เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับโปรแกรมตัดต่อวีดีโอมาบ้างแล้ววันนี้แอดมินจะมาแนะนำโปรแกรมที่หลายคนต้องร้องอ้อนั่นคือ โปรแกรม Nero Video มันเป็น โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ และไฟล์มัลติมีเดีย (Multimedia) ที่ครบเครื่อง สามารถตัดต่อ แก้ไขไฟล์วีดีโอ (Video Editing) รวมถึงใส่เอฟเฟคต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม จุดเด่นของ Nero Video อยู่ที่ความเร็ว และความง่ายในการสร้างสรรค์ผลงานได้เหมือนระดับมืออาชีพ ช่วยประหยัดเวลาได้เป็นอย่างดี คุณสามารถควบคุม และติดตามวีดีโอในแต่ละ Key-frame เพื่อใส่เอฟเฟค หรืออนิเมชั่นประกอบวีดีโอ หลังจากนั้น โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ก็จะ Export ไฟล์วีดีโอเพื่อนำไปใช้ในกรณีที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บไซต์ แผ่น CD/ DVD/ Blu-ray และสามารถสตรีมมิ่งวีดีโอไปยังทีวีเพื่อพรีเซ็นต์ในห้องประชุม หรือว่าพรีเซ็นต์ผ่านเน็ตเวิร์คก็ทำได้

ภายใน โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ Nero Video มีเครื่องมือในการจัดการกับวีดีโอแบบครบครัน อาทิเช่น ฟีเจอร์การเคลื่อนไหวเอฟเฟคที่มากกว่า 50 แบบ, การสร้าง Layout และธีมให้เลือกมากกว่า 25 ธีมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเทมเพลต รูปแบบการเคลื่อนไหว ภาพพื้นหลัง และเพลงประกอบ โปรแกรม Nero Video รองรับไฟล์วีดีโอหลากหลายนามสกุล เช่นเดียวกันคุณสามารถ Export ไฟล์วีดีโอได้หลายฟอแมต เช่นไฟล์แฟลช (Flash) ไฟล์ WMV และยังทำตัวเป็น โปรแกรมแปลงไฟล์ MP4 หรือไฟล์มาตรฐานอื่นๆ ที่โปรแกรมทั่วไปทำได้ และ Nero Video ยังสามารถอัพโหลดวีดีโอไปบนเว็บไซต์ได้โดยตรงอีกด้วย

ด้วยโปรแกรม Nero Video ให้คุณได้ปรับแต่งเมนูก่อนเข้ารับชมวีดีโอ ลากไฟล์รูปภาพแบบ Picture-in-Picture ด้วยวิธีลากวาง ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการตัดต่อวีดีโอ และยังสามารถสตรีมมิ่งวีดีโอ (Video Streaming) ของคุณไปยังทีวีได้ หรือจะแชร์ผ่านทางมือถือด้วย App Nero Airburn ก็ได้เช่นกัน ถ้าคุณกำลังมองหาโปรแกรมที่จะเป็นตัวช่วยในการบันทึกวีดีโอ หรือตัดต่อวีดีโอ สไลด์โชว์ และนำไปโชว์บนคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเล่นแผ่น CD แผ่น DVD และ แผ่น Blu-ray ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลอง ดาวน์โหลดโปรแกรม นี้ไปใช้งานได้เลย

จอห์น เฉิน (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ อินทัช พงษ์เกษม (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์บริษัทเสียวหมี่ ประเทศไทย เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด Mi 8 Lite และ and Mi 8 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Mi 8

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 9 พฤศจิกายน 2561 – ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เสียวหมี่ (Xiaomi) เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด Mi 8 Lite และ and Mi 8 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Mi 8

การออกแบบตัวเครื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Claude Monet จิตรกรอิมเพรสชั่นนิสต์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการเล่นแสงจากสีธรรมชาติ ตัวเครื่อง Mi 8 Lite จึงเป็นกระจกโค้งที่สะท้อนแสงไล่ระดับสีสวยงาม

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เสียวหมี่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในงานเปิดตัวว่า “สมาร์ทโฟนในตระกูล Mi 8 นี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนมี่ทั่วโลก และจากความสำเร็จนี้ ผมมั่นใจว่า Mi 8 Lite และ and Mi 8 Pro จะเป็นการเพิ่มทางเลือกและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทย และเพลิดเพลินไปกับสมาร์ทโฟนนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากเสียวหมี่ ในเทศกาลแห่งความสุขนี้”

Mi 8 Lite เซลฟี่และเล่นเกมส์ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ในสไตล์ที่เป็นคุณ

กล้องหน้า 24MP สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่ ทำงานคู่กับเซ็นเซอร์หลักของ Sony IMX576 ทำให้สามารถจับภาพได้แม่นยำกว่าที่เคยแม้ในสภาพแสงน้อย ระบบเซนเซอร์ใช้เทคโนโลยีซุปเปอร์พิกเซลเพื่อรวมข้อมูลจากสี่พิกเซลให้เป็นพิกเซลเดียวช่วยเพิ่มความคมชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ร่ม ด้วยคุณสมบัติกล้องคู่หลังของ Mi 8 Lite ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์หลัก Sony รุ่น IMX363 ใช้พิกเซลขนาดใหญ่ 1.4μm เพื่อการถ่ายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงในสภาวะแสงน้อย พร้อมกับเทคโนโลยี Dual Pixel Autofocus เพื่อการโฟกัสภาพที่เร็วมากขึ้น ทำให้คุณไม่พลาดช็อตสำคัญ

ระบบกล้องประสิทธิภาพสูงทำงานคู่กับฟีเจอร์ AI สุดล้ำของ Xiaomi รวมถึงโหมดถ่ายภาพ ที่มาพร้อมกับออฟชั่นใหม่ที่สามารถรีทัชภาพเมคอัพสไตล์นู้ดที่สวยสมบูรณ์แบบยิ่งกว่า นอกจากนี้ Mi 8 Lite ยังมีฟีเจอร์ช่วยปรับแสงที่แตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์ให้มีความเป็นธรรมชาติ โดยจะทำการปรับสีบนใบหน้าให้เหมาะสมกับสีของอุณหภูมิในขณะนั้นเพื่อการเซลฟี่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

Mi 8 Lite ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm® SnapdragonTM 660 SoC (AIE) และ Qualcomm® Artificial Intelligence Engine (AIE) ทรงพลัง และ Mi 8 Lite ยังโดดเด่นในระบบเสียง จากการพัฒนาระบบอัลกอริทึ่ม DSP (digital signal processing) อย่างเต็มรูปแบบ

Mi 8 Pro กับฟีเจอร์แสกนนิ้วใต้หน้าจอ ที่ตอบสนองฉับไว ปลดล็อคหน้าจอเพียงนิ้วสัมผัส

Mi 8 Pro ก้าวไปอีกขั้นด้วยเซนเซอร์ลายนิ้วมือตอบสนองฉับไว เพียงแตะบนหน้าจอ (pressure-sensitive in-display fingerprint sensor) ซึ่งต่างจากหน้าจอที่มีเทคโนโลยีอ่านลายนิ้วมือแบบอื่นๆ ที่ชะลอการทำงานของหน้าจอเอาไว้เพื่อดูว่ามีนิ้วกดอยู่หรือไม่ แต่เซนเซอร์ตรวจจับแรงกดจะทำการปลดล็อคหน้าจอทันทีที่มีนิ้วมาสัมผัสหน้าจอ ซึ่งเร็วขึ้นและช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น

Mi 8 Lite มีจำหน่าย 2 สี ประกอบด้วยสี Aurora Blue และ สี Midnight Black ความจุ 6GB+128GB เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 พิเศษบนแพลทฟอร์มร้านค้าออนไลน์ JD Central ราคา 9,990 บาท พร้อมของสมนาคุณสายรัดข้อมือ Mi Band 3 และ ลำโพงบลูทูธ Mi Mini Bluetooth Speaker รวมมูลค่ากว่า 1,600 บาท

Mi 8 Pro มาในสี Transparent Titanium ความจุ 8GB+128GB เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 พิเศษบนแพลทฟอร์มร้านค้าออนไลน์ Lazada ราคา 19,900 บาท พร้อมของสมนาคุณนาฬิกาอัจฉริยะ Amazfit Bip

สมาร์ทโฟนทั้ง2รุ่นนี้ จะเริ่มจำหน่ายใน Mi Authorized Stores วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561

รับชมภาพสินค้าได้ที่: Mi 8 Liteและ Mi 8 Pro

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม : http://blog.mi.com/en/

#

เกี่ยวกับเสียวหมี่

เสียวหมี่ ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมายน 2553 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Main Board of the Hong Kong Stock Exchange ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 (1810.HK.) เสียวหมี่ บริษัทให้บริการด้านอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และสมาร์ทฮาร์ดแวร์ เพื่อเชื่อมต่อสู่แพลทฟอร์ม IoT

ด้วยวิสัยทัศน์ของการเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานและการเป็นบริษัทที่โดดเด่นที่สุดในใจของลูกค้า เสียวหมี่ มุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความโฟกัสและประสิทธิภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลง เสียวหมี่ ไม่ลดละสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจในราคาเพื่อมอบโอกาสให้ทุกคนบนโลกได้เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม

ปัจจุบัน เสียวหมี่ เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนอันดับที่ 4 ของโลก และได้สร้าง IoT แพลตฟอร์มสำหรับลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสมาร์ทดีไวซ์มากกว่า 100 ล้านผลิตภัณฑ์ (ทั้งนี้ไม่รวมสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป) ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เสียวหมี่วางจำหน่ายมากกว่า 70 ประเทศ และภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก และอยู่ในอันดับต้นในตลาดสำคัญต่างๆ

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่สมาร์ทโฟนตระกูล HUAWEI Mate Series ย้ำความเป็นสมาร์ทโฟนระดับนวัตกรรมอย่างแท้จริง ครบเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพลังและก้าวหน้าที่สุดของโลก สมศักดิ์ศรีหนึ่งในสมาร์ทโฟนรุ่นที่คนทั่วโลกตั้งตารอมากที่สุดแห่งปี

เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

· ชิปเซ็ต AI Kirin 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกของโลกที่ผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตร เสริมพลังด้วยสถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 และ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 มอบพลังการประมวลผลจาก AI และประสบการณ์การใช้งานอันเหนือระดับ

40W HUAWEI SuperCharge และ 15W HUAWEI Wireless Quick Charge และแบตเตอรี่ความจุสูง เพื่อการใช้งานยาวนาน และชาร์จเร็วเหนือชั้น และ Wireless Reverse charging ใน HUAWEI Mate 20 Pro ชาร์จแบตให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นได้แบบไร้สาย
· Leica Matrix Camera System สุดล้ำ ด้วยเลนส์ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide ที่ร่วมพัฒนาโดย Leica เพื่อการถ่ายภาพในมุมมองที่กว้างขึ้น และใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้

· กระบวนการผลิตแบบ Hyper Optical Pattern ที่ฝาหลัง สะท้อนและไล่สีสันเหลือบแสงเงา สวยงามสะกดทุกสายตา

· Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแม้มองจากระยะไกล

· ยกระดับประสบการณ์การใช้งานทั้งด้านการทำงานและความบันเทิงให้ง่ายและสะดวกสบายด้วย EMUI 9.0 บนระบบปฎิบัติการ Android P

“HUAWEI Mate 20 Series” มี 4 รุ่น ได้แก่ HUAWEI Mate 20, HUAWEI Mate 20 Pro, HUAWEI Mate 20 X and PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS โดยมีขนาดหน้าจอที่ต่างกัน 3 ขนาด 6.53 นิ้ว 6.39 นิ้ว และ 7.2 นิ้ว ฟีเจอร์เด่นของ HUAWEI Mate 20 Series

ริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนถือเป็นประตูสู่โลกดิจิทัลที่สำคัญ และ HUAWEI Mate 20 Series ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็น ‘เพื่อนรู้ใจ’ ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค นี่คือสมาร์ทโฟนที่พร้อมจะเดินทางไปกับเจ้าของทุกแห่งและคอยเติมเต็มชีวิตของพวกเขาและเพิ่มเติมประสิทธิผลตลอดเส้นทางด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีเลิศ รวมถึงกล้องอัน ทรงพลัง”

ที่สุดแห่งประสิทธิภาพและแบตเตอรี่เหนือชั้น

ชิปเซ็ต Kirin 980 ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตรนั้นมีทรานซิสเตอร์ 6.9 พันล้านตัวอยู่บนชิปขนาดเท่าปลายเล็บมือ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Kirin 970 ชิปเซ็ต Kirin 980 ให้ประสิทธิภาพ CPU สูงขึ้น 75% GPU สูงขึ้น 46% และ NPU 226% ในขณะเดียวกัน CPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 58% GPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% และ NPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 182%

Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกที่ของโลกผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 ชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดนี้จัดเรียงหน่วยประมวลผลเป็น 3 ชั้น เพื่อผสานประสิทธิภาพการประมวลผลและการใช้พลังงานที่ต่ำเข้าด้วยกันให้เหมาะสมกับฟังก์ชั่นในการใช้งานและประหยัดพลังงาน โดยชั้นแรกจะเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่พิเศษ 1 คู่ ถัดมาเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่ 1 คู่ และสุดท้ายคือเป็นหน่วยประมวลผลขนาดเล็ก 2 คู่ Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตแรกของโลกที่ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) ส่งผลให้ AI ในอุปกรณ์มือถือมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ซึ่งรองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 1.4Gbps รวมถึงรองรับการผสานคลื่นความถี่แบบข้ามช่องสัญญาณ และรองรับ Wi-Fi ที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลก ซึ่งสามารถดาวน์โหลดวิดีโอขนาด 2GB ได้ภายใน 10 วินาที ทั้งยังมีเทคโนโลยี AI GPS Satellite Selection ที่สามารถระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแม่นยำ

HUAWEI Mate 20 Series มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานอย่างไร้ขีดจำกัดตลอดวัน โดย HUAWEI Mate 20 มีแบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh ส่วน HUAWEI Mate 20 Pro มีแบตเตอรี่ความจุ 4,200mAh และ HUAWEI Mate 20 X มีแบตเตอรี่ความจุถึง 5,000mAh

นวัตกรรม HUAWEI SuperCharge เป็นนวัตกรรมการชาร์จแบบเร็วที่รองรับกำลังไฟฟ้าได้ถึง 40 วัตต์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อชาร์จ HUAWEI Mate 20 Pro ด้วย HUAWEI SuperCharge สามารถชาร์จได้ 70% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 2,940mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการรับรองความปลอดภัยขั้นสูงสุดจากสถาบัน TÜV Rheinland

นอกเหนือจากการชาร์จแบบใช้สาย HUAWEI Mate 20 Pro ยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายด้วย 15W HUAWEI Wireless Quick Charge โดยสามารถชาร์จได้ 30% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 1,300mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที อีกหนึ่งนวัตกรรมด้านแบตเตอรี่ของ HUAWEI Mate 20 Pro คือ Wireless Reverse Charging ระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย ช่วยให้ผู้ใช้แบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ไปยังอุปกรณ์อื่นที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้ เสมือนเป็นพาวเวอร์แบงก์

HUAWEI Mate 20 X มี HUAWEI Super Cool ระบบหล่อเย็นอันล้ำสมัยที่ใช้กราฟีนและวงจรสำหรับเปลี่ยนอากาศร้อนให้เป็นไอ (vapor chamber) ทำให้ค่าสัญญาณนาฬิกาของทั้ง CPU และ GPU ทำงานด้วยความเร็วสูงสุดเสมอ จึงเล่นเกมที่มีกราฟิกระดับสูงได้ต่อเนื่อง โดยที่ตัวเครื่องไม่ร้อน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำกราฟีนมาใช้ในการลดความร้อนของสมาร์ทโฟน

Leica Matrix Camera System บันทึกภาพในรูปแบบใหม่ ทลายข้อจำกัดของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน

HUAWEI Mate 20 Series มีนวัตกรรมการถ่ายภาพที่ดีที่สุดในสมาร์ทโฟน และก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มเลนส์ Ultra Wide ขนาด 16 mm. จาก Leica สำหรับการถ่ายภาพมุมกว้างโดยเฉพาะ ทั้งยังให้การถ่ายภาพใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้ การถ่ายภาพมาโครและการถ่ายภาพมุมมกว้างช่วยยกระดับนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพของสมาร์ทโฟน และทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 20 Pro ประกอบด้วยเลนส์หลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซล เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และเลนส์เทเลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งทั้งสามเลนส์ประกอบกัน สามารถให้ภาพระยะเทียบเท่าเลนส์ซูม 16-270 mm.

HUAWEI Mate 20 Series ยังมีโหมด AI Portrait Color สำหรับการถ่ายวิดีโอ โดย AI สามารถตรวจจับว่าจุดใดคือมนุษย์และปรับแต่งแสงเพื่อไฮไลท์บุคคลนั้นๆ ในคลิปวิดีโอได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI Spotlight Reel สำหรับตรวจจับคลิปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและสร้างคลิปไฮไลท์สั้นๆ ให้โดยอัตโนมัติได้

ทั้ง HUAWEI Mate 20 Pro และ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS มีระบบปลดล็อคด้วยการจับภาพใบหน้าผู้ใช้งานแบบ 3 มิติหรือ 3D Face Unlock อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 0.6 วินาทีเท่านั้น อีกทั้งยังมีความแม่นยำสูง ช่วยให้ข้อมูลภายในเครื่องปลอดภัย มีโอกาสปลดล็อคผิดพลาดต่ำกว่า 1 ในล้านเท่านั้น โดยทั้งสองรุ่นนี้มีระบบกล้องแบบสามมิติหรือ 3D Depth Sensing Camera System ด้านหน้า สามารถสแกนใบหน้าได้อย่างแม่นยำ จดจำได้แม้รายละเอียดยิบย่อย โดยระบบกล้องนี้ไม่เพียงช่วยตรวจสอบผู้จะใช้งานเครื่องเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มเอฟเฟ็กซ์ในการถ่ายภาพโดยตกแต่งให้ภาพคนดูสวยงามในแบบสมจริงยิ่งขึ้น

EMUI 9.0 เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Series มาพร้อม EMUI 9.0 บนระบบปฏิบัติการ Android P เนื่องจากรองรับอัลกอริทึ่มการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI self-learning algorithms) การจัดสรรทรัพยากรระบบอย่างมีประสิทธิภาพและสอดประสานกันในทุกส่วน ให้ประสบการณ์ “Evergreen” หรือให้สมาร์ทโฟนตอบสนองได้รวดเร็วลื่นไหลตลอดอายุการใช้งาน EMUI 9.0 ได้รับการปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ทั้งหน้าการตั้งค่าที่ใช้งานง่ายขึ้น รองรับการใช้แถบ นาวิเกชั่นแบบแถบสำหรับการเลื่อนนิ้วแทนแบบปุ่มกดบนหน้าจอ ช่วยให้การใช้งานเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นเพราะผู้ใช้งานสามารถเลื่อนนิ้วและแตะแทนการกดได้ EMUI 9.0 ยังทำงานร่วมกับ AI เพื่อยกระดับกระบวนการต่างๆ เช่น การตรวจจับวัตถุหรือการนับแคลอรี่ของอาหารจากการตรวจจับภาพอาหารในคลิปวิดีโอ[1] [2] หรือ 3D Live Object Modeling สำหรับสร้างสรรค์คาแรกเตอร์จำลองแบบอินเตอร์แอคทีฟเพิ่มความสนุกสนานได้

HUAWEI Share 3.0 คือระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่พลิกโฉมวงการ ให้ผู้ใช้งานโอนย้ายไฟล์ระหว่างสมาร์ท โฟนและคอมพิวเตอร์ได้สะดวกด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อใช้ HUAWEI Share 3.0 ผู้ใช้เพียงแค่แตะอุปกรณ์ครั้งเดียวเท่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนสำหรับส่งข้อมูลไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูล ไฟล์ภาพหรือวิดีโอได้ ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกง่ายดาย[3] โดย HUAWEI Share 3.0 ถือเป็นนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ยเท่านั้น

ดีไซน์ล้ำสมัย

HUAWEI Mate 20 Series ทุกรุ่นมาพร้อมหน้าจอ FullView Display ที่มีขอบหน้าจอที่เล็กมาก โดยทุกขนาดหน้าจอสามารถจับถือได้ง่ายในมือเดียว การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของธรรมชาติ ขอบทุกด้านจะมีความโค้งมน สวยงามและจับถือถนัดมือ ส่วนดีไซน์ของ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS สร้างสรรค์อย่างลงตัวด้วยความสปอร์ตของกีฬาแข่งรถและความพรีเมี่ยมหรูหรา จับถือได้อย่างสบาย มั่นใจ และรู้สึกราวกับควบคุม ทุกสิ่งได้ในมือ

Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่

โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยเลนส์กล้อง 3 ตัวและเซนเซอร์อีก 1 ชิ้นอยู่ในกรอบทรงกลมผลิตจากโลหะขัด ดูทันสมัย แข็งแกร่ง และโดดเด่น ด้านหลังของ HUAWEI Mate 20 Series มีพื้นผิวแบบขัดที่ใช้กระบวนการผลิตแบบไฮเปอร์ ออพติคอล แพทเทิร์น ช่วยให้มีเส้นสายสวยงาม ทนทาน ไม่ลื่น และลดรอยนิ้วมือ ดูสะอาดตาแม้จะใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีในสมาร์ทโฟนสี Emerald Green

HUAWEI Mate 20 Series, HUAWEI WATCH GT และ HUAWEI Band 3 Pro จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ในประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

HUAWEI Mate 20 จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 4GB ความจุ 128GB ราคา EUR799

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR849

HUAWEI Mate 20 Pro จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR1049

HUAWEI Mate 20 X จะวางจำหน่ายวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR899

PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS จะวางจำหน่ายวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ โดย

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 256GB ราคา EUR1695

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 512GB ราคา EUR2095

ก็พอจะเข้าใจว่าการทำงานมันมีความกดดันสูงมากๆ ในตัวของทุกเนื้องาน แล้วจะทำอย่างไรดีละเพื่อจะแก้ไขและทำได้อย่างราบรื่น วันนี้แอดมินเลยมีวิธีแก้ไขหากเมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงต้องทำแบบรายละเอียดด้านล่างที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จะได้ทำงานได้อย่างราบรื่นสุดๆ และไม่มีปัญหากับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงเจ้าของออฟฟิสนั้นๆ เลยก็ว่าได้ แม้แต่งานประเภท ฟรีแลนซ์ เองก็ใช้ว่าจะไม่เจอความกดดันเหล่านี้นะจ้ะ

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

1. ศึกษาลักษณะงานที่ทำอย่างถี่ถ้วนเพื่อลดแรงกดดัน

หากความกดดันของคุณเกิดจากเนื้องานและการทำงานของคุณแล้ว วิธีที่จะช่วยลดความกดดันจากการทำงานของคุณได้อย่างดี คือ การศึกษาและเรียนรู้งานที่ทำอยู่อย่างถ่องแท้ รู้ให้ลึก รู้ให้จริง รู้ให้ถี่ถ้วน รู้ให้รอบถึงเนื้องาน ลักษณะงาน ความเป็นไปได้ของปัญหาและวิธีทางแก้ปัญหาจากการทำงานเท่าที่พอจะศึกษาหาข้อมูลได้ เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอยู่อย่างดีแล้ว เราจะเกิดความมั่นใจเวลาปฏิบัติงานมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาหรือสิ่งที่ติดขัดในการทำงาน เราจะสามารถใช้ความรู้ความเข้าใจของเราแก้ปัญหาได้ทีละเปลาะ วิธีนี้จะช่วยป้องกันแรงกดดันจากงานและช่วยลดแรงกดดันได้ในขั้นต้นได้

2. ปรับตัวและเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมงาน

หลายครั้งสาเหตุสำคัญที่สร้างความกดดันให้เกิดขึ้นมาจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง บางคนมีปัญหาปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดและตัดสินใจลาออกในที่สุด บางคนอาจมองว่าการทำงานเป็นสนามแข่งขันที่จะยอมแพ้กันไม่ได้ ซึ่งจะยิ่งสร้างความเครียดและความกดดันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะพนักงานมือใหม่ทางที่ดีควรศึกษาความแตกต่างของเพื่อนร่วมงานของคุณว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคอและวิธีการทำงานเป็นอย่างไร พยายามมองหาข้อดีมากกว่าข้อเสีย สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี พูดคุย ถามไถ่ทุกข์สุขที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว วิธีการปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด คือการส่งยิ้ม ทักทาย และให้ความช่วยเหลือกับเพื่อนร่วมงานของคุณ นับว่าเป็นเสน่ห์ที่คุณไม่ต้องเสียเงินลงทุน แต่รับประกันได้ว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะลดความกดดันได้อย่างดีทีเดียว

3. จัดลำดับความสำคัญของงานอย่างมีประสิทธิภาพ

งานที่หลั่งไหลเข้ามาในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหรือแม้กระทั่งในเวลาเดียวกัน ย่อมสร้างความกังวลใจและความกดดันอย่างมากว่าจะทำงานชิ้นนั้นๆ หรืออีกสิบชิ้นนั้นๆเสร็จหรือไม่  พนักงานมือใหม่หลายคนอาจกำลังประสบกับปัญหานี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท งานที่ล้นมือ ไม่ได้แปลว่าคุณจะจัดสรรไม่ได้ เพียงแต่ต้องนำงานนั้น ๆ มาเรียงลำดับความสำคัญว่างานใดมีความเร่งรีบ มีเดตไลน์จ่อใกล้เข้ามาและส่งผลกระทบมากกว่า ควรทำงานนั้นก่อน การทำ P-D-C-A (Plan-Do-Check-Act) หรือ To do list ในแต่ละวันจะสามารถช่วยคุณได้ ลิสท์นี้จะทำให้เห็นว่าในแต่ละวันมีสิ่งใดที่เราต้องทำและสิ่งใดที่เราทำสำเร็จไปแล้วบ้าง เป็นการช่วยสร้างเป้าหมายในการทำงาน และหากติดขัดใดในการทำงานควรปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันที

4. มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่ดี จะช่วยลดการปะทะ ลดความเครียดในการทำงาน และสร้างอุปนิสัยที่เป็นคนสดใส ร่าเริง ให้คุณสามารถทำงานและปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน การมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตและการทำงานจะทำให้ความกดดันเกิดขึ้นได้ยาก หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การมองปัญหาในมุมบวกจะทำให้คุณหาทางแก้ปัญหาได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และจะสามารถลดแรงกดดันที่รุมเร้าได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง เมื่อมีแรงกดดันเกิดขึ้น ให้มองว่ามันเป็นความท้าทายและเป็นแบบทดสอบที่จะทำให้เราเติบโตและแช็งแกร่ง วิธีคิดนี้จะทำให้เราผ่านความกดดันไปได้ง่ายขึ้น

5. สร้างความสมดุลให้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ถึงแม้ว่างานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เราอยากให้คุณสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้พอเหมาะพอดีกัน work-life balance ที่ดีจะช่วยคลายความเครียดและแรงกดดันจากการทำงาน คุณอาจหาเวลาว่างจากการทำงาน ไปออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก ใช้เวลากับคนรัก พักผ่อน ออกไปใช้ชีวิตให้ครบทุกด้าน เพื่อสร้างภูมิต้านทานจากแรงกดดันจากการทำงาน

6. ปล่อยวาง

บางครั้งความกดดันอาจเกิดจากความคาดหวังที่มาจากตัวคุณเองหรือคนที่รายล้อมรอบตัวคุณ ความคาดหวังว่างานที่ทำต้องออกมาดี สมบูรณ์แบบ ไม่มีความผิดพลาด เป็นเรื่องปกติของคนทำงานทุกคน แต่การทำงานอาจมีอุปสรรคหรือปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้ผลที่ออกมาไม่สำเร็จสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณคาดไว้ เมื่อคุณได้ทำงานหรือแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดแล้วแต่ผลที่ออกมาไม่เป็นดังคาด เราอยากให้คุณปล่อยวาง เอาพลังที่จะมาเครียดกับความกดดันไปใช้ในการทำงานอื่น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกจะดีกว่า

หัวเว่ยตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่ของวงการสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980 จัดงาน “HUAWEI Open Day 2018 | Tech Salon” เจาะลึก “Kirin 980” สุดยอดชิปเซ็ต AI รุ่นล่าสุดอันทรงพลังและชาญฉลาด ที่มาพร้อมกับสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลก ได้แก่ World’s 1st 7nm SoC, World’s 1st Cortex-A76 Based CPU, World’s 1st Mali-G76 GPU, World’s 1st Dual-NPU, World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem และ World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X  ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้สมาร์ทโฟนประมวลผลได้เร็วขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น กล้องถ่ายภาพที่ฉลาดยิ่งขึ้น และรองรับการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้น โดย Kirin 980 จะถูกนำมาใช้ในสมาร์ทโฟนหัวเว่ยเป็นครั้งแรกในรุ่น HUAWEI Mate 20 Seriesที่จะเปิดตัว ณ เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 16 ตุลาคม 2561

หัวเว่ยสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980

หัวเว่ยสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “หัวเว่ยก้าวขึ้นมาสู่การเป็นผู้นำสมาร์ทโฟนระดับโลกได้นั้น เนื่องด้วยการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคในทุกระดับ โดยหัวเว่ยขึ้นเป็นบริษัทระดับโลกที่มีการลงทุนด้าน R&D สูงสุดเป็นลำดับที่ 6 ซึ่งลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016 เป็น 17.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017 ซึ่งมีการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 10-15% ของรายได้ในทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หัวเว่ยยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 15 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์พัฒนานวัตกรรมร่วมกว่า 36 แห่ง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญกว่า 80,000 คนที่ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภคทั่วโลก จากความมุ่งมั่นและทุ่มเทนี้เอง ทำให้หัวเว่ยเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนแรกที่นำเสนอ ‘7 ที่สุดแห่งนวัตกรรม (7 World’s –EST Innovation)’ ได้แก่ World’s Best Smartphone Camera, World’s First Smartphone AI Processor, World’s First Photography Powered by AI, World’s Longest lasting Battery, World’s First Certified Safe Supercharge, World’s Leading 5G Technology, World’s First Bank-grade Security System”

แต่เทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์สำคัญของหัวเว่ยในปีนี้คือ “Kirin 980” ซึ่งเป็นชิปเซ็ตซีรี่ส์สูงสุด (ซีรี่ส์ 9) ในเจเนอเรชั่นที่ 8 ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นล่าสุดมาพร้อมสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลก ได้แก่ World’s 1st 7nm SoC, World’s 1st Cortex-A76 Based CPU, World’s 1st Mali-G76 GPU, World’s 1st Dual-NPU, World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem และ World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X

“Kirin 980” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับชิปเซ็ตของสมาร์ทโฟนหัวเว่ยระดับพรีเมี่ยมแฟล็กชิปเพื่อเพิ่มประสิทธภาพการทำงานและความบันเทิงบนสมาร์ทดีไวซ์ในอนาคต ด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) จะส่งผลให้ AI ในอุปกรณ์มือถือมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น โดยสามารถจดจำรูปภาพได้ 4,500 ภาพต่อนาที หรือสูงกว่า Kirin 970 ถึง 120% นั่นหมายถึงหัวเว่ยสามารถสร้างสรรค์ฟีเจอร์ใหม่ๆ บนสมาร์ทโฟนได้มากมายจากความสามารถด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นนี้ นอกจากนี้ Kirin 980 ยังเพิ่มประสิทธิภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

ด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วย AI Kirin 980 มาพร้อมเทคโนโลยี ISP รุ่นที่ 4 รองรับการประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อนหน้า 46% อีกทั้งยังรองรับนวัตกรรมกล้องถ่ายภาพแบบหลายกล้อง และเลือกจุดปรับความเข้มแสงของภาพเฉพาะจุดเพื่อไฮไลท์องค์ประกอบในเฟรมภาพได้อย่างเหมาะสมที่สุด รวมไปถึงเทคโนโลยีการลด Noise ของภาพโดยไม่ลดทอนรายละเอียดแบบ Multi-pass ส่งผลให้ภาพคมชัดยิ่งขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติการติดตามวัตถุหรือคนที่กำลังเคลื่อนไหวในขณะที่ถ่ายภาพได้แม่นยำถึง 97.4% ช่วยให้ไม่พลาดวินาทีสำคัญ และเพื่อตอบรับ
เทรนด์นิยมในโลกโซเชียลมีเดียในการถ่ายทำวิดีโอ Kirin 980 พัฒนาระบบประมวลผลวิดีโอ โดยสามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเดิม 33%
ด้านประสิทธิภาพ Kirin 980 ขนาด 7 นาโนเมตร ทำให้มีจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อพื้นที่บรรจุ 1 ตารางเซ็นติเมตรสูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนถึง 1.6 เท่าจึงส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่า 20% โดยมีอัตราการใช้พลังงานที่ต่ำลงถึง 40% เมื่อเทียบกับชิปเซ็ตขนาด 10 นาโนเมตร นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยี AI จึงทำให้ Kirin 980 สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับการประมวลผลการทำงานของแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงควบคุมความเร็ว Clock Speed ที่สูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนหน้า ทำให้สามารถเปิดแอพลิเคชั่นได้เร็วกว่า ทำงาน Multitasking ได้ดีกว่า และมีความไหลลื่นในการใช้งานมากกว่า นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งชิปประมวลผลกราฟฟิก Mali-G76 GPU ไว้ใน Kirin 980 เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือชั้น ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผลกราฟฟิกสูงกว่าเดิม 46% และใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
ด้านการสื่อสาร Kirin 980 รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ซึ่งรองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 1.4Gbps รวมถึงรองรับการผสานคลื่นความถี่แบบข้ามช่องสัญญาณ
Kirin 980 ชิปเซ็ตที่จะมาพลิกโฉมอนาคตใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟนด้วยนวัตกรรมสองสมองกล AI เตรียมนำมาใส่ในสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปรุ่นถัดไปของหัวเว่ยที่จะเปิดตัว ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจไม่ว่าจะ Strat Up หรือเป็นแบบ SMEs ก็ตามมักจะเจอปัญหาเรื่องการออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จนั่นเอง เนื่องจากบางสถานที่ต้องการนำบิลเหล่านี้ไปเบิกค่าใช้จ่ายหากทำแบบไม่เป็นทางการก็ไม่มีทางผ่านการอนุมัติแน่ วันนี้แอดมินมาเสนอโปรแกรมพิมพใบเสร็จตัวหนึ่ง ชื่อว่า โปรแกรม G2GNet Print Bill Soft พิมพ์ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สำหรับธุรกิจ SMEs นั่นเองโดยความสามารถของมันมีหลากหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น รองรับการพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ, พิมพ์ใบเสร็จรับเงินแบบขนาดกระดาษ A4 ธรรมดาได้, ส่วนหัวของใบเสร็จสามารถกำหนดชื่อ ที่อยู่กิจการได้เอง หรือ สามารถรายงานการขายหรือบริการ ส่งออกเป็นไฟล์ ของ โปรแกรม Microsoft Excel ได้

โปรแกรม G2GNet Print Bill Soft พิมพ์ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สำหรับธุรกิจ SMEs

โปรแกรม G2GNet Print Bill Soft พิมพ์ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สำหรับธุรกิจ SMEs

ความสามารถของมันคือการใช้พิมพ์ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) หรือ ใบกำกับภาษี (Tax Receipt) แบบเต็มรูปแบบ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ อย่าง อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) เพื่อช่วยให้สามารถรู้ถึงยอดการขายสินค้า และบริการได้อย่างละเอียด รวมถึงการบันทึกข้อมูลของลูกค้าที่ซื้อสินค้าได้ พร้อมทั้งระบบรายรับ และการคำนวณยอดค้างชำระต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โปรแกรมมีหน้าจอ หรือ การติดต่อกับผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่ายๆ และสามารถทำงานได้ภายในหน้าจอเดียว ทำให้ผู้ใช้งาน (Users) สามารถเรียนรู้การใช้งานโปรแกรมด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ยุ่งยากเลย

นอกจากนี้แล้ว ความสามารถของ โปรแกรมพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี G2GNet Print Bill Soft นี้ยังสามารถคำนวณหาภาษีมูลค่าเพิ่มได้ โดยโปรแกรมรองรับรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 3 แบบ ได้แก่ สินค้าไม่มีภาษี ภาษีรวมอยู่ในตัวสินค้า และภาษีแยกนอกตัวสินค้า นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่า ปรับแต่งรูปแบบของใบเสร็จได้อย่างละเอียด เช่น บริเวณส่วนหัวใบเสร็จ สามารถกำหนดชื่อ ที่อยู่กิจการ พร้อมกับสามารถเปลี่ยนโลโก้เป็นกิจการของตัวเองได้ โปรแกรมยังสามารถแสดงรายงานข้อมูลของใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีในรูปแบบไฟล์ต่างๆ ได้อีกด้วย โดยโปรแกรมรองรับการทำงานกับ Windows XP / Server 2003 / Vista / Server 2008 / 7 (Seven) / 8 / Server 2012 / 8.1 / 10 และที่สำคัญคือ เป็นโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรีๆ

 

เครื่องพิมพ์แบบหน้ากว้าง Flatbed ตัวใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อนำคุณสมบัติเฉพาะทั้งความทนทาน และความง่ายในการใช้งานมาสู่ตลาดพิมพ์วัสดุเพื่องานตกแต่ง (Decoration work) RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ RICOH Pro T7210 ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์บนวัสดุแบบใหม่ ๆ ที่มีความหนาแตกต่างกันได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระเบื้อง วัสดุรองพื้นโต๊ะ วัสดุปูผนังต่าง ๆ โดยใช้เวลาเร็วกว่า และง่ายกว่าเดิม เพิ่มโอกาสสร้างรายได้มากกว่าเดิม นวัตกรรมใหม่นี้เป็นผลมาจากการศึกษาวิจัยของ RICOH มาอย่างต่อเนื่องในการมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก

RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ อุตสาหกรรมใหม่ RICOH Pro T7210

RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ อุตสาหกรรมใหม่ RICOH Pro T7210

“ตลาดงานพิมพ์อุตสาหกรรมได้มีการขยายตัวมากขึ้น พร้อมกับความต้องการการพิมพ์ของลูกค้าอย่างเช่น ปริมาณที่ต้องการน้อยลง ระยะเวลาการพิมพ์และการจัดส่งที่สั้นลง รวมทั้งความต้องการในการออกแบบตามความต้องการของแต่ละบุคคล” กรภัทร วงศ์อนันต์ชัย ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจงานพิมพ์เชิงพาณิชย์ของบริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “RICOH Pro T7210 นี้ตอบโจทย์ดังกล่าวทั้งหมดได้อย่างง่ายดายพร้อมประสิทธิภาพสูง จากความพยายามของ RICOH ที่จะใช้ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทั้งตัวหมึก และหัวพิมพ์ที่เป็นหัวใจของเทคโนโลยี Inkjet ที่จะคิดค้นและเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้แก่ผลิตภัณฑ์และการบริการ”

RICOH ได้นิยามงานพิมพ์เชิงอุตสาหกรรมว่าเป็นการพิมพ์แบบหน้ากว้าง (Wide Format) ซึ่งงานที่พิมพ์ออกมาจะถูกนำไปใช้เป็นส่วนสำคัญของการผลิตสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ เสื้อผ้า วัสดุโลหะต่าง ๆ เครื่องพิมพ์ที่มีความยืดหยุ่นในเรื่องของขนาดงานพิมพ์จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ที่ต้องการผลักดันให้งานพิมพ์เข้ามามีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตสินค้าเหล่านี้ ซึ่ง RICOH Pro T7210 สามารถรองรับวัสุดที่นำมาพิมพ์ได้หนาถึง 4.3 นิ้ว และพื้นที่พิมพ์กว้างถึง 6.9 x 10.5 ฟุต ด้วยพื้นที่พิมพ์ที่กว้างนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานบนแผ่นกว้างมาตรฐานขนาด 4 x 8 ฟุต หรือขนาดแผ่นงานที่แตกต่างกัน เช่น สามารถพิมพ์บอร์ดขนาด 3 x 6 ฟุต จำนวน 3 แผ่นในเวลาเดียวกันได้ คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานบนวัสดุที่ก่อนหน้านี้ อาจถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เกินไปที่จะพิมพ์บนพื้นผิวโดยตรงได้ ทำให้ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน และทรัพยากร

RICOH Pro T7210 มีจุดเด่นที่ความทนทานและการใช้งานที่ง่าย สามารถช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ให้บริการงานพิมพ์ได้เป็นอย่างมาก ด้วยความเร็วในการพิมพ์ที่ 50 ตารางเมตรต่อชั่วโมง หรือ 538.2 ตารางฟุตต่อชั่วโมงสำหรับโหมดงานพิมพ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีตัว Media Gap Adjustment Sensor ที่ทำหน้าที่ตรวจวัดความหนาของวัสดุพิมพ์และปรับระยะหัวพิมพ์อย่างอัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถสับเปลี่ยนวัสดุที่มีความหนาต่างกันได้อย่างง่ายดาย รวมถึงงานพิมพ์ที่ออกมาก็มีความแม่นยำและมีเสถียรภาพสูง แม้จะพิมพ์เป็นครั้งแรกก็ตาม ในขณะที่เทคโนโลยีหมึกยูวี (UV Ink) แบบความหนืดสูง และหัวฉีดแบบ Piezo electric ซึ่งเป็นเอกสิทธ์เฉพาะของ RICOH ทำให้งานพิมพ์ออกมาโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ อายุการใช้งานของหัวพิมพ์ก็ยาวนานขึ้น และง่ายต่อการดูแลรักษาด้วยระบบ One-Touch Maintenance ที่ช่วยให้การบำรุงรักษาเครื่องและหัวพิมพ์ ทำได้ด้วยเพียงแค่การกดปุ่มเพียงแค่ปุ่มเดียว

นอกจากนี้ Ricoh Pro T7210 ยังมาพร้อมด้วยระบบการจัดการทรัพยากรแบบอัจฉริยะ และอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทำให้สามารถผลิตงานจำนวนน้อย หรืองานที่ทำเพียงแค่ชิ้นเดียว (on demand) ในราคาที่ไม่แพงเป็นจริงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นกับผู้ลงทุนในกลุ่มตลาดที่ผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดธุรกิจตกแต่งภายใน ซึ่งให้ความสำคัญกับ “เอกลักษณ์” อันถือเป็นหัวใจของชิ้นงาน

ธุรกิจทุกประเภทต่างถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่ง ๆ หนึ่ง สิ่งนั้นคือ “ผลกำไร” และปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่าธุรกิจนั้น ๆ ได้กำไรหรือไม่ คือความสามารถในการสร้างรายได้ขององค์กรด้วย จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ หรือพนักงาน ฟรีแลนซ์ ที่รับหน้าที่ขายก็เช่นกัน นั่นหมายถึงการได้มาซึ่งยอดขายที่ดีและการเลือกใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกต้องเหมาะสม การวางสินค้าได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และการว่าจ้างพนักงานขายที่มีประสิทธิภาพ พนักงานขายหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าและบริการเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในองค์กร ในฐานะผู้ประกอบการคุณจะใช้วิธีใด ถึงจะว่าจ้างพนักงานขายที่มีฝีมือหรือชักชวนให้เซลส์เก่ง ๆ เข้ามาทำงานในองค์กรของคุณได้มากขึ้น ลองทำตามเคล็ดลับ 5 ข้อที่นำมาฝากดูนะ

จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ

จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ ที่ได้พนักงานแบบตรงเป้า

1. ระบุคุณลักษณะหรือทักษะของพนักงานขายที่คุณต้องการ

การระบุลักษณะหรือทักษะของพนักงานขายในแบบที่องค์กรของคุณต้องการเป็นเรื่องสำคัญในการได้มาซึ่งพนักงานขายที่ใช่ในแบบของคุณ ขั้นตอนนี้มักถูกมองข้ามไปโดยพนักงานฝ่ายบุคคลเพราะความคิดอย่างง่าย ๆ ว่าการรับสมัครพนักงานขายก็แค่หาคนที่ขายของได้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป

หากไม่มีการระบุทักษะหรือคุณลักษณะของพนักงานขายที่จำเป็นที่องค์กรของคุณต้องการก่อนรับสมัครพนักงานเข้ามา อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการได้พนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงตามความต้องการภายในทีม ไม่ตรงกับเป้าหมายในการวางกลยุทธ์ทางการขายในทีมขายของคุณ คุณสมบัติของพนักงานที่ได้มาที่ไม่ตรงกับความต้องการขององค์กรนี้ อาจทำให้พนักงานลาออกจากงานเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนในการว่าจ้างคนในองค์กรสูงขึ้นตามไปด้วย

2. รู้ว่าจะไปหาพนักงานขายเหล่านี้ที่ไหน

การเริ่มค้นหาพนักงานขายโดยการรับสมัครงานและนัดมาสัมภาษณ์งานที่ห้องประชุมขององค์กรอาจเป็นวิธีการธรรมดาที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายซึ่งไม่ผิด แต่สมัยนี้คุณอาจออกไปตามหาเซลส์ตามที่ที่เขาออกตลาดไปขายของ หากคุณสามารถไปเจอตัวพนักงานเหล่านั้นตามที่ที่เขาไปทำงานได้ คุณจะได้ตรวจสอบการทำงานของเขาด้วยตาของคุณเอง ได้เห็นวิธีการขายของเขาว่าจะเหมาะกับองค์กรของคุณที่คุณต้องการหรือไม่

พนักงานฝ่ายบุคคลควรเริ่มต้นวิธีการในเชิงรุกด้วยการหาสถานที่ที่เซลส์เหล่านี้จะไปรวมตัวกันเช่นงานสัมมนา ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงงาน ร้านขายของ หรืออาจจะหาทางทำความรู้จักเขาเหล่านี้ผ่านทางการแนะนำจากลูกค้าที่เซลส์เหล่านี้เคยติดต่องานด้วย พนักงานเหล่านี้จะรู้สึกดีใจที่รู้ว่าองค์กรเป็นฝ่ายออกตามหาตัวเขาและจะยิ่งเพิ่มความสนใจที่จะเข้าไปทำงานให้กับองค์กรที่เห็นค่าเขาและเข้าหาเขาก่อน

3. กลั่นกรองพนักงานขายที่ใช่จากกลยุทธ์ที่เขาใช้ในการขาย

บ่อยครั้งที่ประวัติของพนักงานขายมักมาพร้อมกับเป้าหมายที่จะทำยอดขายให้ได้เท่านั้นเท่านี้ เพื่อดึงดูดความสนใจของว่าที่นายจ้าง พึงระลึกไว้เสมอว่าคุณภาพอาจไม่ได้มาพร้อมปริมาณ เป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายบุคคลและผู้จัดการฝ่ายขายที่มีประสบการณ์ที่จะตั้งคำถามถึงวิธีการหรือกลยุทธ์ที่ผู้สมัครงานใช้ในการพิชิตการขายหรือปิดดีล คำถามนี้จะช่วยในการตรวจสอบว่าวิธีที่เขาใช้นั้นยั่งยืน เหมาะสมถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ และเข้ากันกับกลยุทธ์ของการขายและการตลาดขององค์กรหรือไม่ คำถามนี้ยังช่วยคัดเลือกผู้สมัครงานที่มีแนวโน้มว่าจะมาสมัครงานเพียงเพื่อต้องการได้โบนัสมาก ๆ ก่อนที่จะลาออกไปในเวลาไม่นานหลังจากที่ได้โบนัสหรือค่านายหน้าจากการขายก้อนโตไปแล้วอีกด้วย

4. มีการวางแผนในการถามคำถามอย่างดี

ตำแหน่งงานที่แตกต่างต้องการกลยุทธ์ในการถามคำถามผู้สมัครงานที่ต่างกัน ในการหาพนักงานในตำแหน่งเซลส์นั้น สิ่งสำคัญที่พนักงานฝ่ายบุคคลควรพิจารณาในระหว่างการสัมภาษณ์คือ ความสามารถในการปรับตัว คิดเร็วอย่างมีเหตุผล ความเฉียบคมและฉับไวในการตอบคำถามที่ถูกต้องเหมาะสม

ในขณะสัมภาษณ์งานผู้สัมภาษณ์อาจเพิ่มความท้าทายให้กับผู้สมัครงานด้วยการให้บทบาทสมมติหรือสถานการณ์จำลองในการขาย แทนที่ด้วยการถามตอบแบบเดิม ๆ ที่เคยทำ นำคำตอบของผู้สมัครงานมาตั้งเป็นคำถามเพิ่ม เพื่อกระตุ้นให้ผู้สมัครงานมีการคิดวิเคราะห์และให้คำตอบที่สามารถต่อยอดไปยังความคิดอื่น ๆ ได้ จำไว้ว่าสิ่งสำคัญของกลยุทธ์ในการถามนี้ไม่ใช่คำตอบของผู้สมัครงาน แต่เป็นการพิจารณาความสามารถของผู้สมัครงานหรือวิธีการที่เขาใช้ในการพลิกแพลงแก้สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้กลับมาน่าอภิรมย์ได้อย่างไรต่างหากที่คุณต้องการเห็น

5. ให้ค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ

พนักงานขายไม่จำเป็นต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน บางคนอาจได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี เพราะความต่างนี้จะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่าถ้าเทียบกับการไปเพิ่มกำลังการซื้อของลูกค้าซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ลดลงในอนาคต

นี่คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยบ่งชี้คุณลักษณะของพนักงานขายที่องค์กรของคุณต้องการ ถ้าคุณได้พนักงานขายที่เก่งมาทำงานด้วยแล้ว คุณย่อมต้องการอยากให้เขาอยู่กับคุณให้นานที่สุด เพื่อสร้างความต่างให้กับองค์กรของคุณและเพิ่มแรงดึงดูดในการเรียกพนักงานตัวท็อปให้เข้ามาทำงานกับคุณให้มากขึ้น คุณอาจสร้างระบบค่าตอบแทนที่พิเศษกว่าที่อื่น ๆ ที่สมดุลกันระหว่างค่า Commission กับเงินเดือนหรือสวัสดิการอื่น ๆ การมีระบบค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดจะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลจากการไล่ล่าหาลูกค้า และลดความเสี่ยงของการเหนื่อยล้าจนถึงกับต้องออกจากงานก่อนเวลาอันควรของพนักงานขายได้

คุณลักษณะของพนักงานขายที่ยังหนุ่มยังสาว ไฟแรง มีแพสชั่นและเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงอาจเป็นที่น่าดึงดูดขององค์กรทั่วไป แต่การจ้างพนักงานขายที่มีเพียงประสบการณ์ในการขายอย่างมากแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความต้องการขององค์กรและขาดคุณลักษณะในการขายที่ดีอื่น ๆ อาจทำให้ต้นทุนในการว่าจ้างพนักงานสูงขึ้น และส่งผลต่อรายได้ที่ลดลงขององค์กรในระยะยาว ขอให้คุณคำนึงถึงเคล็ดลับ 5 ประการที่เรานำมาฝากก่อนเลือกพนักงานขายครั้งต่อไป

เสี่ยวหมี่ ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เปิดตัวสามผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดรุกตลาดไทยด้วยเทคโนโลยีคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ ภายใต้ กลุ่ม Mi Ecosystem ที่ให้ประสิทธิภาพสูง มีความคงทน ดีไซน์สุดโดดเด่น พร้อมส่งตรงสุดยอดแห่งเทคโนโลยีให้ทุกคนได้สัมผัส สำหรับผลิตภัณฑ์ล่าสุดนี้ได้แก่ Mi Air Purifier 2S, Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว และ Mi Robot Vacuum ซึ่งทั้งหมดนั้นมาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำในราคาที่จับต้องได้

เปิดตัวสามผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดใน กลุ่ม Mi Ecosystem ครั้งแรกในไทย

เปิดตัวสามผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดใน กลุ่ม Mi Ecosystem ครั้งแรกในไทย

Mi Air Purifier 2S

สุดยอดโซลูชั่นแห่งเครื่องฟอกอากาศในขนาดกะทัดรัด มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงคุณภาพอากาศ อุณหภูมิห้องและความชื้นของสภาพแวดล้อมโดยรอบในแบบเรียลไทม์บนหน้าจอ OLED ในส่วนฐานของตัวเครื่องมีช่องเพื่อรองรับการกรองอากาศจำนวนกว่า 943 ช่อง ในขณะที่ด้านบนจะมีใบพัดที่มีประสิทธิภาพต่อการช่วยระบายอากาศที่สะอาดขึ้นสู่ด้านบน เพื่อให้สามารถตรวจจับคุณภาพอากาศในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ Mi Air Purifier 2S จึงมีเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่สามารถวัดอนุภาคอากาศขนาดเล็กถึง PM2.5 และขนาด 0.3 ไมครอน นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการทำงานได้จากระยะไกลโดยใช้แอปพลิเคชั่น Mi Home ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหรือปิดเครื่อง ดูข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนโหมดการทำงาน (Auto, Sleep และ High Speed) ติดตามการใช้งานของตัวกรอง ตลอดจนตั้งค่าตัวเลือกอัตโนมัติผ่านทางแอปพลิเคชั่นอีกด้วย

Mi Air Purifier 2S พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, ร้านค้า IT และเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ ในราคา 5,990 บาท

Mi Laptop Air 13.3”

Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว นับเป็นแล็ปท็อปอีกรุ่นหนึ่งที่มอบความบางและเบาเป็นพิเศษ ที่มาพร้อมการ์ดจอแยกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการขยายฮาร์ดไดรฟ์ แบบ SSD ในตัวเครื่องสีเทาเข้มและเป็นโลหะทั้งชิ้นด้วยดีไซน์สไตล์ Minimalist ด้วยความหนาเพียง 14.8 มม. และหนักเพียง 1.3 กก. ทั้งยังโดดเด่นด้วยหน่วยประมวลผล Intel 8th Generation Kaby Lake-Refresh Core i5-8250U แบบ quad-core ที่มีอัตราความเร็วสูงสุดที่ 3.4GHz พร้อม 8GB DRR4 RAM จึงช่วยให้การทำงานมีความราบรื่นแม้ในระหว่างการใช้งานหนัก เช่น การแต่งภาพ และเล่นไฟล์วิดีโอ นอกจากนี้ Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว ยังมาพร้อมกับ การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX150 ที่มี 2GB GDDR5 VRAM ซึ่งแทบจะไม่พบในแล็ปท็อปขนาดที่บางเบาเช่นนี้ และด้วยความจุของ SSD PCle ที่มากถึง 256GB จึงยิ่งช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากกว่ากว่าไดร์ฟ SATA ที่นิยมใช้ในแล็ปท็อปทั่วไปถึง 3 เท่า

Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, IT City, Advice และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 35,990 บาท

Mi Robot Vacuum

Mi Robot Vacuum เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดสุดชาญฉลาดที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดเวลาและพลังงานในการทำความสะอาดบ้านได้ในทุกวัน โดยใช้กลไกการทำงานของ LDS (Laser Distance Sensor) และ SLAM (Simultaneous Lacalization and Mapping) ซึ่งช่วยให้ Mi Robot Vacuum สามารถสร้างแผนที่ของสิ่งแวดล้อมโดยรอบเพื่อคำนวณหาเส้นทางเพื่อการทำความสะอาดได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ทั้งยังสามารถสแกนสภาพแวดล้อมได้แบบ 360 องศา สูงสุดถึง 1,800 ครั้งต่อวินาที และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์อื่นๆ เพื่อการสร้างแผนที่ห้องนั้นๆ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง SLAM (Simultaneous Localization and Mapping) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดตำแหน่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในยานพาหนะที่ไม่มีคนขับและยานพาหนะสำรวจ โดยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นนี้จะถูกส่งไปยังหน่วยประมวลผลทั้งสามตัวเพื่อคำนวณเส้นทางการทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดและให้ผลการทำความสะอาดที่ดีที่สุด

Mi Robot Vacuum พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi Store และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 12,990 บาท

เสี่ยวหมี่ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ในลำดับที่ 4 ของโลก และได้นำการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 บริษัท ผ่านระบบนิเวศของลูกค้ากลุ่ม IoT และสินค้าเชิงไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 ล้านชิ้นและยังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโทรศัพท์มือถือจำนวนมากกว่า 10 กลุ่มสินค้าที่ได้กลายเป็นผู้นำในหมวดหมู่ของตนอีกด้วย ทั้งนี้เสี่ยวหมี่ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอย่างรัดกุมในทุกๆ โมเดลสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานที่ใช้งาน MIUI ระบบปฏิบัติการของเสี่ยวหมี่อย่างเป็นประจำทุกเดือนจำนวนถึง 190 ล้านคน สำหรับการใช้งานในนวัตกรรมทั่วไปและบริการอินเทอร์เน็ต

เนื่องจากปัจจุบันโปรแกรมเว็บบราวเซอร์มีหลายตัวด้วยกันที่ใช้กันได้ดี ไม่ว่าจะเป็น Firefox, Google Chrome, Safari, Opera หรือแม้กระทั่ง Internet Explorer ก็ยังถือเป็นโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ที่พัฒนามาได้ดีในปัจจุบันเลยทีเดียว แต่วันนี้เรามี โปรแกรม Comodo IceDragon เว็บเบราว์เซอร์มังกรเทพ ที่ได้พื้นฐานที่นำมาปรับปรุงจากเว็บบราวเซอร์เทพๆ อย่าง Firefox เพื่อป้องกันจุดบอดในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้นโดยทีมพัฒนาจากค่าย Comodo Security Solutions นั่นเอง

โปรแกรม Comodo IceDragon เว็บเบราว์เซอร์มังกรเทพ

โปรแกรม Comodo IceDragon เว็บเบราว์เซอร์มังกรเทพ

นำมาเสริมแกร่ง เสริมความสามารถด้านความปลอดภัย เช่น การสแกนไวรัส การป้องกันมัลแวร์ ม้าโทรจัน และอื่นๆ ทำให้คุณได้สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย เหมือนมีตัวกรองมาช่วยเอาไว้อีกชั้นนึง นอกจากนี้แล้ว โปรแกรม ยังสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วทั้งการ ดาวน์โหลดไฟล์ ดาวน์โหลดรูป โหลดหน้าเว็บเพจ ต่างๆ เรียกได้ว่า คุณภาพและความเร็วเทียบได้กับ เว็บเบราว์เซอร์ ชื่อดังอย่าง โปรแกรม Chrome หรือ โปรแกรม Opera โปรแกรม Safari หรือจะเป็นผู้ที่ใช้ โหลด Firefox มาใช้อยู่แล้วก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่หนักเครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังมีระบบคัดกรองพวกไวรัสประเภทมัลแวร์อีกด้วย สังเกตได้จากทางขวาบนของโปรแกรมนี้จะมีแว่นขยายเพื่อตรวจสอบและแสดงสถานะของเว็บเหล่านั้นให้ทราบ ให้การท่องเว็บของคุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้นเมื่อใช้ระบบ DNS (Domain Name Service) แบบปลอดภัย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีโซเชียลเน็ตเวิร์ครวมเข้าไปกับเว็บเบราว์เซอร์ตัวนี้ด้วย เช่น Facebook เป็นต้น และมั่นใจได้กับการทำธุรกรรม ธุรกิจต่างๆ บน เว็บเบราว์เซอร์นี้แน่นอน

เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบทดลองโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ใหม่ๆ ก็ไม่ควรพลาดที่จะนำมาทดสอบความสามารถกันว่า เทียบกับตัวเก่าๆ ที่ใช้อันไหนจะดีกว่ากัน ซึ่งแต่ละตัวมีความโดดเด่นไม่แพ้กันเลย เช่น การโหลดรูปภาพที่รวดเร็ว การดึงลูกเล่นของเว็บให้ทำงานท้ายสุด หรือการสแกนไวรัสโดยไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมสแกนไวรัสช่วยเพิ่มให้ลำบาก เพราะโปรแกรมสแกนไวรัสมักกินทรัพยากรเครื่องและทำให้เครื่องหน่วงทำงานได้ช้าจนผู้ใช้งานส่วนใหญ่เกิดความรำคาญและเลิกใช้ไปเอง

ทำให้ข้อมูลในเครื่องค่อนข้างอันตรายทั้งในการท่องอินเทอร์เน็ตและการทำธุรกรรมต่างๆ บนเว็บไซต์ เสี่ยงการโดนโจรกรรมข้อมูลทั้งหมดไปได้อย่างง่ายดาย แต่ทั้งนี้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ตัวนี้ก็ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าการใช้งาน การเล่นอินเทอร์เน็ตของคุณจะเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด โดยมันรองรับการทำงานกับ Windows XP / Vista / 7 (Seven) / 8 / 8.1 / 10 ทั้งแบบ 32-bit และ 64-bit