Dyson เปิดตัวเทคโนโลยีเครื่องดูดฝุ่น Dyson V8 Carbon Fibre นวัตกรรมล่าสุดในตระกูลเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่มาพร้อมประสิทธิภาพพลังการดูดทำความสะอาดสูงถึง 155 AW ตัวเครื่องผนึกอย่างแน่นหนาป้องกันการเล็ดลอดของฝุ่นก่อนผ่านตัวกรอง และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทรงพลังยกระดับการทำความสะอาดบ้านไปอีกขั้น

 

Dyson เปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นเทคโนโลยีใหม่ Dyson V8 Carbon Fibre

ในปี 1999 การเปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับเครื่องดูดฝุ่นเป็นครั้งแรกของ Dyson ช่วยให้ผู้ใช้เป็นอิสระจากเครื่องดูดฝุ่นแบบเสียบปลั๊กที่มีความหนาเทอะทะ นับจากนั้นมา การพัฒนาและปรับปรุงดิจิตอลมอเตอร์และสารประกอบทางเคมีของแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องทำให้เครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สายมีความสามารถในการทำงานได้นานขึ้น นอกจากนี้ การค้นพบเทคโนโลยีชุดไซโคลน 2 Tier Radial™ (เรเดียล 2 ชั้น) ช่วยเพิ่มอัตราการแยกฝุ่นละเอียดออกจากการไหลเวียนของอากาศ ทำให้เครื่องดูดฝุ่น Dyson มีประสิทธิภาพโดดเด่นเหนือชั้น

เควิน เกรนท์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นผิว Dyson กล่าวว่า “Dyson ทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบประมาณสูงถึง 7 ล้าน ปอนด์ ต่อสัปดาห์ ภายใต้การทำงานของทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมากกว่า 3,500 คน จึงทำให้ Dyson สามารถพัฒนาเครื่องดูดฝุ่นไร้สายให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทุกชิ้นทำเรามั่นใจว่านวัตกรรมของ Dyson ไม่สามารถถูกลอกเลียนได้”

ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี ในการสร้างเทคโนโลยีเครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สายและความเชี่ยวชาญด้านมอเตอร์อีกกว่า 20 ปี ยืนยันถึงประสิทธิภาพการทำความสะอาดของเครื่องดูดฝุ่นรุ่นล่าสุด Dyson V8 Carbon Fibre ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิตอลมอเตอร์อัจฉริยะ Dyson Digital Motor ภายในเครื่อง นอกจากนี้ การเปลี่ยนการใช้งานระหว่างด้ามจับและโหมดการเปลี่ยนต่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่รวดเร็ว การกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกอย่างมีอนามัย และหัวต่อทำความสะอาดที่สามารถกวาดเก็บสิ่งสกปรกและฝุ่นละเอียด ทำให้เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นล่าสุดนี้มีความพิเศษ

เทคโนโลยีมอเตอร์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร: เพิ่มประสิทธิภาพการดูดทำความสะอาด

ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา Dyson ใช้งบประมาณกว่า 350 ล้าน ปอนด์ ในการพัฒนามอเตอร์เครื่องดูดฝุ่นไร้สายโดยเฉพาะ โดยจัดตั้งทีมวิศวกรกว่า 240 คน ในการพัฒนามอเตอร์เพียงอย่างเดียว ดิจิตอลมอเตอร์ Dyson Digital Motor V8 ช่วยเพิ่มพลังลมแรงต่อเนื่องให้เครื่องดูดฝุ่น Dyson V8 โดยเครื่องดูดฝุ่นไร้สายเทคโนโลยีล่าสุด Dyson V8 Carbon Fibre มีพลังการดูดทำความสะอาดเพิ่มขึ้น 30%

เทคโนโลยีไซโคลน: การกรองอากาศแบบทั้งเครื่อง

ไซโคลน 15 ชุด จัดเรียงสองชั้น ทำงานคู่ขนาดกันช่วยเพิ่มกระแสลมและดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กจากแรงเหวี่ยงของกระแสลมเข้าสู่ถังเก็บฝุ่น ระบบดังกล่าวถูกผนึกอย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันการเล็ดลอดของละอองฝุ่นออกจากตัวเครื่อง

เทคโนโลยีแบตเตอรี่: แรงดูดทรงพลังต่อเนื่องนานถึง 40 นาที

Dyson V8 Carbon Fibre ใช้แบตเตอรี่นิกเกิลโคบอลต์อลูมิเนียมรุ่นล่าสุด ที่ถูกผนึกอย่างปลอดภัยและคงพลังการดูดทำความสะอาดคงที่โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ การพัฒนาสารประกอบทางเคมีของแบตเตอรี่ทำให้เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson V8 สามารถใช้งานด้วยพลังทรงสิทธิภาพคงที่นานถึง 40 นาที ในโหมดการทำงานระดับเบาเพียงพอที่จะทำความสะอาดทั้งบ้าน

หัวแปรงทำความสะอาดคาร์บอนไฟเบอร์: ความสามารถเก็บทำความสะอาดฝุ่นละเอียดและสิ่งสกปรกขนาดใหญ่

ทีมวิศวกร Dyson ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่เครื่องดูดฝุ่นเท่านั้น พวกเขายังต้องการพัฒนาหัวแปรงทำความสะอาดและเครื่องมือต่างๆให้ดีขึ้นอีกด้วยเช่นกัน เอ็นไนล่อนชนิดแข็งของหัวแปรงทำความสะอาดคาร์บอนไฟเบอร์ที่ถูกพัฒนาใหม่มีความสามารถในการเข้าถึงผืนพรมระดับลึกเพื่อเก็บกวาดขนสัตว์ต่างๆและสิ่งสกปรกที่นอนก้นอยู่บนพื้นพรม ขณะที่เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ชนิดอ่อน ทำหน้าที่ดึงฝุ่นละเอียดออกจากพื้นผิวชนิดแข็งได้อย่างดี

เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะคว้าโอกาสใหม่ให้กับเส้นทางสายอาชีพที่เราทุกคนต่างไม่หยุดนิ่งในการแสวงหาความก้าวหน้าสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิส นายจ้างเอง หรือ ฟรีแลนซ์ ก็เท่ากับว่าเราต้องนำตัวเองเข้าสู่สนามการแข่งขันชิงตำแหน่งงานกันอีกครั้ง คนทำงานที่ไม่ใช่สาย job hopper ซึ่งเปลี่ยนงานกันบ่อย ๆ จนเป็นกิจวัตร ก็ต้องปัดฝุ่นตำรากันหน่อย เตรียมตัวสร้างความมั่นใจให้พร้อมเมื่อสมัครงานใหม่ กับ 8 เคล็ดลับดี ๆ ที่นำมาฝาก จะได้เป็น candidate ที่น่าจับตามองกว่าใคร ไม่ว่าองค์กรไหนก็อยากได้ตัวไปร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน

 

เทคนิคเคล็ดลับสร้างความมั่นใจ เมื่อคิดจะสมัครงานใหม่ไร้กังวล

1. มี passion ที่จะทำงาน

แค่ความตั้งใจที่จะทำงานอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอต่อการให้ได้งานมา ใส่ passion ลงไป ให้เกิดความกระตือรือร้นที่อยากจะได้งานนั้นมาอย่างที่สุด งานนี้ต้องทุ่มสุดตัวกันบ้าง เพราะอาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อมีไฟพร้อมในการทำงาน ผู้สัมภาษณ์งานย่อมรู้สึกได้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกพอใจและอยากให้เรามาร่วมงาน มาเติมไฟในการทำงานให้กับองค์กรได้ต่อไป

2. ทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็น

มี passion เป็นทุนเดิม ข้อต่อไปก็จะไม่ยากอีกต่อไป เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราสนใจศึกษาหาความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตำแหน่งงานและองค์กรที่เราอยากร่วมงานด้วย แล้วนำข้อมูลมวลรวมที่ได้ทำการบ้านมา ไม่ว่าจะเป็น profile/culture องค์กร กฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ฐานเงินเดือน scope งาน คุณสมบัติผู้สมัครงานที่องค์กรต้องการ ฯลฯ มาเชื่อมโยงให้เข้ากับความเป็นตัวเรา ผนวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมา รับรองว่ามั่นใจหายห่วง สัมภาษณ์งานได้อย่างราบรื่น

3. เพิ่มทักษะ เพิ่มคุณค่า

เมื่อศึกษาความต้องการขององค์กรที่เราอยากร่วมงานแล้ว จะมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่าตัวเรายังขาดทักษะหรือคุณสมบัติใด หากศึกษาไว้แต่เนิ่น ๆ ก่อนเปลี่ยนงาน ก็ยิ่งได้เปรียบ มีเวลาเพิ่มเติมทักษะเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง ส่งเสริมให้มีความโดดเด่นกว่าผู้สมัครงานคนอื่น ๆ แถมตอนที่ใช้เวลาในการเรียนรู้พัฒนาทักษะ ยังจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าเราชอบสายงานนี้จริง ๆ และอยากก้าวไปต่อหรือไม่

4. อัปเดตโปรไฟล์ ปูทางสู่งานที่ใช่ได้มากกว่า

โปรไฟล์หรือเรซูเม่ที่มีความสดใหม่และน่าสนใจ ช่วยนำพาให้เราไปพบกับเนื้อคู่ตำแหน่งงานที่ใช่ และโอกาสใหม่ ๆ กับองค์กรชั้นนำได้เสมอ แถมเคล็ดลับอีกนิดเกี่ยวกับโปรไฟล์หรือเรซูเม่ที่ใช้ ควรทำเตรียมไว้หลายเวอร์ชั่น รองรับกับตำแหน่งงานที่หลากหลาย ใส่คีย์เวิร์ดสำคัญลงไป ระบุวัตถุประสงค์ ประสบการณ์ ความสำเร็จ และฐานเงินเดือนที่ต้องการให้ชัดเจน รับรองว่าสะดุดตา HR จนต้องเรียกตัวมาสัมภาษณ์อย่างไว พร้อมอัปเดตโปรไฟล์ด้วย features ดี ๆ ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

5. เก็งข้อสอบ รู้ทันการสัมภาษณ์งาน

เก็งข้อสอบคำตอบ-คำถามสัมภาษณ์งาน เพิ่มความมั่นใจในการสัมภาษณ์งาน ง่าย ๆ แค่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ มีบทความดี ๆ มากมายบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับลิสต์คำถามยอดฮิต ที่สุดของคำถามน่าสนใจ พร้อมแนวคำตอบดี ๆ ให้นำมาปรับใช้เข้ากับตัวเราได้มากมาย เตรียมตัวมาดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง และยังมีเวลาดีไซน์การตอบคำถามให้น่าสนใจ แปลกใหม่ หลุดจากกรอบการตอบคำถามสัมภาษณ์งานแบบเดิม ๆ ตอบคำถามได้โดนใจผู้สัมภาษณ์งานได้มากขึ้น

6. ติวเข้ม ฝึกซ้อมการสัมภาษณ์งาน

งานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจว่า ผู้สัมภาษณ์งานจะตัดสินใจว่าอยากจะรับผู้สมัครงานคนนี้เข้าทำงานหรือไม่ภายในเวลาเพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้นหลังจากพบกัน ดังนั้นการมีความมั่นใจตั้งแต่จังหวะแรกที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา บุคลิกภาพแรกเห็น การแนะนำตัวอย่างฉะฉาน ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้งานมากขึ้น ส่วนที่เหลือว่าคะแนนจะเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับการตอบคำถามสัมภาษณ์งานล้วน ๆ ผู้สมัครงานบางคนเตรียมตัวเก็งคำถามมาเป็นอย่างดี แต่ถึงเวลาจริง กลับตื่นเต้น พูดไม่ออก บอกสิ่งที่เตรียมมาไม่ถูก หากไม่ต้องการตกอยู่ในสถานการณ์ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ ต้องติวเข้มให้ตัวเอง ฝึกซ้อมการสัมภาษณ์งานให้คล่อง ลองให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวร่วมด้วยช่วยกันอีกแรง จะได้คอมเมนต์กันได้ว่าตอบคำถามได้โดนใจหรือยัง บุคลิกท่าทาง สื่อสารได้ดีหรือไม่ แล้วนำจุดบกพร่องมาแก้ไข ถึงเวลาจริงจะได้ไม่กังวล ลดความตื่นเต้นได้แน่นอน

7. หาข้อดีที่หลากหลายให้เจอ นำเสนอจุดแข็งในการทำงาน

เตรียมตัวทำการบ้าน หาข้อมูลแวดล้อมกันมาพอสมควรแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวเรา ต้องย้อนกลับมาพิจารณาหาข้อดีของตัวเอง ดึงศักยภาพออกมานำเสนอ เรียกง่าย ๆ ว่าต้องหาของมาขาย ยิ่งถ้าเรามีความสามารถหลากหลาย มีคุณสมบัติที่สามารถทำงานนอกเหนือจากตำแหน่งที่รับผิดชอบได้ หรือมีความสามารถพิเศษอื่นที่ช่วยส่งเสริมงานหรือองค์กรได้เป็นอย่างดี คนครบเครื่องแบบนี้ โอกาสที่องค์กรจะคว้าตัวมาร่วมงานด้วยเปอร์เซ็นต์สูงแน่

8. สร้างพลังบวก นำเสนอ Good Attitude

การคิดบวก และการสร้างทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ในชีวิตของเรามักจะพบเจอทั้ง good day และ bad day แต่คนที่คิดบวกอยู่เสมอมักจะมีความมั่นใจ สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีกว่า และในชีวิตการทำงาน ใคร ๆ ก็ต้องการทำงานกับคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงมากกว่าคนเหวี่ยงวีน ฝึกตัวเองให้คิดบวก พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และมี attitude ที่ดีในการทำงาน คนรอบข้างจะสัมผัสได้ พร้อมส่งต่อพลังด้านบวกต่อกัน แค่นี้เราก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานได้ องค์กรมองเห็นคุณค่า พร้อมให้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ก้าวไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จพร้อมกัน

ผู้นำด้าน คอมพิวเตอร์อันดับ 1 เผยการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์เทคโนโลยีปี 2561 และในอนาคต ผลวิจัยของ ไอดีซี (IDC) ในหัวข้อ Enabling the Future Workspace – Agile, Intelligent and Engaging คาดการณ์ว่าลักษณะของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงและการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรวดเร็วจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตลอดจนวิธีการทำงานในสถานที่ทำงาน สถานประกอบการในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย จำเป็นต้องมีแนวคิดและการบริหารงานแบบองค์รวมและโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างสำนักงานที่ชาญฉลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจของตนได้

 

การก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ที่ทุกธุรกิจในไทยไม่ควรมองข้าม

ผลการศึกษาของไอดีซี (IDC) พบว่าในปี 2563 จำนวนแรงงานในสถานที่ทำงานที่เป็นคนกลุ่มมิเลนเนียลจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้น ประเทศญี่ปุ่น (APeJ) ทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของแรงงานกลุ่มมิเลนเนียลและความต้องการขององค์กรในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจะช่วยผลักดันให้มีการใช้นวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงต่างๆ ทั้ง เทคโนโลยีเสมือนผสานโลกจริงและเทคโนโลยีความจริงเสมือน (AR/VR) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ต่างๆ นั่นหมายถึงความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีการคิดหาเหตุผล เรียนรู้ และทำงานได้เหมือนมนุษย์

ทั้งนี้ ไอดีซี (IDC) คาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นประเทศญี่ปุ่น (APeJ) จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในการเร่งให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$600 billion) ภายในปี 2563 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ทั่วภูมิภาค ในการเลือกซื้ออุปกรณ์และการประยุกต์ใช้ ตลอดจนการเสาะหาและเชื่อมโยงกับข้อมูลต่างๆ

5 เทรนด์ด้านเทคโนโลยีสำคัญสำหรับธุรกิจในยุคของการเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวสู่องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขันแห่งอนาคต

1. ภายในปี 2562 ร้อยละ 20 ของ 1,000 บริษัทในเอเชียจะใช้บริการแบบ Device as a service (DaaS) และ 1 เปอร์เซ็นต์ จะมีการประยุกต์ใช้บริการ DaaS แบบครบวงจร ซึ่งถือป็นบริการใหม่ที่นำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรให้ผู้ประกอบการตั้งแต่การให้บริการเช่าฮาร์ดแวร์ การบำรุงรักษาอุปกรณ์ และการเปลี่ยนแปลงระบบ รวมทั้งเสริมคุณภาพการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับค่าบริการรายเดือน

2. ภายในปี 2562 อุปกรณ์ดีไวซ์ 2 ใน 3 (ทั้งพีซี และ แท็บเล็ต) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์ม Unified Endpoint Management (UEM) และ 1 ในทุกๆ 3 ขององค์กรจะมีการจัดการไอทีทั้ง เดสก์ท็อป และอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยระบบปฏิบัติการเดียวกัน UEM ซึ่งเป็นแนวทางในการรักษาความปลอดภัยและควบคุมหลากหลายอุปกรณ์ผ่านการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ควบคุมตัวเดียว

3. คาดการณ์ว่าภายในปี 2562 การเปลี่ยนแปลงระบบดิจิทัลร้อยละ 40 เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขีดความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในเวลาที่คำคัญทำให้เกิดโมเดลการดำเนินงานและการสร้างรายได้แบบใหม่ๆ

4. ภายในปี 2020 มีการคาดการณ์ว่าบริษัท 1,000 แห่ง ในภูมิภาคเอเชียจะใช้การสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) สร้างโปรเจคใหม่ๆ ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

5. ภายในปี 2020 มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานจะใช้ประโยชน์เทคโนโลยี AR ผ่านเดสก์ท็อป หรือ สมาร์ทโฟน เพื่อจัดการข้อมูลดิจิทัล ตอบโต้กับโลกภายนอก รวมทั้งสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

การทำงานอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น

เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน ในปี 2561 และในอนาคต ผู้ประกอบการในภูมิภาคและประเทศไทย จำเป็นต้องใช้แนวคิดแบบองค์รวมเพื่อสร้างสำนักงานที่มีความชาญฉลาดในทุกแง่มุม ทั้ง ด้านทางกายภาพ วัฒนธรรมองค์กร และ เทคโนโลยี นอกจากนี้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงความท้าทายในการบริหาร การเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องอาศัยการร่วมมือของผู้คนหลากหลายระดับเพื่อนำพาองค์กรไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยไอดีซี (IDC) ได้ให้คำแนะนำการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ประการ ประกอบด้วย

1. การเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการ

2. การเปลี่ยนแปลงข้อมูล

3. การเปลี่ยนแปลงระบบผู้นำ

4. การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมโยงประสบการณ์

5. การเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าถึงข้อมูล

เลอโนโวแนะนำแนวคิดบริหารจัดการภายใต้แนวคิดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

เลอโนโว ในฐานะผู้นำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลางคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการชาวไทยต้องมองข้ามระบบการทำงานพีซีแบบเดิมๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานอย่างชาญฉลาดและตรงตามความต้องการของพนักงานได้ดีที่สุด ให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบต่างๆ และการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงานสมัยใหม่ นำเสนออุปกรณ์ดีไวซ์ เจนเนอร์เรชั่นใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์และในขณะเดียวกันรักษามาตรฐานในระดับองค์กร ในด้านกายภาพของสถานที่ทำงาน สามารถเปลี่ยนแปลงระบบในรูปแบบ bimodal IT และ การทำงานที่ปราดเปรียวคล่องตัว โซลูชันและโมเดลด้านเชิงพาณิชย์ที่สร้างขึ้นให้เหมาะกับกลุ่มและตลาดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน และมีความสามารถของอุปกรณ์และการจัดการด้านต่างๆ

พูดถึงโปรแกรมปรับแต่งคอมพิวเตอร์นี่มันมีเป็นล้านอย่างเลยทีเดียว ไม่ว่าจะดูความเร็ว เช็คประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงอุณหภูมิด้วย ทำให้หลายคนเลือกหาโปรแกรมมาใช้งานเร่งความเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพกันถึงขีดสุดเลยทีเดียว วันนี้แอดมินมีโปรแกรมมาเสนอตัวนึงมันมีชื่อว่า โปรแกรม Argus Monitor ดูประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์และอุณหภูมิ ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณ

 

โปรแกรม Argus Monitor ดูประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์และอุณหภูมิ

มันเป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเอาไว้สำหรับติดตาม การทำงานต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่า มอนิเตอร์กันได้อย่างละเอียดยิบเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการ ดูอุณหภูมิของซีพียูคอมพิวเตอร์ (CPU Temp) อุณหภูมิของหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPU Temp) ดูอุณหภูมิ และ ดูรายละเอียดของฮาร์ดดิสก์ รวมถึงรายละเอียดและความถี่ในการทำงานต่างๆ ของซีพียู โดยเจ้าโปรแกรม Argus Monitor ตัวนี้มันจะทำหน้าที่ในการติดตามการทำงานและตรวจดูอุณหภูมิต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ของเราได้อย่างละเอียดและใกล้ชิด โดยมีรายงานออกในรูปแบบของเป็นกราฟเส้นได้เลย เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สามารถเข้าใจกันง่ายๆ ติดตามอุณหภูมิของฮาร์ดไดรฟ์ CPU GPU และอื่น ๆ สามารถตรวจสอบอุณหภูมิและสถานะของส่วนประกอบของระบบ เช่น หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) หน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPU) และฮาร์ดดิสก์ได้ อีกด้วย สามารถเฝ้าติดตาม มอนิเตอร์ ตรวจสอบ ค่าต่างๆ ให้คุณได้อย่างต่อเนื่อง โดยกราฟเส้นจะวิ่งขึ้นลงไปมาตลอดเวลา แจ้งเตือนการทำงานของฮาร์ดไดร์ฟก่อนถึง 70% เพื่อป้องกันฮาร์ดไดรฟ์ล้มเหลว หรือเจ๊งนั่นเอง หน้าจอแสดงผลเป็นภาพแบบกราฟิก  ตรวจสอบและแสดงผลกราฟิกของอุณหภูมิ GPU ได้ แสดงผลกราฟิกของอุณหภูมิ CPU แบบอิสระสำหรับ CPU แต่ละแกน แสดงผลกราฟิกของความถี่หลัก (ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบว่าการจัดการพลังงานที่มีการทำงาน) มาตรฐาน HDD / SSD – วัดเวลาในการเข้าถึงและอัตราการถ่ายโอน มีหน้าจอแสดงผลความเร็วในการทำงานของพัดลมด้วย แสดงผลและควบคุมความเร็วพัดลมของการ์ดจอของ Nvidia ที่ทันสมัยรวมถึงการ์ดจอของ ATI / AMD

นอกจากเช็คอุณหภูมิแล้ว โปรแกรม Argus Monitor ยังมาพร้อมกับความสามารถด้านอื่นๆ อีกมากมายอาทิเช่น สามารถเช็คสถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ว่าอยู่ในสถานะปกติหรือไม่ โดยมันจะใช้วิธีการเช็คในรูปแบบที่เรียกว่า S.M.A.R.T. ซึ่งย่อมาจากคำเต็มๆ ว่า “Self-Monitoring, Analysis, and Reporting Technology” มันเป็นวิธีการตรวจเช็คและวิเคราะห์ข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ อย่างละเอียด มันสามารถแจ้งเตือนการทำงานของฮาร์ดไดร์ฟในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก่อนที่ฮาร์ดไดร์ฟจะทำงานหนักเกิน 70 เปอร์เซ็นและเกิดความเสียหาย อีกทั้งยังสามารถแสดงผลการทำงานรวมถึงอุณหภูมิของ GPU ให้เราทราบได้อีกด้วย โดยนอกจากความสามารถที่กล่าวมายังข้างต้นแล้วนั้น โปรแกรม Argus Monitor ยังมีความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย

โดยหากผู้ใช้ท่านใดที่สนใจ อยากจะเอาตัว โปรแกรม Argus Monitor ตัวนี้ไปลองใช้งาน และช่วยเป็นหูเป็นตารวมถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงให้กับคอมพิวเตอร์ของคุณอยู่หละก็ สามารถเข้าไปทำการ ดาวน์โหลดโปรแกรมฟรี ตัวนี้มาใช้งานกันได้เลย จากทางเว็บไซต์ของผู้พัฒนา รับรองว่ามีความสามารถอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้ได้เข้าไปทดลองใช้กัน

Sophos (LSE:SOPH) ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยบนเครือข่ายและเอนด์พอยต์ ได้เผยแพร่รายงานทำนายสถานการณ์มัลแวร์ในปี 2561 ที่จะถึงนี้จาก SophosLabs(SophosLabs 2018 Malware Forecast) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับเทรนด์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้า Sophos ทั่วโลกในช่วงวันที่ 1 เมษายน จนถึง 3 ตุลาคม 2560พบข้อเท็จจริงที่สำคัญมากคือ ขณะที่พบการโจมตีด้วยแรนซั่มแวร์อย่างหนักหน่วงบนระบบวินโดวส์ในช่วง 6 เดือนล่าสุด และยังพบด้วยว่าแพลตฟอร์มอื่นทั้งแอนดรอยด์, ลีนุกส์, และMacOS ก็ไม่สามารถรับมือกับภัยแรนซั่มแวร์นี้ได้เช่นกัน

SophosLabs ปี 2018 ระบุว่า แรนซั่มแวร์รุนแรงกว่าเดิม และมุ่งเน้นเจาะระบบ

SophosLabs ปี 2018 ระบุว่า แรนซั่มแวร์รุนแรงกว่าเดิม และมุ่งเน้นเจาะระบบ

“แรนซั่มแวร์เริ่มแพร่กระจายแบบไม่เจาะจงแค่วินโดวส์แพลตฟอร์มอีกต่อไป แม้จะเคยพุ่งเป้าไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้วินโดวส์เป็นหลัก แต่ปีนี้ SophosLabsได้มองเห็นความถี่ที่เพิ่มขึ้นของการโจมตีแบบเข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการประเภทอื่นของลูกค้า Sophos ทั่วโลก” Dorka Palotay นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecast กล่าว

รายงานฉบับนี้ยังได้ติดตามรูปแบบการเติบโตของแรนซั่มแวร์ โดยพบว่า WannaCryที่มีการแพร่กระจายอย่างรุนแรงเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นแรนซั่มแวร์ที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งที่ Sophos ช่วยเหลือลูกค้าของตนในการป้องกัน ถือว่าล้มอดีตแชมป์แรนซั่มแวร์เดิมอย่าง Cerberที่เคยระบาดหนักเมื่อต้นปี 2559 โดย WannaCryเป็นแรนซั่มแวร์ที่พบจากการตรวจติดตามของ SophosLabsคิดเป็น 45.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ขณะที่ Cerberคิดเป็น 44.2 เปอร์เซ็นต์

“ถือเป็นครั้งแรกที่เราพบแรนซั่มแวร์ที่มีพฤติกรรมเหมือนเวิร์ม ซึ่งช่วยให้แพร่กระจาย WannaCryได้รวดเร็วมาก แรนซั่มแวร์ตัวนี้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่บนวินโดวส์ที่เคยมีแพ็ตช์ออกมาก่อนหน้าแล้วในการติดเชื้อและกระจายตัวเองบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ควบคุมได้ยากมาก” Palotayกล่าวเสริม “แม้ว่าลูกค้าของเราจะได้รับการปกป้องจาก WannaCryอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เราก็ยังต้องเฝ้าติดตามอันตรายนี้ต่อไปเพื่อศึกษาธรรมชาติการสแกนหาและเข้าโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เราคาดกันไว้ว่าในอนาคตจะมีอาชญากรไซเบอร์ที่นำความสามารถของในการกระจายตัวเองดังที่เห็นใน WannaCryและ NotPetyaนี้ไปใช้สร้างแรนซั่มแวร์ตัวใหม่ในอนาคต ซึ่งก็ได้เห็นแล้วจากกรณีของแรนซั่มแวร์Bad Rabbit ที่มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายกับ NotPetyaด้วย”

ในรายงาน SophosLabs2018 Malware Forecastนี้ยังได้กล่าวถึงการเริ่มต้นระบาดและจุดสิ้นสุดของแรนซั่มแวร์NotPetyaที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่ง NotPetyaนี้เริ่มต้นจากการระบาดผ่านตัวติดตั้งซอฟต์แวร์ทางบัญชีสัญชาติยูเครน ทำให้เป็นการจำกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีการโจมตี นอกจากนี้ยังสามารถแพร่ตัวเองผ่านช่องโหว่ EternalBlueได้เหมือน WannaCryแต่เมื่อมองเหตุการณ์ครั้ง WannaCryที่ได้เข้าไปติดเชื้อคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้แพ็ตช์วินโดวส์ทันท่วงทีเกือบทั้งหมดทั่วโลกแล้ว จึงไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของคนปล่อยNotPetyaได้ ทั้งนี้เนื่องจากการโจมตีมีข้อผิดพลาดและการข้ามขั้นตอนมากมาย ยกตัวอย่างเช่น บัญชีอีเมล์ที่เหยื่อจะต้องใช้ติดต่อผู้โจมตีนั้นไม่สามารถใช้งานได้ จนทำให้เหยื่อไม่สามารถถอดรหัสและกู้ข้อมูลที่โดนเล่นงานไปแล้วได้ เป็นต้น

“NotPetyaได้โจมตีอย่างหนักหน่วงและรวดเร็วมากสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจปริมาณมหาศาลเนื่องจากเป็นการทำลายข้อมูลบนคอมพิวเตอร์โดยตรงแบบกู่ไม่กลับ นอกจากนี้ NotPetyaยังหยุดการโจมตีอย่างกระทันหันให้หลังจากเริ่มต้นระบาดเพียงไม่นานนัก” Palotayอธิบาย “เราสงสัยว่า ครั้งนั้นอาชญากรไซเบอร์คงเพียงแค่อยากทดลองอะไรบางอย่าง หรือวัตถุประสงค์จริงไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ แต่เป็นการจงใจสร้างความเสียหายกับข้อมูลอย่างถาวร แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามSophos แนะนำอย่างจริงจังว่าอย่าจ่ายค่าไถ่ให้เจ้าของแรนซั่มแวร์ แล้วปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันที่ดีที่สุดแทน เช่น การสำรองข้อมูล และอัพเดตแพ็ตช์ให้เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ”

เมื่อกลับมามองที่ดาวรุ่งในอดีตอย่าง Cerberที่มีการขายชุดโค้ดของตัวเองในเว็บตลาดมืด ถือว่าเป็นภัยร้ายที่อันตรายอย่างมาก ทั้งนี้เพราะผู้สร้าง Cerberยังคงบริการอัพเดตโค้ดตัวเองให้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจูงใจให้แฮ็กเกอร์วันนาบีนำไปใช้ฟรีโดยเก็บเปอร์เซ็นต์ค่าหัวคิวจากค่าไถ่ที่ได้รับเมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์ล่าสุดของ Cerberแล้ว ทำให้ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือในการโจมตีอย่างเดียว แต่เป็นการแจกอาวุธร้ายให้แก่อาชญากรไซเบอร์ทั่วโลก“โมเดลธุรกิจของเว็บตลาดมืดนี้มีลักษณะคล้ายกับการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่เปิดให้สาธารณะชนระดมทุนเพื่อพัฒนาสินค้า ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของโค้ดได้รับกำไรงามอย่างต่อเนื่องจนเป็นแรงจูงใจให้ขยันอัพเดตโค้ดจนถึงทุกวันนี้” Palotayสรุป

อาชญากรด้านแรนซั่มแวร์ยังคงให้ความสนใจแพลตฟอร์มแอนดรอยด์อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ของ SophosLabsแล้ว ปริมาณการโจมตีลูกค้าของ Sophos ที่ใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560

“แค่ในกันยายนเดือนเดียวนั้น พบว่ามัลแวร์บนแอนดรอยด์ที่ SophosLabsตรวจพบกว่า 30.4 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นแรนซั่มแวร์ทั้งสิ้น ซึ่งเราคาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม” Rowland Yu นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอีกหนึ่งอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecastกล่าวเสริม “สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้แรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ นั้นเชื่อว่าเป็นเพราะสามารถรีดไถเงินจากเหยื่อได้มากกว่าการขโมยข้อมูลผู้ติดต่อ หรือ SMS ไปขาย, การบังคับแสดงโฆษณา, หรือแม้แต่การแฮ็คแอพอีแบงกิ้งแบบแต่ก่อนที่ต้องใช้เทคนิคและความรู้ที่ซับซ้อนกว่า อีกหนึ่งข้อเท็จจริงสำคัญที่พบก็คือ เรามักพบแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ในตลาดแอพที่อยู่นอก Google Play ซึ่งทำให้เราพยายามย้ำให้ผู้ใช้เฝ้าระวังเกี่ยวกับที่มา และตัวตนของแอพที่แท้จริงที่ตัวเองกำลังกดดาวน์โหลดอยู่เสมอ”

ในรายงานของ SophosLabs ฉบับนี้ ยังได้อธิบายถึงการโจมตีแอนดรอยด์สองประเภทที่กำลังแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ อันได้แก่ การล็อกหน้าจอโทรศัพท์โดยไม่ได้เข้ารหัสข้อมูลภายใน กับการล็อกหน้าจอพร้อมทั้งเข้ารหัสล็อกข้อมูลบนเครื่องพร้อมกันด้วย ซึ่งแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ารหาข้อมูลของผู้ใช้ แต่จะใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการล็อกหน้าจอพร้อมข้อความขู่ที่ดูน่าเชื่อถือให้คนสิ้นหวังและยอมโอนเงินค่าไถ่ให้แทน ยิ่งมองที่ความถี่ของการใช้งานสมาร์ทโฟนต่อวันของผู้ใช้ปัจจุบันแล้วยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำเงินเป็นอย่างมาก “Sophos แนะนำให้สำรองข้อมูลบนโทรศัพท์เป็นประจำ ลักษณะเหมือนที่ทำกับบนคอมพิวเตอร์ปกติทั้งนี้เพื่อรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้อีกครั้ง เรามองเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ และจะขึ้นเป็นกลุ่มมัลแวร์บนแพลตฟอร์มอุปกรณ์พกพาที่พบมากที่สุดในปีหน้า” Yu กล่าว

สำหรับรายงานฉบับเต็มพร้อมแผนภาพอธิบายประกอบอย่างละเอียดนั้น สามารถเข้าชมได้ที่ https://www.sophos.com/en-us/en-us/medialibrary/PDFs/technical-papers/malware-forecast-2018.pdf?la=en

ท่านสามารถเยี่ยมชมสำนักข่าว Sophos News สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น การคาดการณ์การระบาดของแรนซั่มแวร์ในปี 2561 ที่จะกระจายครบทุกแพลตฟอร์ม หรือคำถามและคำตอบที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงาน 2018 Malware Forecast เป็นต้น

คิงแมกซ์ ดิจิตอล อิงค์ ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ iKey (ไอคีย์) อุปกรณ์อ่านลายนิ้วมือขนาดเล็กแบบ USB ของค่าย KINGMAX ซึ่งเป็นเสมือนผู้ช่วยเก็บข้อมูลของผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัย iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือ ที่จะช่วยลดปัญหาด้านการรักษาความลับข้อมูลของคุณ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสและถอดรหัสออกมาด้วยปลายนิ้ว ที่ออกแบบและทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์

iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือขนาดพกพา  ผู้ช่วยเก็บข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย

iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือขนาดพกพา  ผู้ช่วยเก็บข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย

โดยทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันรหัสผ่านต่าง ๆ ของผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านสำหรับการบูตเข้าสู่ระบบรหัสผ่านของโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมถึงรหัสผ่านของการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งคุณสามารถใช้ iKey (ไอคีย์) ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ลายนิ้วมือของคุณในการเข้ารหัส/ถอดรหัสของโฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่เก็บเป็นความลับด้วยเวลาเพียง 0.05 วินาที เท่านั้น ด้วยการสแกนกลายนิ้วมือของคุณทำให้คุณไม่เสียเวลาในการทำงาน อีกทั้งยังมีขนาดเล็กพกพาง่ายใช้สะดวก

สำหรับเครื่องอ่านลายนิ้วมือ iKey (ไอคีย์) ยังใช้งานง่าย เป็นเสมือนผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุด เพียงเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กผ่านทางพอร์ต USB จากนั้นตัวช่วยติดตั้งอัตโนมัติจะปรากฏขึ้น ทำตามคำแนะนำเพื่อติดตั้งโปรแกรมและอัพเกรดความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของคุณ อุปกรณ์นี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน “Windows 10 Hello certified” ของไมโครซอฟต์ และยังทำงานร่วมกับ Windows 8/Windows 7 ได้อีกด้วย เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยป้องกันการปลอมลายนิ้วมือทำให้สามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้มากขึ้น ตัวอ่านลายนิ้วมือรองรับการสแกนแบบ 360 องศา คือสามารถอ่านลายนิ้วมือได้จากทุกมุมแล้ว iKey ยังสามารถติดตั้งและจดจำลายนิ้วมือได้ถึง 10 ชุด

ขยายการใช้งานให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัวของคุณได้ อีกทั้งยังปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานทำให้ไม่ต้องกลัวเรื่องการจดจำรหัสผ่านอีกต่อไป โดย KINGMAX iKey อุปกรณ์อ่านลายนิ้วมือแบบ USB พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 960 บาท ผู้สนใจสามารถหาซื้อผ่านช่องทางและตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ ของ KINGMAX และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kingmax.com/en-global/product/product/Model/iKey_Tiny_USB_Fingerprint_Reader

ยุคนี้ต้องยอมรับให้โลกไอทีที่เริ่มต้นด้วย Smartphone และ Tablet รวมไปถึงคอมพิวเตอร์อย่าง PC ด้วย ที่ทำให้นักโปรแกรมเมอร์ออกแบบโปรแกรม LINE ออกมาครอบคลุมหลายแพลตฟอร์มด้วยกันโดยเริ่มจากมือถือ และได้คลอดโปรแกรม LINE PC ออกมา โดยตัว LINE กำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมายจนทำให้การติดต่อสื่อสารยากผ่านการโทรศัพท์ทั่วไป ทำให้การแชทและวีดีโอคอลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งยังสามารถถ่ายรูปเพื่อส่งไปให้ปลายทางเพื่อทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นได้ทันที ทำให้เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจมากๆ อีกตัวหนึ่งเลยทีเดียว

คุยแชท วีดีโอคอล สติ๊กเกอร์แจ่มต้อง โปรแกรม LINE PC โหลดเลย

คุยแชท วีดีโอคอล สติ๊กเกอร์แจ่มต้อง LINE PC โหลดเลย

การแชทคุยกันทำให้สื่อสารกันได้ถูกต้องระดับนึงแล้ว เรายังสามารถวีดีโอคอล (VDO Call) หาปลายทางจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งผ่านโปรแกรมนี้ได้เลย เช่น ผู้ใช้งานจากประเทศไทยวีดีโอคอลไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ฟรี!! เป็นต้น ที่สำคัญของการแชทจากแต่ก่อนใช้สำหรับการทำงาน ปัจจุบันได้นำมาประยุกต์ใช้ทั่วไปมีทั้ง สติ๊กเกอร์ และอิโมติคอนมากมายให้เลือกใช้ได้อย่างสนุกสนาน จนกลายเป้นที่โด่งดังในเรื่องของ โปรแกรมแชท แบบ SocialMedia ที่ดีอีกตัวหนึ่งเหมือนกัน

โปรแกรมนี้ก็ยังมีหลายฟังก์ชั่นที่ไม่สามารถทำบน PC ได้ แต่บางส่วนเท่านั้น โดยก่อนที่จะใช้โปรแกรมคุณจะต้องลงทะเบียนอีเมล์ผ่านสมาร์ทโฟนก่อน (เปิดแอพฯ LINE > Settings > Email Registration) เพียงขั้นตอนสั้นๆ แค่นี้ คุณก็สามารถใช้โปรแกรมแชท LINE PC (LINE for PC) ไปพูดคุยกับเพื่อน บนคอมพิวเตอร์ PC เครื่องโปรดของคุณได้เลย (ดูวิธีการลงทะเบียนด้านล่าง)

โปรแกรมถูกพัฒนาและออกแบบมาให้สามารถใช้งานกันบนระบบปฏิบัติการ Windows ทุกรุ่น หากใครใช้ Windows 8 ขอแนะนำให้ ดาวน์โหลดไปในรูปแบบของ แอพพลิเคชั่นไปเลย รวมถึงใครที่ใช้เครื่อง Mac ก็มีให้ ดาวน์โหลด ไปใช้ไปติดตั้งด้วยเช่นกัน และ เวอร์ชั่นล่าสุด สนับสนุนการใช้งานภาษาไทย เต็มรูปแบบแล้ว ปัจจุบันมีให้โหลดทั้ง iOS, Android, PC และ Mac ทุกเวอร์ชั่น แต่อย่าลืม Register ผ่านมือถือก่อนใช้งานด้วยนะ ไม่งั้นไม่สามารถใช้งานผ่านโปรแกรมที่อยู่ในเวอร์ชั่น PC ได้

เอซุส เล็งเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อสังคมไทยและสังคมโลกมากขึ้น การสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารจึงนับเป็นการพัฒนาศักยภาพของประชาชนในประเทศ Asus มอบคอมพิวเตอร์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามบริษัทชั้นนำของโลกที่เป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊คและเป็นผู้นำในการนำเสนอนวัตกรรมแห่งยุคดิจิตัลอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดทำโครงการเพื่อสังคมให้กับโรงเรียนที่ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2560 ถือเป็นปีที่ 5 ที่ เอซุส และนักศึกษามหาวิทยาลัย ชวน ยวน คริสเตียน จากประเทศไต้หวัน ได้ร่วมกันทำงานเป็นจิตอาสาเพื่อโครงการพัฒนาการเรียนรู้ระบบดิจิตอลให้กับโรงเรียนในจังหวัดขอนแก่น

Asus มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 21 เครื่อง  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษา

Asus มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 21 เครื่อง  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษา

ก่อนที่โปรแกรมอาสาสมัครจะเริ่มต้นขึ้น ทางบริษัท เอซุส มาร์เกตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ออลอินวัน (All In One) จำนวน 21 เครื่องให้กับวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย (College of Asian Scholars : CAS) เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษาในท้องถิ่นได้มีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานในการเสริมสร้างการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีและเข้าถึงเครือข่ายดิจิตอล ทำให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาตนเอง ไม่ว่าสำหรับการศึกษาต่อหรือการทำงานในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย รับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ออลอินวัน จากเอซุส พร้อมให้ประกาศนียบัตรเพื่อแสดงความขอบคุณต่อทีมจิตอาสา สำหรับโครงการนี้ เอซุสได้เชิญจิตอาสาซึ่งเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยในไต้หวันทั้ง 8 คน และเจ้าหน้าที่เอซุสอีก 2 คน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการข้อมูล พร้อมด้วยความร่วมมือจากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย (College of Asian Scholars: CAS) และ โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสทางเทคโนโลยีแห่งเอเชีย [APEC Digital Opportunity Center (ADOC)] ซึ่งเป็นการลงนามความร่วมมือระหว่าง องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) และ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ในการจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดสองสัปดาห์ในการให้ความรู้แก่โรงเรียนในจังหวัดขอนแก่นทั้งหมด 9 แห่ง

ทีมอาสาสมัครได้ออกแบบหลักสูตรที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ เพื่อให้เหมาะกับการเรียนรู้และความสนใจของนักเรียนนักศึกษาในวัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่น การพัฒนาโปรแกรมเพื่อควบคุมระบบบางส่วนในรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต การใช้เทคโนโลยี AR รวมไปถึงการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศจีนในชั้นเรียน ซึ่งการได้เรียนวิธีการเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองนั้น ได้รับความสนใจจากนักเรียนนักศึกษาเป็นอย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เฉิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทเอซุส มาร์เกตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในทีมอาสาสมัครจากเอซุส กล่าวว่า “เอซุสทุ่มเทให้กับการจัดหาผลิตภัณฑ์ด้านเทคนิคที่ดีที่สุดให้กับสังคมเสมอ เพราะเราเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้ และการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถจัดเตรียมให้กับลูกหลานของเรา ซึ่งเป็นความหวังในอนาคตของประเทศ สำหรับช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ ให้กับจังหวัดขอนแก่น โดยเรามีแผนที่จะดำเนินโครงการเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีให้กับชุมชนในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปในอนาคต”

โปรแกรมแปลงไฟล์ที่ใช้งานง่าย Poikosoft  เชื่อเลยว่าหลายๆ คนคงมีปัญหากับการแปลงไฟล์มาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการแปลงไฟล์แล้วเสียงไม่ออก มาไม่ครบ เสียงสะดุด ไม่มีนามสกุลไฟล์ที่อยากได้ โอ้ยยย สาระพัดปัญหาที่แก้เท่าไรก็ไม่จบ มาใช้โปรแกรมแปลงไฟล์ตัวใหม่นี้กัน มันมีชื่อว่า โปรแกรม EZ CD Audio Converter สำหรับแปลงไฟล์เพลง หนัง ที่ครอบคลุมเกือบทุกสกุลไฟล์ที่มีในปัจจุบัน ทั้งยังใช้งานง่ายหน้าตาโปรแกรมแสนจะธรรมดาแต่ความสามารถบอกเลยว่าเต็มเอียด พร้อมแปลงไฟล์เป็นสกุลอื่นๆ กว่า 10 สกุลเลยทีเดียว

โปรแกรม EZ CD Audio Converter ใช้แปลงไฟล์สาระพัด

โปรแกรม EZ CD Audio Converter ใช้แปลงไฟล์สาระพัด

เจ้าโปรแกรมนี้ถูกพัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์ หรือ ทีมผู้พัฒนาจากประเทศ แถบยุโรปตอนเหนือที่ ฟินแลนด์ มันเป็นโปรแกรมที่มีฟังก์ชั่นการทำงานครบสูตรเริ่มจาก การตัดต่อเพลง ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกแผ่นซีดีที่มีระบบการป้องกันการก๊อปปี้ และ โปรแกรมแปลงไฟล์ MP4 สามารถดึงข้อมูลรายละเอียดของเพลง (Metadata) จากอินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถไรท์แผ่นซีดีเพลง หรือจะเป็น แผ่นวีซีดี (VCD) และ แผ่นดีวีดี (DVD) รวมถึงความสามารถด้านการ ไรท์แผ่นทั่วไป และไรท์แผ่นวีดีโอดีวีดีได้

สามารถแปลงไฟล์เพลงจากแผ่นซีดีมาเป็นไฟล์นามสกุลต่างๆ ได้แก่ 3G2 3GP MP1 MP2 MP3 WMA OGG MP4 M4A หรือ AAC เป็นต้น ซึ่งตัวโปรแกรม EZ CD Audio Converter จะมีความยืดหยุ่นในการทำงาน สามารถเข้าถึงข้อมูลเพลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้ทุกเพลง ช่วยให้คุณสามารถควบคุมเพลงได้อย่างอิสระ ทั้งยังแยกตามโฟลเดอร์ต่างๆ ได้ จะวางไว้ตามตำแหน่งที่ต้องการได้ทันที ควรดาวน์โหลดติดเครื่องเอาไว้เลย

เจ้าโปรแกรมตัวนี้เปิดให้ดาวน์โหลดแบบฟรีแวร์ (Freeware) ซึ่งสามารถโหลดไปใช้งานได้ฟรี พร้อมใช้งานได้กับระบบ Windows XP / Vista / 7 (Seven) / 8 ส่วน Windows 10 อาจต้องรออัพเดตล่าสุดกันต่อไป ซึ่งไม่นานคาดว่าจะได้ใช้กันแน่นอน

เคยเป็นไหม … เมื่อมีงานเร่งด่วนเข้ามาเรื่อย ๆ เราก็มักจะก้มหน้าก้มตา รับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น โดยไม่ปริปากบ่นโวยวาย และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้สำเร็จไปงานแล้วงานเล่า ทั้งพนักงานออฟฟิส หัวหน้า หรือแม้แต่ ฟรีแลนซ์ โปรเจกต์ต่อโปรเจกต์ ทั้งที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าทั้งกายและใจ ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นกดดัน และมีเงื่อนไขเวลาที่รีบเร่งเป็นตัวกำหนดอยู่เสมอ ชวนคนทำงานทุกคนให้หยุดพักสักครู่ แล้วหันมาสังเกตตัวเอง ว่าเริ่มมีพฤติกรรมการทำงานเหล่านี้กันบ้างหรือไม่

โรคสมาธิสั้นทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด ถึงแม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม

โรคสมาธิสั้นทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด ถึงแม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม

– คุณชอบทำงานแบบ Multitasking ทำหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เช่น เช็กอีเมลไปพร้อม ๆ กับคุยงานทางโทรศัพท์ แล้วดื่มกาแฟไปด้วย หรือรับประทานมื้อเช้า/มื้อกลางวันที่โต๊ะทำงานไปพร้อม ๆ กับปั่นงานด่วน เป็นต้น

– คุณต้องเร่งทำงานให้เร็วขึ้น จนต้องทำอย่างลวก ๆ อยู่บ่อยครั้ง

– คุณรู้ตัวว่ามีความสามารถ แต่ทำงานออกมาได้ไม่ดีนัก

– คุณมีอาการเครียดและวิตกกังวลเกี่ยวกับงานและเรื่องส่วนตัวอยู่ตลอดเวลา

– คุณมีงานยุ่งทั้งวัน แต่กลับงานไม่ค่อยเสร็จ ใช้เวลาในการทำงานนาน แต่ผลงานที่ออกมากลับมีนิดเดียว

– คุณแบ่งเวลาไม่ได้อีกต่อไป ไม่รู้จะทำชิ้นไหนก่อน-หลัง มีปัญหาอยู่กับการจัดระบบงานต่าง ๆ อยู่เสมอ

– คุณมักมีอารมณ์แปรปรวน ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ หงุดหงิด ใจร้อน และไม่ค่อยอดทน

– คุณไม่มีสมาธิ จิตใจวอกแวก ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นาน

– คุณวุ่นวายอยู่กับความคิดสารพัดอย่างอยู่ภายในหัว แต่ไม่แสดงออกให้ใครเห็น

– คุณขาดความรู้สึกอยากทำงานที่ดี เฉื่อยชา และเริ่มทำงานพลาดบ่อยครั้ง

– ความคิดสร้างสรรค์ของคุณหายไป ไม่กระตือรือร้น

– คุณเริ่มไม่ดูแลตัวเอง ละเลยการดูแลสุขภาพ และไม่สนใจที่จะทำให้สุขภาพดีขึ้น

เช็กตัวเองกันดูแล้ว โดนเข้าไปกันคนละกี่ข้อคะ หากเข้าข่ายพฤติกรรมต่อไปนี้ รู้หรือไม่ว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคใกล้ตัวคนทำงานทุกคนอีกหนึ่งโรค นั่นก็คือโรคสมาธิสั้นในคนทำงาน (Attention Deficit Trait: ADT)

ทำความรู้จักกับ ADT

โรคสมาธิสั้นในคนทำงาน หรือ ADT มีลักษณะอาการคล้ายกับคนสมาธิสั้น แต่มีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดีเป็นหลัก แทนที่จะเป็นสาเหตุจากพันธุกรรมเหมือนคนสมาธิสั้นทั่ว ๆ ไป สภาพแวดล้อมที่เป็นตัวการของโรคนี้เกิดจากลักษณะการทำงานในปัจจุบันที่มีความรีบเร่งอยู่เสมอ ต้องแข่งขันกับเวลาอยู่ตลอด คนทำงานจะมีความรู้สึกว่ามีงานด่วนหรือสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อย ๆ จนต้องพยายามจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่กำลังความสามารถและเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน คนทำงานก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา จึงพยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว ทำให้ต้องทำงานหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ สมองก็จะตอบสนองต่อการทำงานที่เร่งรีบ และเริ่มละเลยประสิทธิภาพของงานไปโดยปริยาย ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลงลึก ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง นอกจากนี้การที่สมองของเราต้องวิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการคิดหรือแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็จะลดลง สวนทางกับความผิดพลาดในการทำงานที่กลับเพิ่มมากขึ้น ต้องแก้งานไม่จบไม่สิ้น จนสุดท้ายก็จะรู้สึกเหนื่อย รู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไป และอยากหนีไปจากงานที่ทำอยู่ เมื่อเกิดวงจรการทำงานที่ไม่ดีเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ความฉลาดและอารมณ์ของเราก็จะถูกบั่นทอนไปเรื่อย ๆ เมื่อรู้ตัวอีกที ความสามารถและสติปัญญาก็ถอยหลัง กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิตต่อไป นอกจากส่งผลต่อสมองและจิตใจแล้ว อาการ ADT ยังส่งผลต่อเนื่องกับทุกระบบในร่างกายกันไปเป็นลูกโซ่ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคปวดตามข้อ โรคเบาหวาน เป็นต้น

ใส่ใจ แก้ไข ปรับพฤติกรรม ADT ได้อย่างไร

หากไม่อยากจิตตก จนต้องตกเป็นป่วยโรค ADT กันแล้วละก็ จะต้องแก้ไขอย่างไร … บอกเลยว่าไม่ยาก เราสามารถทำได้ในทุกวันของการทำงานกันอยู่แล้ว

– ยอมรับความจริงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่

– ให้เวลากับตัวเองบ้าง ต้องมีเวลาเผื่อสำรองไว้สำหรับการทำงานแต่ละครั้ง เพื่อให้ได้หยุดคิดและทบทวนก่อนเริ่มงานใหม่

– ตั้งสติ นับหนึ่งใหม่ เริ่มจัดลำดับความสำคัญทั้งหมด

– แบ่งงานที่มีเนื้องานปริมาณมาก ย่อยให้เล็กลง แล้วทำสิ่งที่ง่ายก่อน จะได้มีกำลังใจในการทำงาน รวมไปถึงรู้จักกระจายงานและข้อมูลที่จำเป็นให้เพื่อนร่วมงานในทีมเดียวกัน

– หากทำงานแล้วติดขัด ให้กลับไปทำส่วนที่ง่าย ๆ ให้สำเร็จก่อน เพื่อช่วยเคลียร์งานให้เร็วขึ้นได้ รู้สึกภูมิใจที่งานสำเร็จไปอีกขั้น แล้วค่อยกลับมาที่งานค้างอีกครั้ง

– ตั้งค่าโทรศัพท์ หยุดการตั้งเตือนโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ปิดเสียงโทรศัพท์ เพื่อสร้างสมาธิในช่วงที่ต้องเร่งทำงาน

– ถ้าหากรู้สึกว่างานเยอะหรือเริ่มเครียด ให้หยุดทำงานชั่วคราว เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นชั่วคราว ใช้เวลาพักสั้น ๆ เพื่อเคลียร์สมองและผ่อนคลายจิตใจเป็นช่วง ๆ

– ทักทายผู้คนรอบข้างอย่างเป็นมิตร อย่าเก็บตัวมากเกินไป

– หาเพื่อนสนิทเพื่อผ่อนคลายความเครียด ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ

– ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่ม

– ดูแลตัวเอง ใส่ใจเรื่องโภชนาการที่ดี รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และไม่ควรรับประทานอาหารแบบรีบร้อนเกินไป

– หมั่นออกกำลังกายทุกวันหรือวันเว้นวัน ครั้งละ 30 นาที รีเฟรชร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ให้ร่างกายได้หลั่งสาร Endorphin ทำให้สมองปลอดโปร่งแจ่มใส พร้อมกับการทำงานได้ต่อไป

– สร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน จัดห้องทำงาน โต๊ะทำงาน และเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อย สะอาด เป็นระเบียบ สบายตา

การป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรค ADT ก็เป็นวิธีการทั่ว ๆ ไปที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไม่ได้ทำ หรือทำ ๆ หยุด ๆ ไม่สม่ำเสมอ อย่าลืมว่า … ทำงานที่รักแล้วก็ต้องรักตัวเองด้วยเช่นกัน จะได้มีพลังในการทำงานต่อไปได้อีกยาวนาน และมีความสุขกับการทำงาน