้แล้ว คุณยังสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่น ความสามารถของโปรแกรมนี้ได้ผ่านปุ่มลัด (Hotkey) ที่คุณตั้งค่าเอาไว้เอาเองตามความถนัดได้ง่ายๆ แถม โปรแกรม PeaZip ยังสนับสนุนการ Checksum ในมาตรฐาน แบบ CRC, MD5, SHA ในส่วนของ Checksum คือ เพื่อให้แน่ใจว่า ไฟล์ที่บีบอัด และแตกขยายออกมานั้น มาแบบ ครบถ้วนทุกกระเบียนบิต เลยทีเดียว ซึ่งการ Checksum นั้นเป็นมาตรฐานสากล ที่เค้าใช้กันเพื่อนับความถูำต้ดงของข้อมูล อยู่แล้วทั่วโลกละ ถือได้ว่าน่าสนใจเอามากๆ เลยทีเดียว สำหรับเจ้าตัว โปรแกรม PeaZip นี้ โปรแกรม PeaZip นี้สามารถใช้งานร่วมกับ Windows 8 และล่าสุด Windows 10 ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สมัยนี้เทรนด์ได้เปลี่ยนไปจากการเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรสู่การเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย จนมาถึงเทรนด์ที่ใครๆ ก็อยากแชร์เรื่องราวลงบนโลกออนไลน์ ผู้คนมักบอกเล่าเรื่องราวผ่านทางวิดีโอ ด้วยความที่ยุคสมัยนี้การดูวิดีโอไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะเข้าถึงง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เติมเติมทุกประสบการณ์ให้เสมือนเราได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ดังนั้นหน้าจอของสมาร์ทโฟนในปัจจุบันจึงเป็นดั่งประตูที่ดึงดูดเราไปยังอีกที่หนึ่ง หน้าจอของสมาร์ทโฟนจึงต้องมีสีสันสด คมชัด และที่สำคัญต้องกว้างเต็มตาจะได้ดูกันได้จุใจ เพื่อความเพลิดเพลินอย่างถึงขีดสุด

สองสาวยูทูปเบอร์ เผยอาวุธเด็ดคู่ใจ เติมเต็มทุกจินตนาการและสานฝันให้เป็นจริง

แป้ง zbing z. – นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส สาวสวยที่โดดเด่นด้วยเสียงใสปิ๊งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ผู้เริ่มต้นจากการเป็นนักแคสเตอร์เกม และเป็นเจ้าของ Lifestyle Vlog ที่มีผู้ติดตามกว่า 9 ล้านคน เพราะมีอาวุธเด็ดคู่ใจทั้งในเกมและชีวิตจริง “เราไม่อยากให้คนที่ติดตามเราดูแค่เรื่องเกม อยากให้รู้จักตัวตนของเรา และเห็นว่าโลกนั้นกว้างใหญ่เหมือนที่เราได้เห็นด้วย จึงได้หันมาทำ Lifestyle Vlog ด้วย ทุกวันนี้แป้งใช้สมาร์ทโฟนเกือบจะตลอดเวลา เพราะนอกจากเล่นโซเชียล อัพเดทเทรนด์ต่างๆ และแคสเกมแล้ว บางครั้งเวลาเราไปต่างประเทศ เราสามารถใช้ทั้งถ่ายและตัดงานได้เลย ยิ่งเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนในช่วงนี้พัฒนาเร็วมากอย่าง HUAWEI Y9 Prime 2019 สำหรับแป้งเนี่ยถือว่าตอบโจทย์มาก เพราะนอกจากจอใหญ่ กว้าง ไร้ติ่งแล้ว ยังถ่ายรูปถ่ายวิดีโอสวยคมชัด และเล่นเกมได้ลื่นมากๆ แถมใช้งานได้แบบยาวๆ เพราะแบตอึดมากๆ”

“เคล็ดลับในการสานฝัน คือเราต้องมีวินัย รู้จักแบ่งเวลาและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด จากนั้นก็ทุ่มเทให้กับความฝันของเราอย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกฝนที่เข้มข้น แล้วจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”

ด้าน ลิตา – รินทร์ลภัส ไพศาลเปรมสกุล ยูทูปเบอร์สาวสวยผู้เริ่มต้นการเต้นมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนชื่นชอบและประสบความสำเร็จด้วยการอัพโหลดคลิปเต้นตามสถานที่ต่างๆ ในไทยจนโด่งดังไปทั่วโลก “จุดเริ่มต้นที่ลงคลิปในยูทูปคือ เป็นเด็กชอบเต้น และชอบดูคลิปที่ต่างประเทศเขาเต้นกัน ก็เลยลองเต้นและอัพโหลดคลิปดูบ้าง ปรากฏว่า ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี มียอดวิวมาจากต่างประเทศเยอะมาก พอทำไปเรื่อยๆ เริ่มอยากให้ชาวต่างชาติรู้จักสถานที่สวยๆ ในไทย จึงเริ่มทำคลิปเต้นตามสถานที่ต่างๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งหลายๆ คลิปก็ใช้สมาร์ทโฟนในการอัดคลิปหรือไลฟ์สดด้วย ทำให้ลิตาต้องเลือกใช้สมาร์ทโฟนที่ต้องมีจอที่ใหญ่เพื่อเก็บรายละเอียดท่าเต้นในเพลงต่างๆ ได้ มีสเปคที่แรงเพื่อให้การดูวิดีโอเป็นไปอย่างสนุกสนานและสามารถอัพโหลดวิดีโอได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องมีกล้องที่คมชัดสามารถเก็บภาพนิ่งและวิดีโอได้ครบทุกมุมมอง อย่าง HUAWEI Y9 Prime 2019 ก็เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่มีสเปคครอบคลุมและได้ใจลิตาไปเต็มๆ”

“ต้องบอกว่า Passion ล้วนๆ ที่ทำให้ลิตามายืน ณ จุดนี้ได้ ที่สำคัญคือ ครอบครัวของลิตาพร้อมที่จะสนับสนุนทุกอย่างที่ลิตาทำ สำหรับใครก็ตามที่มีความฝัน อยากฝากให้ทุกคนมีความกล้า กล้าที่จะเริ่ม กล้าที่จะแตกต่าง ฝึกฝนเยอะๆ แล้วเราจะก้าวไปถึงจุดที่ใฝ่ฝันได้แน่นอน”

นี่แหละอาวุธเด็ดคู่ใจชาวยูทูปเบอร์ ด้วยหน้าจอที่ใหญ่ กว้างเต็มตา ไร้ขอบไร้ติ่งกวนใจ จะตามเทรนด์หรืออัพเดตข่าวสาร หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ สเปคก็จัดให้แบบไม่มีกั๊ก ตอบโจทย์ทุกสาย ไม่ว่าจะสายเกมมิ่ง เซลฟี่ หรือเอนเตอร์เทน HUAWEI Y9 Prime 2019 พร้อมเติมเต็มทุกจินตนาการในราคาเพียง 7,990 บาทเท่านั้น!

ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์แถลงในวันนี้ว่า บริษัท NTT DOCOMO ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคมทั้ง 3G, 4G, และ 5G ที่ล้ำสมัยมากที่สุดในโลก เตรียมเปิดตัวโซลูชั่นสำหรับปกป้องอุปกรณ์ IoT ที่ใช้เครือข่ายโมบายล์ของ DOCOMO โดยทำงานร่วมกับโซลูชั่นด้านความปลอดภัยของเทรนด์ไมโคร

DOCOMO เปิดตัว ระบบความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ IoT ปกป้องธุรกิจ

การปกป้องรูปแบบใหม่นี้มีขึ้นครั้งแรกในบริการล่าสุดอย่าง DOCOMO Cloud Platform Network Security Serviceซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ผสานการทำงานกับโซลูชั่นด้านความปลอดภัยจากเทรนด์ไมโคร ทำให้ได้ระบบป้องกันที่ใช้งานได้ง่าย ออกแบบมาสำหรับลูกค้า DOCOMO ที่ต้องการพัฒนาสภาพแวดล้อมกันทำงานในลักษณะ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ การติดตั้งโซลูชั่นความปลอดภัยบน DOCOMO Cloud Platform ลูกค้าจะต้องติดตั้งผลิตภัณฑ์ภายนอกด้วยตนเอง แต่บริการใหม่นี้จะทำให้การติดตั้งระบบความปลอดภัยบน DOCOMO Cloud Platformง่ายดายมากยิ่งขึ้น

บริษัทและบริการด้านโทรคมนาคมหลายแห่งต่างวางแผนเตรียมพร้อมกับกระแส 5G มานานแล้ว ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามีระบบความปลอดภัยเสริมเข้ามาปกป้องเอนด์พอยต์ที่ใช้งานอยู่ได้อย่างอัจฉริยะในระดับเน็ตเวิร์ก ดังนั้น เทรนด์ไมโครจึงเข้ามาช่วยเหลือทาง DOCOMO เพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้าในรูปแบบที่คุ้มค่า ประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการติดตั้งโดยมีการทดสอบทางเทคนิคในการใช้โซลูชั่น Trend Micro’s Virtual Network Function Suite (VNFS) บนระบบ DOCOMO 5G Open Cloud อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

นอกจากได้ทดสอบการทำงานบนสภาพแวดล้อมแบบ 5G แล้ว ยังมีการตรวจสอบขยายครอบคลุมไปยังสภาพแวดล้อมการทำงานแบบ 4G ที่มีลูกค้ากำลังใช้งานอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบันด้วย ซึ่งผลทดสอบที่ได้นี้ทำให้ทาง DOCOMO ลงความเห็นว่าโซลูชั่นของเทรนด์ไมโครทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รับมือกับอันตรายโดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์ IoT ได้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจที่จะใช้บริการโซลูชั่นนี้สำหรับเครือข่าย 4G ในฐานะส่วนหนึ่งของ DOCOMO Cloud Platform อย่างเป็นทางการ

“จากความคาดหวัง และศักยภาพของเครือข่าย 5G ที่มีอยู่ทั่วโลกนั้น มาพร้อมกับความกังวลที่ต้องการการปกป้องที่เหนือระดับมากกว่าเดิม การที่มีอุปกรณ์เอนด์พอยต์ที่ทำงานได้อัจฉริยะมากขึ้นนั้นย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นด้วยในการจัดการ” อะกิฮิโตะ โอมิกาว่า รองประธานบริหารของเทรนด์ไมโครกล่าว “เรายินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เทคโนโลยีของเราตอบโจทย์ของผู้นำด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับโลกรายนี้ได้ ซึ่งโซลูชั่นที่เกิดจากความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ที่ทำงานประสานกับระบบความปลอดภัยที่พร้อมสำหรับอุปกรณ์ IoT ที่ออกแบบมาสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในยุคปัจจุบันได้”

โซลูชั่นสำหรับระบบโทรคมนาคมของเทรนด์ไมโครอย่าง VNFS นี้ ทำให้ผู้ให้บริการต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากฟังก์ชั่นการทำงานด้านความปลอดภัยที่หลากหลาย ตั้งแต่ระบบป้องกันการบุกรุก, ตัวคัดกรอง URL, และระบบควบคุมแอพพลิเคชั่นเพื่อจำกัดและสกัดกั้นอันตรายทั่วทั้งเครือข่าย โดยไม่กระทบกับประสิทธิภาพของระบบโดยรวม

ในฐานะของโซลูชั่นแบบซอฟต์แวร์นี้ ทำให้สามารถติดตั้งบริการด้านความปลอดภัยได้ภายในไม่กี่นาที เมื่อเทียบกับระบบความปลอดภัยแบบฮาร์ดแวร์ที่ต้องใช้เวลาติดตั้งที่ไซต์งานจริงหลายวัน นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ยังสามารถปรับเปลี่ยน, ตั้งค่า, และขยายความครอบคลุมได้อย่างไดนามิกตามความต้องการของลูกค้าด้วย

เทรนด์ไมโครยังมีระบบฐานข้อมูลอันตรายแบบอัจฉริยะคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ที่วิเคราะห์ตัวอย่างอันตรายใหม่ ๆ ได้ถึง 1.5 พันล้านรายการ และสกัดกั้นอันตรายมากถึง 250 ล้านรายการทุก ๆ 24 ชั่วโมง

คำถามคลาสสิค ก่อนลาออก เมื่อตัดสินใจดีแล้วว่าจะออกจากงาน

เป็นเรื่องปกติที่เวลาถึงแม้คุณจะพยายามทำแบบสำรวจความพึงพอใจของพนักงานเพื่อปรับปรุงบรรยากาศการทำงาน พนักงาน หรือ ฟรีแลนซ์ ก็ยังลาออกอยู่ดี การสูญเสียทรัพยากรสำคัญอย่างพนักงานไป(โดยเฉพาะคนที่เก่งๆ) เป็นเรื่องที่นายจ้างควรตระหนัก เพราะอาจกลายเป็นเรื่องของการสมองไหลในบริษัท โดยเฉพาะการสรรหาคนใหม่ๆ ทำให้เกิดการชะงักและสูญเสียในด้านผลผลิตงานอีกด้วย

ดังนั้น โอกาสสุดท้ายที่คุณควรจะได้รู้ข้อมูลว่าทำไมพนักงานดีๆเหล่านั้นถึงลาออกคือสัมภาษณ์ด้วยคำถามก่อนลาออกเพื่อให้ได้สาเหตุที่พนักงานลาออก โดยปกติพนักงานที่กำลังจะลาออกจะให้ข้อมูลที่เป็นสาเหตุโดยแท้จริง การสัมภาษณ์ลาออกถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้องค์กรทราบสาเหตุจริงๆถึงการลาออก การทราบถึงสาเหตุทำให้สามารถแก้ไขต้นเหตุของปัญหาได้และการแก้ไขในองค์กรอย่างถูกจุด

คำถามคลาสสิค ก่อนลาออก เมื่อตัดสินใจดีแล้วว่าจะออกจากงาน

ทำไมคุณถึงตัดสินใจลาออก ?

พนักงานล้วนมีเหตุผลและมักไม่ได้แจ้งเหตุผลในการออกที่แท้จริง สิ่งที่คุณควรรู้ให้ได้คือสาเหตุของการลาออก ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมและหากอาจกลายเป็นสาเหตุใหญ่ในบริษัทคุณควรรีบแก้ไขต้นเหตุโดยด่วน

มีอะไรที่องค์กรสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้บ้าง ?

คำถามต่อมาจะช่วยให้คุณสามารถระบุปัญหาต่างๆเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ช่วยให้พนักงานมีความสุขและป้องกันไม่ให้พนักงานคนอื่นๆที่อาจจะเจอปัญหาเดียวกันจนทำให้อยากยื่นลาออกตาม

คุณได้งานที่ใหม่เลยตัดสินใจลาออก?

คำตอบของคำถามดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้คุณทราบถึงข้อเสนอจากบริษัทใหม่ คุณจะทราบถึงการแข่งขันทางด้านสวัสดิการ การทำงานที่ยืดหยุ่น และวัฒนธรรมที่อื่นๆ

ได้เงินเดือนน้อย ?

แม้ว่าพนักงานที่กำลังจะลาออกอาจไม่อยากบอกเงินเดือนของที่ใหม่ แต่อย่างน้อยที่สุดคุณก็ได้ทราบถึงเรื่องของเงินเดือนที่พนักงานได้รับนั้นน้อยไปในความรู้สึกของพวกเค้า หากมีพนักงานที่แจ้งลาออกด้วยสาเหตุนี้เป็นจำนวนมาก คุณควรพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนทั้งองค์กรใหม่

มีปัญหากับหัวหน้างานหรือไม่ ?

แน่นอนว่าพนักงานคนดังกล่าวไม่กล้าจะพูดตามตรงกับหัวหน้างานของเขาเองในขณะที่ยังทำงานอยู่ แต่การถามด้วยคำถามสัมภาษณ์ก่อนลาออกจะช่วยให้เจอสิ่งที่เค้าไม่ได้พูดออกมาเกี่ยวกับหัวหน้างาน

ความไม่โปร่งใสทำให้พนักงานรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม ?

เป้าหมายของคุณคือการค้นหาถึงความโปร่งใสที่มีในองค์กรซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้พนักงานของคุณมีคุณค่า หากคุณปล่อยให้พนักงานรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมในองค์กร แน่นอนว่าต้องมีพนักงานคนอื่นคิดตามเช่นเดียวกัน

คุณได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสายงานเพียงพอหรือไม่ ?

พนักงานลาออกด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถพัฒนาตัวเองในสายอาชีพให้ดียิ่งกว่าเดิมเพราะไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือแนะนำอย่างเพียงพอ คุณควรจัดหาโปรแกรมพัฒนาพนักงานภายในองคืกร โดยเฉพาะหากคุณมีพนักงานที่ดีมีความสามารถซึ่งคุณไม่อยากเสียคนเหล่านี้ไป

คุณชอบอะไรและไม่ชอบอะไรในงานคุณมากที่สุด ?

สิ่งสำคัญคือการที่คุณได้รู้ว่าบริษัทได้มอบหมายงานที่ทำให้พนักงานทำงานด้วยความสุข และหากคุณสามารถรู้สิงที่พนักงานไม่ชอบในงานนั้นๆคุณยังสามารถนำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย

คุณจะแนะนำงานที่นี่ให้เพื่อนต่อหรือไม่ ถ้าไม่ ช่วยบอกเหตุผล ?


ถึงแม้ว่าพนักงานนั้นกำลังจะลาออกจากงาน คุณยังอยากให้พนักงานดังกล่าวพูดถึงบริษัทในทางที่ดี แต่หากผลลัพธ์เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คุณควรค้นหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาจะดีกว่า

มีอะไรอยากบอกเพิ่มเติมอีกไหม ?

คำถามที่ทรงพลังมากที่สุด ซึ่งคุณอาจเลือกไม่ถามพนักงานตอนสัมภาษณ์งานแต่ให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์กรอย่างแท้จริง

บริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีล้วนต้องการรักษาพนักงานที่ดีและมีความสามารถไว้ การมีอัตราการลาออกของพนักงานในระดับสูงไม่เพียงแต่ส่งผลต่อชื่อเสียงของบริษัทเท่านั้น แต่ส่งผลอย่างร้ายแรงต่อขวัญและกำลังใจของพนักงานทั้งหมดรวมถึงบรรยากาศในการทำงานในบริษัทอีกด้วย

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ประกาศว่าบริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับเป็นลำดับที่ 11 ของ Gartner Supply Chain Top 25 ประจำปี2019

ท็อป 11 ของทำเนียบ ซัพพลายเชนชั้นนำจากการ์ทเนอร์ใน 25 อันดับ

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจชไนเดอร์ ยังชนะเลิศรางวัล 2019 Industrial Manufacturing Supply Chainnovator ซึ่งเป็นรางวัลนวัตกรรมด้านซัพพลายเชน ประจำปี 2019 ของการ์ทเนอร์ “โดยได้รับการยอมรับในด้านความริเริ่มด้านนวัตกรรมซัพพลายเชนรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต” การ์ทเนอร์ได้ประกาศรางวัลดังกล่าวระหว่างงานประชุมสัมมนา Gartner Supply Chain Executive Conference 2019 ที่จัดขึ้นในเมืองฟีนิกซ์ รัฐอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เลื่อนอันดับขึ้นอีกในปีนี้จากการจัดอันดับ 25 ท็อปซัพพลายเชนของการ์ทเนอร์  เราเชื่อว่าความพยายามในการปฏิรูปซัพพลายเชนของเรากำลังก้าวหน้าไปด้วยดี และการจัดอันดับนี้ ถือเป็นแรงบันดาลใจอย่างดีสำหรับทีมงานของเราในการผลักดันโปรแกรม Tailored, Sustainable and Connected 4.0 Supply Chain ไปข้างหน้า ร่วมกับพันธมิตรเพื่อลูกค้าของเรา เรามองว่ารางวัล Industrial Manufacturing Supply Chainnovator คือการให้การยอมรับในเรื่องกลยุทธ์ด้านบุคลากรของเราที่ช่วยสนับสนุนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่ครอบคลุมถึงบุคลากรทั้งหมดในองค์กร นับเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากบุคลากรถือเป็นเสาหลักของซัพพลายเชน” มูหราด ทาเมาด์ รองประธานอาวุโส ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โกลบอล ซัพพลายเชน กล่าว

และในปี 2018 ที่ผ่านมา ฝ่ายปฏิบัติการส่วน โกลบอล ซัพพลายเชน ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งประกอบไปด้วยโรงงานผลิต 200 แห่งใน 46 ประเทศ รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าอีก 98 แห่ง ด้วยบุคลากรที่แข็งแกร่งจำนวน86,000 คนที่บริหารจัดการรายการอ้างอิงกว่า 260,000 รายการ รวมถึงกระบวนการด้านการสั่งซื้อกว่า 150,000 รายการในแต่ละวัน

สอดคล้องตามรายงานจากการ์ทเนอร์ในการประกาศ Supply Chain Top 25 “แนวโน้มหลัก 3 ประการที่มีความโดดเด่นอย่างมากในปีนี้ สำหรับบรรดาผู้นำซัพพลายเชนที่กำลังเร่งขยายขีดความสามารถ เพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้อื่นคือ การสร้างระบบที่เป็นส่วนตัวได้ครอบคลุมมากขึ้น การนำระบบนิเวศมาช่วย และผลักดันการใช้กลยุทธ์ดิจิทัลเพื่อนำพาธุรกิจไปข้างหน้า”

โปรแกรมค่าย Intel ชื่อดังที่ใครหลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดี โดยเจ้าโปรแกรมตัวนี้มีชื่อว่า โปรแกรม Intel SSD Toolbox เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานบริหาร Harddisk ของคุณได้ โดยตัวมันสามารถใช้งานได้ทั้ง Harddisk ทั่วไปอย่าง Sata, Sata II, Sata III หรือแม้กระทั่ง SSD Harddisk ก็ใช้งานได้เช่นกันด้วยนะ

โปรแกรม Intel SSD Toolbox ใช้จัดการฮาร์ดดิสก์ ปรับแต่ง ดูข้อมูลของ HDD

โปรแกรมที่ถูกพัฒนาโดยบริษัทอินเทล (Intel Corp.) มันเป็นโปรแกรมที่เอาไว้ใช้ในการบริหารจัดการฮาร์ดดิสก์แบบโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD – Solid-State Drive) ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีประสิทธิภาพสูง ความเร็วสูง นั่นเอง

โปรแกรม Intel SSD Toolbox สามารถใช้ดูข้อมูลจำเพาะของฮาร์ดดิสก์ Intel แบบ SSD ของคุณได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชื่อรุ่น (Model No.) เวอร์ชั่นของเฟิร์มแวร์ (Firmware Version) และอื่นๆ พร้อมแสดงสถานะต่างๆ ของฮาร์ดดิสก์อย่างละเอียด ซึ่งมันไปเอาข้อมูลมาจากเทคโนโลยี S.M.A.R.T ที่ติดอยู่กับฮาร์ดดิสก์ แบบ SSD ของ Intel ทุกรุ่นอยู่แล้ว โดยสามารถดูลึกถึงขั้นว่า ระยะเวลาในการเปิดใช้งาน รวมถึงระบบการแจ้งเตือนต่างๆ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นกับตัวฮาร์ดแวร์ (Hardware Failure)

นอกจากนี้ โปรแกรม Intel SSD Toolbox ยังมีฟังก์ชั่นการปรับแต่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮาร์ดดิสก์ได้อีกด้วย แถมยังมีบอกสถานะปัจจุบัน และ สิ่งที่แนะนำ (Recommended Action) ให้กับผู้ใช้งานได้รับทราบอีกด้วยเช่นกัน

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” (ชื่อเดิมไทคอน) ลงนามความร่วมมือกับ “พีบีเอ กรุ๊ป” (PBA Group) ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ จากประเทศสิงคโปร์ ในสัดส่วนการลงทุน 51:49 ตามลำดับ นำเสนอบริการและโซลูชั่นที่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ผนึกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ พีบีเอ กรุ๊ป

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ผนึกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ พีบีเอ กรุ๊ป


นายโสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวกลุ่มธุรกิจ สมาร์ทโซลูชั่น (Smart Solutions) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่จะมาต่อยอดและช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าผ่านการนำเสนอเทคโนโลยีสมัยใหม่ โซลูชั่นและบริการที่ตอบสนองทุกความต้องการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ซึ่งทาง “พีบีเอ กรุ๊ป” (PBA Group) ได้มีการพัฒนาโซลูชั่นด้านการใช้งานระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ที่หลากหลาย อาทิ ระบบจัดการเครื่องจักรเฉพาะทาง, รถยกอัตโนมัติ, ยานพาหนะอัตโนมัติ (AGVs), หุ่นยนต์ (robots) และแขนกลหุ่นยนต์ (collaborative robots) ที่มีการใช้งานกับอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแพร่หลายในตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีภายใต้ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ส่งผลให้ความต้องการหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีฐานผู้ประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยประเทศไทยมีภาพรวมตลาด
การนำเข้าหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 133% จาก 2,131 ยูนิตในปี 2556 เพิ่มเป็น 7,500 ยูนิตในปี 2561[1]
สืบเนื่องจากระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มีต้นทุนที่ลดลง ประกอบกับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดความต้องการด้านการปฏิบัติงานภายในคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เริ่มหันมาใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีกันมากขึ้น ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของลูกค้าภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยอาศัยความแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัทฯ และใช้ประโยชน์จากความเป็นผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย รวมกับโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจาก พีบีเอ กรุ๊ป”
มร. เดอร์ริค แยบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พีบีเอ กรุ๊ป (PBA Group) กล่าวว่า “ในฐานะที่ พีบีเอ กรุ๊ป (PBA Group) เป็นผู้นำการให้บริการโซลูชั่นด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดค้นผลิตภัณฑ์ทางด้านเทคโนโลยี ช่วยยกระดับความสามารถของการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชั่นระบบอัตโนมัติสำหรับใช้งานในโรงงานและคลังสินค้าแบบครบวงจร พีบีเอ กรุ๊ป รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย สำหรับการรุกธุรกิจด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในประเทศไทย ซึ่ง FPT เป็นกลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรที่มีชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย บริษัทฯ จะผสานความรู้ความเชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในฐานะพันธมิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของ FPT ทั้งนี้ เราเชื่อว่าความร่วมมือกันของสองบริษัทจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ เรายังเล็งเห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกของตลาดอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในประเทศไทย ที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการใช้งานระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลือกที่ช่วยส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญที่จะพัฒนาความสามารถด้านการผลิตและการปฏิบัติงานภายในประเทศเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ
สำหรับ RACE Academy หรือโครงการฝึกอบรมอิสระของพีบีเอ เป็นโครงการที่มุ่งให้ความรู้และส่งเสริมการศึกษาด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีการผลิตในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับระบบอีโคซิสเต็มสของอุตสาหกรรม ด้วยการจัดฝึกอบรมและเสริมทักษะให้กับบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ฝึกอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีด้านการผลิตแบบดิจิทัลในโรงงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการทำงานผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้ความร่วมมือครั้งแรกกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย[2]”
“เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย จะผสานองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญของทั้งบริษัทฯ และพีบีเอ นำเสนอเป็นบริการและโซลูชั่นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า เพราะบริษัทฯ เชื่อว่าบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การให้บริการเช่าพื้นที่อาคารอีกต่อไป แต่จะรวมไปถึงบริการและโซลูชั่นที่ครบวงจร สามารถมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและตอบทุกความต้องการของลูกค้า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของการใช้งานโซลูชั่นหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงานและคลังสินค้า” นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้นำด้านโซลูชันแพลตฟอร์มความปลอดภัยระดับโลก เปิดตัว 3 นวัตกรรมใหม่ ได้แก่Cortex™ , Cortex XDR™ และTraps™ 6.0 ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาบนพื้นฐานของระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ เทคโนโลยีด้านการเรียนรู้ของเครื่อง(Machine Learning)  เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยขององค์กรในอนาคต 

เปิดตัว Cortex ระบบการจัดการความปลอดภัย พัฒนาบนพื้นฐานของ AI

เปิดตัว Cortex ระบบการจัดการความปลอดภัย พัฒนาบนพื้นฐานของ AI


ในปัจจุบันองค์กรจำนวนมากตื่นตัวกับปัญหาและภัยคุกคามไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น  จึงจำเป็นที่จะต้องหาแนวทางป้องกันและแก้ไขหากเกิดเหตุ รวมทั้งกำหนดมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขึ้น สำหรับประเทศไทย ในปี 2561 ที่ผ่านมา มีการคุกคามทางไซเบอร์ที่ได้บันทึกไว้ในสถิติแล้วจำนวนทั้งหมด 2,520 ครั้ง [1]จากรูปแบบภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป พบว่าเหล่าผู้โจมตีได้มีการนำเทคโนโลยีด้านการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการทำงานแบบอัตโนมัติมาใช้ จึงทำให้สามารถเรียนรู้ ผู้ดูแลระบบรักษาความปลอดภัยไม่สามารถตรวจจับอัตโนมัติ และตอบสนองได้ทันท่วงที การที่ระบบไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพพบว่าเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

§  ระบบรักษาความปลอดภัยแบบไซโลเกิดจากการที่แต่ละอุปกรณ์ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถบูรณาการข้อมูลการตรวจพบเข้าด้วยกันและสั่งการเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติได้ 

§  การขาดแคลนด้านทรัพยากรบุคคลบุคลากรเฉพาะทางด้าน Cyber Security ที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของแต่ละองค์กรเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่มีข้อมูลปริมาณมหาศาล ทำให้บุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไม่สามารถรับมือกับปริมาณข้อมูลเหล่านั้นได้

§  ข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับตรวจสอบ: ในการตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้น การตั้งค่าระบบงานที่สําคัญให้บันทึกเหตุการณ์ หรือเรียกว่า Logs ไม่เพียงพอในการใช้ตรวจสอบและตัดสินใจในการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น และหากจะต้องรวบรวมข้อมูลจากจุดกำเนิดหลายจุด ต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์ในระดับสูง และใช้ระยะเวลาตรวจสอบมากขึ้น

Cortex คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

Cortex เป็นเพียงระบบรักษาความปลอดภัยแพลตฟอร์มเดียวในตลาดที่เป็นระบบเปิด ที่บูรณาการเข้ากับระบบปัญญาประดิษฐ์ Cortex สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับApplication Framework ออกแบบขึ้นมาเพื่อทำให้ระบบความปลอดภัยสามารถใช้งานง่ายมากขึ้น (Simplified) และปรับปรุงให้ได้ผลลัพธ์แบบอัตโนมัติ (Automated Outcome) ดังนั้นCortex จึงอาศัยระบบการทำงานคลาวด์เพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณข้อมูล ทำให้สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ถูกต้อง รวดเร็วและแม่นยำ การทำงานของCortex ประกอบด้วย

Cortex XDR ​ทำหน้าที่ในการตรวจจับและตอบสนองที่ทำงานร่วมกันในระดับ เอนด์พอยท์ (Endpoint) เน็ตเวิร์ค (Network) และ คลาวด์ (Cloud) 

Cortex Data Lake ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจาก Cortex XDR เข้าด้วยกันและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับ ทั้งในเชิงของพฤติกรรมผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ หลังจากนั้นส่งข้อมูลที่ประมวลผลได้กลับไปยัง Cortex XDR เพื่อทำการป้องกันภัยคุกคามที่ตรวจพบได้แบบอัตโนมัติและทันท่วงที

Traps 6.0 ทำหน้าที่เป็นทั้งระบบป้องกัน (ระดับอุปกรณ์) ตรวจจับ และตอบสนองต่อผลการวิเคราะห์จาก Cortex นอกจากนั้น Traps 6.0 ยังทำหน้าที่ในการเป็นเซนเซอร์รวบรวมข้อมูลบนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ และการเก็บหลักฐานสำหรับการสอบค้นต้นตอของปัญหาในระดับขั้นสูงต่อไป

นางสาวธิติรัตน์ ทองถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน  พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “การตรวจพบการโจมตี และการตอบสนองต่อภัยคุกความ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์  ในปัจจุบันรูปแบบการป้องกันความปลอดภัยของแต่ละอุปกรณ์แยกจากกันในรูปแบบ Standalone จึงทำให้เกิดจุดบอดขึ้นในองค์กร เกิดความขัดแย้งด้านข้อมูล (Data Conflict) เราเชื่อว่าวิธีจัดการกับปัญหานี้ได้ดีที่สุดคือใช้ความสามารถในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาล ผนึกกับขีดความสามารถในการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence:AI) และเทคโนโลยีด้านการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในการตรวจพบ และตอบสนองต่อภัยคุกคามโดยอัตโนมัติทันที”

หลังจากที่คุณออกจากห้องสัมภาษณ์งานด้วยความมั่นใจว่าจะต้องได้งานนี้แน่ ๆ แต่เวลาผ่านไป กลับไม่มีสัญญานตอบกลับจาก HR ซักที อีเมลไปถามก็แล้ว โทรไปถามก็แล้ว กลับได้คำตอบมาแค่ว่า “กำลังพิจารณาอยู่” แม้แต่การสมัครเป็น ฟรีแลนซ์ เองก็ตามคุณเริ่มคิดว่า ควรจัดการตัวเองยังไงดี กับการรอคอยที่ไม่รู้จุดหมายแบบนี้ เพราะการรอนี้จะทำให้คุณเสียเวลาได้ ยิ่งถ้ามีนายจ้างเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ เรื่องก็จะยิ่งยืดเยื้อเข้าไปอีก การรอคอยเป็นเรื่องที่ยากลำบาก น่าจะทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำใจ แต่มีเรื่องราวมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไม HR ถึงใช้เวลานาน กว่าจะติดต่อกลับมาหาคุณ

เมื่อไปสมัครงานกับบริษัทต่างๆ ทำไมถึง รอนานกว่า HR จะติดต่อกลับ

เมื่อไปสมัครงานกับบริษัทต่างๆ ทำไมถึง รอนานกว่า HR จะติดต่อกลับ

  1. มีผู้เกี่ยวข้องในการตัดสินใจมากเกินไป การมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายหรือหลายคนในการตัดสินใจพิจารณารับคนเข้าทำงาน ทำให้กระบวนการจ้างงานล่าช้าไปได้ เพราะแต่ละฝ่ายอาจมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่การมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาช่วยกันพิจารณาการจ้างงานก็เป็นเรื่องจำเป็น ถึงแม้ว่าจะทำให้กระบวนการจ้างงานต้องล่าช้าออกไป เพราะความล่าช้านี้จะทำให้องค์กรได้คนทำงานที่เหมาะสมที่สุด เพราะฉะนั้น สาเหตุที่กว่า HR จะติดต่อคุณกลับมาหลังจากที่มีการสัมภษณ์งานกันแล้ว ไม่ได้เป็นที่ตัวคุณไม่ดีหรือไม่เหมาะ แต่เป็นเพราะกระบวนการจ้างงานขององค์กรต่างหาก
  2. HR ยังติดสัมภาษณ์งานผู้สมัครงานคนอื่นอยู่ ถ้าช่วงที่คุณสมัครงานเป็นช่วงฤดูกาลหางานอยู่พอดี แต่ละองค์กรจะมีผู้สมัครงานเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ HR จะได้ใช้เวลาในการหาคนที่เหมาะสมที่สุดเข้าทำงาน ถ้าคุณยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจาก HR อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังเดินหน้าสัมภาษณ์ผู้สมัครงานอยู่ และยังไม่มีเวลาพิจารณาหรือติดต่อกลับหาคุณในทันทีก็เป็นได้ค่ะ
  3. ทีมผู้บริหารยังตัดสินใจกันอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าผู้บริหารหรือทีมผู้บริหารกำลังถกเกียงกันอยู่ว่า จะเอาอย่างไรดี มองในแง่ดีไว้ค่ะว่า การที่คุณยังไม่ได้ยินคำตอบใด ๆ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะถ้าคำตอบคือ ‘ไม่’ แล้วล่ะก็ คุณคงได้รับการติดต่อกลับจากพวกเขาไปนานแล้ว การที่คุณยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจาก HR อาจเป็นไปได้ว่า คุณเป็นตัวเก็งที่ทางทีมผู้บริหารกำลังพิจารณากันอยู่ ขอให้คุณอดทนรอไปอีกซักนิดค่ะ
  4. HR ยังรอให้มีผู้สมัครงานที่หลากหลายมากกว่าเดิม การที่คุณยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจาก HR บางทีอาจเป็นเพราะว่า HR ยังต้องการผู้สมัครงานที่หลากหลาย และปริมาณมากกว่านี้ เขาจึงขยายเวลารับสมัครงานออกไปเพื่อหาผู้สมัครงานเพิ่ม เรื่องนี้อาจทำให้คุณท้อใจ ว่าคุณยังไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานนี้ แต่ถ้ามองอีกมุม มันเป็นเรื่องที่ดี ที่คุณจะได้ลองสำรวจตัวเองอีกครั้ง แล้วลองหางานใหม่ที่เหมาะสมกับคุณมากกว่าเดิม
  5. มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกระทันหันในองค์กร การที่คุณยังไม่ได้รับการตอบกลับจาก HR อาจเป็นเพราะเรื่องการปรับเปลี่ยนกันภายในองค์กรอย่างกระทันหัน เช่น การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร หรือข้อจำกัดทางด้านการเงินขององค์กร ซึ่งเรื่องพวกนี้ต่างก็มีผลกระทบไปถึงกระบวนการจ้างงานทั้งสิ้น ความล่าช้าในการตัดสินใจอาจเป็นผลมาจากสาเหตุภายในต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอในแวดวงธุรกิจ และความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านไอทีชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ประกาศวันนี้ถึงความร่วมมือครั้งใหม่กับ Mellanox Technologies เพื่อนำโซลูชั่นการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสำหรับวางจำหน่าย ข้อตกลงครั้งนี้ทำให้วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) สามารถนำโซลูชั่นและบริการของ Mellanox ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายชั้นนำด้านเทคโนโลยีอีเธอร์เน็ตแบบ End-to-End และการเชื่อมต่อแบบอัจฉริยะ InfiniBand เข้าสู่ตลาดของไทยผ่านช่องทางเครือข่ายตัวแทนจัดจำหน่ายระดับองค์กรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้

คุณสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานบริหารของบริษัทวีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Mellanox เป็นโซลูชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการของระบบเครือข่าย ในส่วนของศูนย์ข้อมูลส่วนกลางหรือ Data Center ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้หลากหลายแง่มุม คือ สามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ (Era Infra) อย่าง Hyper-Converged (SCI) และ Cloud ด้วยโซลูชั่นบนระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ฉับไวและมี Latency ที่ต่ำมาก ทำให้ผู้ใช้งานและแอพพลิเคชันต่างๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วขึ้นนอกจากนั้นยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ในระบบศูนย์ข้อมูลส่วนกลางหรือ Data Center และแอพพลิเคชันต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น Visualization หรือ Cloud และเมื่อเทียบคุณสมบัติการแข่งขันด้านราคากับแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ แล้วนั้น กล่าวได้ว่า Mellanox มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าและสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดีกับทุกองค์กร”

“เราเชื่อมั่นใน Mellanox ทั้งตัวผลิตภัณฑ์, เทคโนโลยี, และระบบโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อผสานเข้ากับประสบการณ์ของเราที่ยาวนานมากกว่า 30 ปีในตลาดด้านไอทีแล้ว เรามั่นใจว่าความร่วมมือกับ Mellanox ครั้งนี้จะได้เสียงตอบรับที่ดีจากทั้งเครือข่ายตัวแทนและลูกค้า เรามีทีมงานที่เชี่ยวชาญประจำอยู่พร้อมจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ตลาดผ่านช่องทางจัดจำหน่ายมากกว่า 5,000 ช่องทางทั่วประเทศไทย” คุณสมศักดิ์กล่าวเสริม

คุณชาลี ฟู รองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Mellanox Technologies กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญในเอเชียแปซิฟิก ที่เราเห็นการเติบโตและการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความต้องการเครือข่ายความเร็วสูงและมีความอัจฉริยะมากขึ้น เพื่อจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรา Mellanox เป็นผู้นำในด้านนี้ และมุ่งมั่นที่จะช่วยสนับสนุนลูกค้าในภูมิภาคด้วยทรัพยากรและบริการที่ดีที่สุด เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) เพื่อขยายฐานลูกค้าในประเทศไทยต่อไป”

คุณดาร์ริน เฉิน รองประธานฝ่ายช่องทางจัดจำหน่ายระดับนานาชาติของ Mellanox Technologies กล่าวว่า “เราตื่นเต้นมากกับความร่วมมือของ วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) เนื่องจากถือเป็นโอกาสที่ดีมากในการนำเสนอโซลูชั่นการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดสู่ตลาดเมืองไทย ซึ่ง Mellanox เองไม่

เพียงมีโซลูชั่นเครือข่ายประสิทธิภาพสูงที่สุดในด้าน HPC, AI, คลาวด์, สตอเรจ, ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับองค์กร, ด้านความปลอดภัย, บริการทางการเงิน และอื่น ๆ เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีประมวลผลภายในเครือข่าย ที่ช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตอีกด้วย จากความร่วมมือของเรานี้ เราหวังว่าจะสามารถส่งมอบโซลูชั่นที่ดีที่สุด และเป็นทางเลือกด้านโซลูชั่นการเชื่อมต่อข้อมูลในตลาดของไทยได้เป็นอย่างดี”

เกี่ยวกับ Mellanox

Mellanox Technologies (NASDAQ: MLNX)เป็นผู้จัดจำหน่ายชั้นนำด้านโซลูชั่นและบริการการเชื่อมต่ออัจฉริยะทั้งแบบ End-to-End Ethernet และ InfiniBand สำหรับเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ โซลูชั่นการเชื่อมต่อของ Mellanox ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ด้วยการให้ทรูพุตที่สูงที่สุด และเวลาหน่วงที่ต่ำที่สุด ทำให้ส่งต่อข้อมูลไปยังแอพพลิเคชั่นได้เร็วยิ่งขึ้น, ปลดล็อกประสิทธิภาพของระบบ, และยกระดับความปลอดภัยของข้อมูล Mellanox มีผลิตภัณฑ์ด้านการเชื่อมต่อความเร็วสูงหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอแดปเตอร์, สวิตช์, ซอฟต์แวร์, หรือแม้แต่ชิปซิลิกอนที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่น และยกระดับผลการดำเนินงานทางธุรกิจให้มากที่สุด เหมาะกับหลายกลุ่มตลาดไม่ว่าจะเป็นธุรกิจคลาวด์และ Hyperscale, บริการประมวลผลประสิทธิภาพสูง, ระบบ AI, ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับองค์กร, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, สตอเรจ, บริการทางการเงิน และอื่นๆ อีกมากมาย