“ธนาคารไทยพาณิชย์” มุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อยกระดับ SCB EASY (เอสซีบี อีซี่) โมบายแบงก์กิ้ง แอปพลิเคชัน สู่การเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลสานต่อแนวคิด “แฮปปี้ ทรานแซคชั่น” (Happy Transaction) สร้างความรู้สึกดีๆ ในทุกครั้งที่ทำธุรกรรมการเงินผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ล่าสุดเปิดตัวแคมเปญใหม่ “SCB EASY Freenomenon” มัดใจลูกค้าด้วยการเป็นธนาคารแรกที่ยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการเงิน 5 ประเภทยอดฮิต ได้แก่ 1. โอนข้ามเขต 2. โอนต่างธนาคาร 3. เติมเงินต่างๆ 4. จ่ายบิล 5. กดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขต ผ่านแอปพลิเคชัน “SCB EASY” โอน จ่าย เติม กด ฟรีหมด ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม เป็นต้นไป

เปิดตัวแคมเปญ SCB EASY Freenomenon ปรากฏการณ์แห่งมิตรภาพครั้งสำคัญ

เปิดตัวแคมเปญ SCB EASY Freenomenon ปรากฏการณ์แห่งมิตรภาพครั้งสำคัญ

รวมถึงการจับ Emotional Touch สร้างภาพลักษณ์ การจดจำ และความชื่นชอบในกลุ่มเป้าหมาย ผ่านคาแรคเตอร์ “มานี” ที่สื่อถึงมิตรภาพ ความสดใส เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นตัวแทนของ SCB EASY ที่เป็นเหมือนเพื่อนคอยอยู่เคียงข้าง และเป็นทุกอย่างเพื่อคุณเสมอ โดยได้นางเอกชื่อดังแห่งยุค “เบลล่า ราณี” ขึ้นแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของ SCB EASY ที่จะมาสวมบทบาทเป็น “เบลล่า มานี” ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “มานี สตอรี่” ตั้งเป้าเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ทางการเงินได้อย่างครบวงจร มั่นใจเพิ่มจำนวนการดาวน์โหลด และยอดผู้ใช้งาน SCB EASY กว่า 10 ล้านรายภายในปีนี้พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเต็มรูปแบบ

นายธนา โพธิกำจร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสาย Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวทางการดำเนินงานในด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งของธนาคารไทยพาณิชย์ในปีนี้ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมต่อ ทุกสังคมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกรูปแบบ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และข้อมูลเป็นหลัก ในอีก 3 ปีข้างหน้า ดังนั้นในปีนี้ธนาคารจึงมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาและสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ บนแอปพลิเคชัน SCB EASY อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้แนะนำบริการและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ทุกเดือน อาทิ “SCB EASY Digital Lending” บริการด้านสินเชื่อผ่านโมบายแบงก์กิ้ง และบริการ SCB EASY E-Marketplace เช่น “SCB EASY Gifts” (ให้ของขวัญ) สิ่งเล็กๆ แต่แทนความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ โดยการส่งของขวัญ หรือโอนเงิน เพื่อมอบความพิเศษในวันดีๆ อย่างวันตรุษจีนกับอั่งเปาดิจิทัลแบบที่เงินสดไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเลขมงคลที่เป็นจุดทศนิยม และฟีเจอร์ล่าสุด “SCB EASY Movies” “#เป็นตั๋วหนังเพื่อคุณ” ที่ธนาคารได้จับมือกับ “เอส เอฟ” ซื้อตั๋วหนังผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุค 4.0 ที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ และนิยมซื้อตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในการเชื่อมต่อกับคู่ค้า เราได้สร้าง Partner API platform เพื่อช่วยในการเชื่อมต่อระบบกับคู่ค้าได้อย่างมีมาตรฐานที่เสถียรและรวดเร็ว ทั้งนี้ แอปพลิเคชัน SCB EASY ยังมีบริการด้านบัตรเครดิตอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด ใช้งาน อายัด ปลดล็อค แลกของรางวัลด้วยคะแนนสะสม รวมทั้งสแกนชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR และซื้อขายกองทุน โดยหักชำระจากบัตรเครดิต เป็นต้นนอกจากนี้ SCB EASY ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น บริการสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน การเพิ่มวงเงินในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางโมบายแบงก์กิ้งได้สูงสุดในตลาด รวมทั้งบริการแจ้งเตือนจ่ายบิลบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และตั้งเวลารายการโอนล่วงหน้า”

“หลังจากที่ได้ปรับโฉม SCB EASY และยกเครื่องแพลตฟอร์มใหม่เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารมียอดลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 3 แสนรายต่อเดือน ปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานอยู่ที่กว่า 6.5 ล้านราย มียอดใช้งานแอคทีฟ กว่า 75% และมีจำนวนธุรกรรมผ่าน SCB EASY เฉลี่ย 150 ล้านธุรกรรมต่อเดือน โดยธุรกรรมสามอันดับแรกที่ลูกค้า ใช้บริการมากที่สุด คือ โอนเงิน, เติมเงิน, และจ่ายบิล”

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์เดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ “Going Upside Down” (กลับหัวตีลังกา) เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์การเป็น ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด (The Most Admired Bank) ด้วยการทำให้ธนาคารกลายเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Bank as a platform) ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมที่สุด โดยยึด 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ “ดีขึ้น-เร็วขึ้น-ถูกขึ้น” (Better-Faster-Cheaper) ล่าสุด ธนาคารได้เปิดตัวแนวคิดทางการตลาดใหม่ที่จะสร้างปรากฏการณ์แห่งมิตรภาพครั้งสำคัญกับ “SCB EASY Freenomenon” ที่เป็นการสานต่อแนวคิด “แฮปปี้ ทรานแซคชั่น” (Happy Transaction) มุ่งสร้างความรู้สึกดีๆ ในทุกครั้งที่ทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ด้วยการเป็นธนาคารแรกที่ยกเลิกค่าธรรมเนียมเมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ใน 5 ธุรกรรมยอดฮิตของคนยุคดิจิทัล ได้แก่ 1. โอนข้ามเขต 2. โอนต่างธนาคาร 3. เติมเงินต่างๆ 4. จ่ายบิล 5. กดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขต ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม เป็นต้นไป โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารได้ส่งบริการ SCB Connect บน LINE แพลตฟอร์มที่ช่วยแจ้งเตือนทุกความเคลื่อนไหวของบัญชี ทุกรายรับ รายจ่าย ฟรีตั้งแต่บาทแรก ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าของธนาคารอย่างดีมียอดผู้ใช้งานเกือบ 2 ล้านราย นับเป็นบริการที่เติบโตเร็วที่สุดของธนาคาร”

“ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเสมือนภาคต่อที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของ “เอสซีบี อีซี่” สู่ความ “เฟรนด์ลี่” (From Easy to Friendly) มากขึ้น และถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของธนาคารที่เราต้องการลบภาพจำแบบเดิมๆ ว่าธนาคารจะต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเป้าหมายในอนาคตของเราคือการทำให้ธนาคารกลายเป็นแพลตฟอร์ม ดังนั้นธนาคารยุคใหม่จึงต้องเข้าถึงได้ง่าย และมีความเป็นมิตรต่อทุกคน “SCB EASY Freenomenon” ในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการปูทางให้ธนาคารก้าวไปสู่การเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกันและพร้อมเป็นทุกอย่างเพื่อทุกไลฟ์สไตล์การเงินแห่งยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง”

ธุรกรรมทางการเงินยอดฮิตของคนยุคดิจิทัล ที่จะมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมเมื่อทำผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY มีรายละเอียดดังนี้

การโอนเงินข้ามเขตธนาคาร ที่สามารถทำได้อย่างไม่จำกัดและไม่มีค่าธรรมเนียม ซึ่งปกติจะฟรีค่าธรรมเนียมเพียง 5 รายการต่อเดือน ต่อบัญชี และรายการต่อไป รายการละ 10 บาท
การโอนเงินไปบัญชีต่างธนาคาร ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถโอนเงินไปธนาคารใดก็ได้ในประเทศไทยอย่าง
ไม่จำกัดและไม่มีค่าธรรมเนียม ซึ่งปกติจะมีค่าธรรมเนียมรายการละ 25 สำหรับการโอนตั้งแต่ 0 – 20,000 บาท รายการละ 35 บาทสำหรับการโอนมากกว่า 20,000 – 50,000 บาท
การเติมเงิน (Top-up) ต่างๆ เช่น การเติมเงินโทรศัพท์ระบบเติมเงิน กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet)
การเติมเงินอีซี่พาส (Easy Pass) หรืออื่นๆ ที่โดยปกติจะมีค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างร้านค้า
การจ่ายบิล เช่น การจ่ายบิลค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าภาษี ที่โดยปกติจะมีค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างร้านค้าเช่นเดียวกัน
การกดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขตธนาคาร บริการใหม่ล่าสุด โดยปกติจะมีค่าธรรมเนียม 25 บาทต่อรายการหากเป็นการกดเงินสดผ่านบัตร ATM ข้ามเขตธนาคาร

“ในส่วนของการสร้างภาพลักษณ์ การจดจำ และความชื่นชอบในกลุ่มเป้าหมายนั้น ธนาคารได้เตรียมแผนสื่อสารการตลาดแบบ 360 องศา ภายใต้งบการตลาด 40 ล้านบาท โดยเราได้นำเอา Emotional Touch ในเรื่องของความเป็นมิตรมาเป็นจุดตั้งต้นผ่านการสร้างคาแรคเตอร์ “มานี” เพื่อเป็นตัวแทนของ SCB EASY เพราะมานีเป็นตัวแทนของ “ความง่าย” (EASY) เป็นหนังสือแบบเรียนของเด็กไทยที่ใช้ภาษาสื่อสารแบบง่ายๆ ที่เด็กป.1 ก็สามารถเข้าใจได้เหมือนกับ SCB EASY ที่ง่ายต่อการใช้งาน และ “มานี” ยังเป็น “เพื่อน” คนแรกๆ สมัยเราเข้าเรียนชั้นประถมที่คอยเป็นเพื่อนและมีสิ่งดีๆ มาบอกเราตลอด ดังนั้น “มานี” จึงเป็นโลกของความสดใส เป็นมิตร ไม่ซับซ้อน โดยครั้งนี้เราได้ “เบลล่า – ราณี” มาสวมบทบาทเป็น “เบลล่า มานี” ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “มานี สตอรี่” คุณเบลล่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีความสดใส และได้รับการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง เราจึงมั่นใจว่าคุณเบลล่าจะสามารถ่ายทอดคาแรคเตอร์มานีในยุคดิจิทัล ออกมาได้อย่างน่าสนใจ และเป็นเสมือนตัวแทนแอปพลิเคชัน SCB EASY ที่มีความ Easy & Friendly ที่คอยอยู่ข้างๆ คุณ และเป็นทุกอย่างเพื่อคุณเสมอ”

“ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งเป้าหมายในการเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ทางการเงินในยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจร โดยมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนการดาวน์โหลดและยอดผู้ใช้งาน SCB EASY กว่า 10 ล้านรายภายในปีนี้ พร้อมมุ่งสู่วิสัยทัศน์การเป็น The Most Admired Bank หรือ “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” ภายในปี 2020” นายธนา เธียรอัจฉริยะ กล่าวทิ้งท้าย

มั่นใจเลยว่าช่วงนี้การทำวีดีโอสำหรับโปรโมทเว็บต่างๆ เป็นอะไรที่ฮ็อตเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นวีดีโอความยาวมากก็ไม่ใช่ปัญหา ด้วย โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ น่าใช้ ที่วันนี้จะรวบรวมมาให้เหล่ายูทูบเบอร์ หรือนักตัดต่อวีดีโอหน้าใหม่ได้เลือกใช้กันอย่างมากมาย โดยแต่ละโปรแกรมมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เช่น บางตัวสามารถตัดต่อและปรับคอนทราสให้ในตัว เซฟไฟล์วีดีโอได้หลายสกุลไฟล์ สามารถใช้ภาพนิ่งผสมในวีดีโอได้อย่างสมูธ เป็นต้น แน่นอนว่าโปรแกรมไหนที่มีฟีเจอร์ดีๆ ย่อมต้องมีราคากันอยู่แล้วหรือบางตัวก็มีให้ดาวน์โหลดฟรีด้วยเหมือนกัน

โปรแกรมตัดต่อวีดีโอน่าใช้ แนะนำให้ดาวน์โหลดไว้ใช้งานเลย

โปรแกรมตัดต่อวีดีโอน่าใช้ แนะนำให้ดาวน์โหลดไว้ใช้งานเลย

  • โปรแกรม VSDC Free Video Editor ตัดต่อวีดีโอฟรี เพื่อ งานตัดต่อวีดีโอ ด้วยลูกเล่น ฟิลเตอร์ เพียบ มีลูกเล่นทั้งภาพเสียง สนับสนุนไฟล์วีดีโอหลากหลาย
  • โปรแกรม Movie Maker สร้างสไลด์โชว์ เป็นโปรแกรมที่เอาไว้สร้าง ภาพเคลื่อนไหว วีดีโอได้ภายในไม่กี่นาที สามารถตัดต่อวิดีโอ ได้อย่างง่ายๆ สะดวก รวดเร็ว
  • โปรแกรม Premiere ตัดต่อวีดีโอ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวด้วยคุณภาพสีที่สุดยอดถึง 4K 5K และ 6K คมชัดสุดๆ การเชื่อมต่อกับ Creative Cloud ที่แก้ไขงานวีดีโอได้ทุกที่
  • โปรแกรม Sony Vegas เนรมิตทุกสิ่งมาอยู่ใน VDO เพื่อ วีดีโอการนำเสนอ Presentation โฆษณา งานแต่งงาน วีดีโอประชาสัมพันธ์ PR งานอีเว้นต์ ต่างๆ
  • โปรแกรม OBS Studio ถ่ายทอดสดหน้าจอไปลง Youtube Live หรือ Facebook Live เหมาะมากสำหรับพวก นักแคสเกมส์ Game Caster แคสโปรแกรม Software Caster
  • โปรแกรม Free Video Cutter ตัดวีดีโอ ได้ง่ายๆ 3 ขั้นตอน ออกเป็นส่วน ได้อย่างรวดเร็ว เซฟออกมาได้หลายรูปแบบ โดยไม่ทำให้คุณภาพไฟล์วีดีโอเสียเลย
  • โปรแกรม SnagIt จับภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณไปใช้ในงานต่างๆ โปรแกรม SnagIt มีการใช้งานหลายรูปแบบ จับภาพได้หลายบริเวณ เช่น เต็มจอ เฉพาะหน้าต่าง เลือกเอง
  • โปรแกรม VideoStudio Pro X9 ตัดต่อคลิปวีดีโอ คลิปคุณภาพสตูดิโอ ภาพยนตร์ ได้อย่างรวดเร็ว
  • โปรแกรม ProShow Producer โปรแกรมสร้างสไลด์รูปภาพพร้อมเสียง สามารถปรับแต่งใส่เอฟเฟค Effect ลูกเล่นต่างๆ
  • โปรแกรม Avidemux ตัดต่อวีดี โหลดฟรีรองรับไฟล์หลากหลายประเภท รวมทั้งไฟล์ MP4 ตัดต่อวีดีโอ แล้วสามารถ ดูบนมือถือ iPhone iPad หรือ มือถือ Android ได้เลย

เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ และ มุ่งส่งเสริมผู้ค้าออนไลน์ สร้างความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ค้าในยุคอีคอมเมิร์ซที่กำลังเจริญเติบโตในระดับภูมิภาค ลาซาด้าจึงกำหนดนโยบายใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมให้การประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ผ่านทางลาซาด้าสำหรับผู้ค้า มีความง่าย รวดเร็ว และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

Lazada มุ่งส่งเสริมผู้ค้าออนไลน์ ออกนโยบายใหม่ให้ประโยชน์

Lazada มุ่งส่งเสริมผู้ค้าออนไลน์ ออกนโยบายใหม่ให้ประโยชน์

ซึ่งนโยบายใหม่นี้ มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป โดยมอบประโยชน์ให้แก่ผู้ค้ารายใหม่ รวมถึงผู้ค้าปัจจุบันบนแพลตฟอร์มลาซาด้ากว่า 135,000 ร้านค้าอีกด้วย

การให้รางวัลผู้ค้าที่มีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในจุดเด่นของนโยบายใหม่คือ รางวัลผู้ค้ายอดเยี่ยม (Seller Rewards) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยในการติดตามและประเมินประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมของเหล่าผู้ค้า ยิ่งผู้ค้ามีคะแนนเรตติ้งสูง ผลตอบแทนหรือประโยชน์ที่ผู้ขายได้รับก็จะมากยิ่งขึ้น ได้แก่:

– การมองเห็นผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้น เมื่อผู้ใช้ค้นหาผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ลาซาด้า

– การเข้าถึงบริการขนส่งสินค้าและราคาที่ลดลง ด้วยความสนับสนุนจากลาซาด้า

– การเข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขายที่มากขึ้นของลาซาด้า

– การเข้าถึงโปรแกรมต่างๆสำหรับผู้ค้า

ลูกค้าจะให้คะแนนผู้ค้า จากการที่ผู้ค้าปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติที่แนะนำ (ดูภาคผนวก) เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีให้กับลูกค้า เช่น การตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ขาย การใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่แนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย และการป้องกันการยกเลิกการสั่งซื้อเนื่องจากความประมาทของผู้อื่น และอีกหนึ่งข้อดีสำหรับผู้ขายคือ จะไม่มีการลงโทษทางการเงินสำหรับการละเมิดนโยบายใดๆ (ดูภาคผนวก) แต่เมื่อผู้ค้าไม่ทำตามกฎระเบียบ ลาซาด้ามีสิทธิที่จะเพิกถอนผู้ค้าได้

การช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มขายได้ทันที!

ที่ผ่านมา การเริ่มต้นขายของผ่านทางลาซาด้าจะใช้ระยะเวลาประมาณสามถึงสี่วัน แต่ในปัจจุบัน ผู้ค้ารายใหม่สามารถดำเนินการเปิดร้านค้าผ่านทางลาซาด้าได้ด้วยตนเองภายในไม่กี่นาที ด้วยแบบฟอร์มลงทะเบียนที่ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยผู้ลงทะเบียนเพียงแค่ระบุอีเมล หมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาทีหลังจากสร้างบัญชีในลาซาด้า ทุกคนจะสามารถเริ่มขายได้ทันที

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่มลาซาด้า มร. ไอโมเน่ ริปป้า เดอ มีน่า กล่าวว่า “โครงการเพื่อส่งเสริมผู้ค้าที่สะดวกและรวดเร็วต่อการใช้งานล่าสุดนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของบริษัท ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายและเติบโตธุรกิจออนไลน์ได้ การมอบแรงจูงใจให้แก่ผู้ค้า ทำให้พวกเขามีอิสระที่จะขายของผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบายมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ค้าว่ามาร์เก็ตเพลสของลาซาด้าเป็นช่องทางที่ดีที่สุดการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก”

Dyson เปิดตัวเทคโนโลยีเครื่องดูดฝุ่น Dyson V8 Carbon Fibre นวัตกรรมล่าสุดในตระกูลเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่มาพร้อมประสิทธิภาพพลังการดูดทำความสะอาดสูงถึง 155 AW ตัวเครื่องผนึกอย่างแน่นหนาป้องกันการเล็ดลอดของฝุ่นก่อนผ่านตัวกรอง และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทรงพลังยกระดับการทำความสะอาดบ้านไปอีกขั้น

 

Dyson เปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นเทคโนโลยีใหม่ Dyson V8 Carbon Fibre

ในปี 1999 การเปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับเครื่องดูดฝุ่นเป็นครั้งแรกของ Dyson ช่วยให้ผู้ใช้เป็นอิสระจากเครื่องดูดฝุ่นแบบเสียบปลั๊กที่มีความหนาเทอะทะ นับจากนั้นมา การพัฒนาและปรับปรุงดิจิตอลมอเตอร์และสารประกอบทางเคมีของแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องทำให้เครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สายมีความสามารถในการทำงานได้นานขึ้น นอกจากนี้ การค้นพบเทคโนโลยีชุดไซโคลน 2 Tier Radial™ (เรเดียล 2 ชั้น) ช่วยเพิ่มอัตราการแยกฝุ่นละเอียดออกจากการไหลเวียนของอากาศ ทำให้เครื่องดูดฝุ่น Dyson มีประสิทธิภาพโดดเด่นเหนือชั้น

เควิน เกรนท์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นผิว Dyson กล่าวว่า “Dyson ทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบประมาณสูงถึง 7 ล้าน ปอนด์ ต่อสัปดาห์ ภายใต้การทำงานของทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมากกว่า 3,500 คน จึงทำให้ Dyson สามารถพัฒนาเครื่องดูดฝุ่นไร้สายให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทุกชิ้นทำเรามั่นใจว่านวัตกรรมของ Dyson ไม่สามารถถูกลอกเลียนได้”

ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี ในการสร้างเทคโนโลยีเครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สายและความเชี่ยวชาญด้านมอเตอร์อีกกว่า 20 ปี ยืนยันถึงประสิทธิภาพการทำความสะอาดของเครื่องดูดฝุ่นรุ่นล่าสุด Dyson V8 Carbon Fibre ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิตอลมอเตอร์อัจฉริยะ Dyson Digital Motor ภายในเครื่อง นอกจากนี้ การเปลี่ยนการใช้งานระหว่างด้ามจับและโหมดการเปลี่ยนต่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่รวดเร็ว การกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกอย่างมีอนามัย และหัวต่อทำความสะอาดที่สามารถกวาดเก็บสิ่งสกปรกและฝุ่นละเอียด ทำให้เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นล่าสุดนี้มีความพิเศษ

เทคโนโลยีมอเตอร์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร: เพิ่มประสิทธิภาพการดูดทำความสะอาด

ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา Dyson ใช้งบประมาณกว่า 350 ล้าน ปอนด์ ในการพัฒนามอเตอร์เครื่องดูดฝุ่นไร้สายโดยเฉพาะ โดยจัดตั้งทีมวิศวกรกว่า 240 คน ในการพัฒนามอเตอร์เพียงอย่างเดียว ดิจิตอลมอเตอร์ Dyson Digital Motor V8 ช่วยเพิ่มพลังลมแรงต่อเนื่องให้เครื่องดูดฝุ่น Dyson V8 โดยเครื่องดูดฝุ่นไร้สายเทคโนโลยีล่าสุด Dyson V8 Carbon Fibre มีพลังการดูดทำความสะอาดเพิ่มขึ้น 30%

เทคโนโลยีไซโคลน: การกรองอากาศแบบทั้งเครื่อง

ไซโคลน 15 ชุด จัดเรียงสองชั้น ทำงานคู่ขนาดกันช่วยเพิ่มกระแสลมและดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กจากแรงเหวี่ยงของกระแสลมเข้าสู่ถังเก็บฝุ่น ระบบดังกล่าวถูกผนึกอย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันการเล็ดลอดของละอองฝุ่นออกจากตัวเครื่อง

เทคโนโลยีแบตเตอรี่: แรงดูดทรงพลังต่อเนื่องนานถึง 40 นาที

Dyson V8 Carbon Fibre ใช้แบตเตอรี่นิกเกิลโคบอลต์อลูมิเนียมรุ่นล่าสุด ที่ถูกผนึกอย่างปลอดภัยและคงพลังการดูดทำความสะอาดคงที่โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ การพัฒนาสารประกอบทางเคมีของแบตเตอรี่ทำให้เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson V8 สามารถใช้งานด้วยพลังทรงสิทธิภาพคงที่นานถึง 40 นาที ในโหมดการทำงานระดับเบาเพียงพอที่จะทำความสะอาดทั้งบ้าน

หัวแปรงทำความสะอาดคาร์บอนไฟเบอร์: ความสามารถเก็บทำความสะอาดฝุ่นละเอียดและสิ่งสกปรกขนาดใหญ่

ทีมวิศวกร Dyson ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่เครื่องดูดฝุ่นเท่านั้น พวกเขายังต้องการพัฒนาหัวแปรงทำความสะอาดและเครื่องมือต่างๆให้ดีขึ้นอีกด้วยเช่นกัน เอ็นไนล่อนชนิดแข็งของหัวแปรงทำความสะอาดคาร์บอนไฟเบอร์ที่ถูกพัฒนาใหม่มีความสามารถในการเข้าถึงผืนพรมระดับลึกเพื่อเก็บกวาดขนสัตว์ต่างๆและสิ่งสกปรกที่นอนก้นอยู่บนพื้นพรม ขณะที่เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ชนิดอ่อน ทำหน้าที่ดึงฝุ่นละเอียดออกจากพื้นผิวชนิดแข็งได้อย่างดี

เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะคว้าโอกาสใหม่ให้กับเส้นทางสายอาชีพที่เราทุกคนต่างไม่หยุดนิ่งในการแสวงหาความก้าวหน้าสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิส นายจ้างเอง หรือ ฟรีแลนซ์ ก็เท่ากับว่าเราต้องนำตัวเองเข้าสู่สนามการแข่งขันชิงตำแหน่งงานกันอีกครั้ง คนทำงานที่ไม่ใช่สาย job hopper ซึ่งเปลี่ยนงานกันบ่อย ๆ จนเป็นกิจวัตร ก็ต้องปัดฝุ่นตำรากันหน่อย เตรียมตัวสร้างความมั่นใจให้พร้อมเมื่อสมัครงานใหม่ กับ 8 เคล็ดลับดี ๆ ที่นำมาฝาก จะได้เป็น candidate ที่น่าจับตามองกว่าใคร ไม่ว่าองค์กรไหนก็อยากได้ตัวไปร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน

 

เทคนิคเคล็ดลับสร้างความมั่นใจ เมื่อคิดจะสมัครงานใหม่ไร้กังวล

1. มี passion ที่จะทำงาน

แค่ความตั้งใจที่จะทำงานอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอต่อการให้ได้งานมา ใส่ passion ลงไป ให้เกิดความกระตือรือร้นที่อยากจะได้งานนั้นมาอย่างที่สุด งานนี้ต้องทุ่มสุดตัวกันบ้าง เพราะอาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อมีไฟพร้อมในการทำงาน ผู้สัมภาษณ์งานย่อมรู้สึกได้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกพอใจและอยากให้เรามาร่วมงาน มาเติมไฟในการทำงานให้กับองค์กรได้ต่อไป

2. ทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็น

มี passion เป็นทุนเดิม ข้อต่อไปก็จะไม่ยากอีกต่อไป เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราสนใจศึกษาหาความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตำแหน่งงานและองค์กรที่เราอยากร่วมงานด้วย แล้วนำข้อมูลมวลรวมที่ได้ทำการบ้านมา ไม่ว่าจะเป็น profile/culture องค์กร กฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ฐานเงินเดือน scope งาน คุณสมบัติผู้สมัครงานที่องค์กรต้องการ ฯลฯ มาเชื่อมโยงให้เข้ากับความเป็นตัวเรา ผนวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมา รับรองว่ามั่นใจหายห่วง สัมภาษณ์งานได้อย่างราบรื่น

3. เพิ่มทักษะ เพิ่มคุณค่า

เมื่อศึกษาความต้องการขององค์กรที่เราอยากร่วมงานแล้ว จะมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่าตัวเรายังขาดทักษะหรือคุณสมบัติใด หากศึกษาไว้แต่เนิ่น ๆ ก่อนเปลี่ยนงาน ก็ยิ่งได้เปรียบ มีเวลาเพิ่มเติมทักษะเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง ส่งเสริมให้มีความโดดเด่นกว่าผู้สมัครงานคนอื่น ๆ แถมตอนที่ใช้เวลาในการเรียนรู้พัฒนาทักษะ ยังจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าเราชอบสายงานนี้จริง ๆ และอยากก้าวไปต่อหรือไม่

4. อัปเดตโปรไฟล์ ปูทางสู่งานที่ใช่ได้มากกว่า

โปรไฟล์หรือเรซูเม่ที่มีความสดใหม่และน่าสนใจ ช่วยนำพาให้เราไปพบกับเนื้อคู่ตำแหน่งงานที่ใช่ และโอกาสใหม่ ๆ กับองค์กรชั้นนำได้เสมอ แถมเคล็ดลับอีกนิดเกี่ยวกับโปรไฟล์หรือเรซูเม่ที่ใช้ ควรทำเตรียมไว้หลายเวอร์ชั่น รองรับกับตำแหน่งงานที่หลากหลาย ใส่คีย์เวิร์ดสำคัญลงไป ระบุวัตถุประสงค์ ประสบการณ์ ความสำเร็จ และฐานเงินเดือนที่ต้องการให้ชัดเจน รับรองว่าสะดุดตา HR จนต้องเรียกตัวมาสัมภาษณ์อย่างไว พร้อมอัปเดตโปรไฟล์ด้วย features ดี ๆ ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

5. เก็งข้อสอบ รู้ทันการสัมภาษณ์งาน

เก็งข้อสอบคำตอบ-คำถามสัมภาษณ์งาน เพิ่มความมั่นใจในการสัมภาษณ์งาน ง่าย ๆ แค่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ มีบทความดี ๆ มากมายบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับลิสต์คำถามยอดฮิต ที่สุดของคำถามน่าสนใจ พร้อมแนวคำตอบดี ๆ ให้นำมาปรับใช้เข้ากับตัวเราได้มากมาย เตรียมตัวมาดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง และยังมีเวลาดีไซน์การตอบคำถามให้น่าสนใจ แปลกใหม่ หลุดจากกรอบการตอบคำถามสัมภาษณ์งานแบบเดิม ๆ ตอบคำถามได้โดนใจผู้สัมภาษณ์งานได้มากขึ้น

6. ติวเข้ม ฝึกซ้อมการสัมภาษณ์งาน

งานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจว่า ผู้สัมภาษณ์งานจะตัดสินใจว่าอยากจะรับผู้สมัครงานคนนี้เข้าทำงานหรือไม่ภายในเวลาเพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้นหลังจากพบกัน ดังนั้นการมีความมั่นใจตั้งแต่จังหวะแรกที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา บุคลิกภาพแรกเห็น การแนะนำตัวอย่างฉะฉาน ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้งานมากขึ้น ส่วนที่เหลือว่าคะแนนจะเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับการตอบคำถามสัมภาษณ์งานล้วน ๆ ผู้สมัครงานบางคนเตรียมตัวเก็งคำถามมาเป็นอย่างดี แต่ถึงเวลาจริง กลับตื่นเต้น พูดไม่ออก บอกสิ่งที่เตรียมมาไม่ถูก หากไม่ต้องการตกอยู่ในสถานการณ์ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ ต้องติวเข้มให้ตัวเอง ฝึกซ้อมการสัมภาษณ์งานให้คล่อง ลองให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวร่วมด้วยช่วยกันอีกแรง จะได้คอมเมนต์กันได้ว่าตอบคำถามได้โดนใจหรือยัง บุคลิกท่าทาง สื่อสารได้ดีหรือไม่ แล้วนำจุดบกพร่องมาแก้ไข ถึงเวลาจริงจะได้ไม่กังวล ลดความตื่นเต้นได้แน่นอน

7. หาข้อดีที่หลากหลายให้เจอ นำเสนอจุดแข็งในการทำงาน

เตรียมตัวทำการบ้าน หาข้อมูลแวดล้อมกันมาพอสมควรแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวเรา ต้องย้อนกลับมาพิจารณาหาข้อดีของตัวเอง ดึงศักยภาพออกมานำเสนอ เรียกง่าย ๆ ว่าต้องหาของมาขาย ยิ่งถ้าเรามีความสามารถหลากหลาย มีคุณสมบัติที่สามารถทำงานนอกเหนือจากตำแหน่งที่รับผิดชอบได้ หรือมีความสามารถพิเศษอื่นที่ช่วยส่งเสริมงานหรือองค์กรได้เป็นอย่างดี คนครบเครื่องแบบนี้ โอกาสที่องค์กรจะคว้าตัวมาร่วมงานด้วยเปอร์เซ็นต์สูงแน่

8. สร้างพลังบวก นำเสนอ Good Attitude

การคิดบวก และการสร้างทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ในชีวิตของเรามักจะพบเจอทั้ง good day และ bad day แต่คนที่คิดบวกอยู่เสมอมักจะมีความมั่นใจ สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีกว่า และในชีวิตการทำงาน ใคร ๆ ก็ต้องการทำงานกับคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงมากกว่าคนเหวี่ยงวีน ฝึกตัวเองให้คิดบวก พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และมี attitude ที่ดีในการทำงาน คนรอบข้างจะสัมผัสได้ พร้อมส่งต่อพลังด้านบวกต่อกัน แค่นี้เราก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานได้ องค์กรมองเห็นคุณค่า พร้อมให้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ก้าวไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จพร้อมกัน

ผู้นำด้าน คอมพิวเตอร์อันดับ 1 เผยการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์เทคโนโลยีปี 2561 และในอนาคต ผลวิจัยของ ไอดีซี (IDC) ในหัวข้อ Enabling the Future Workspace – Agile, Intelligent and Engaging คาดการณ์ว่าลักษณะของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงและการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรวดเร็วจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตลอดจนวิธีการทำงานในสถานที่ทำงาน สถานประกอบการในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย จำเป็นต้องมีแนวคิดและการบริหารงานแบบองค์รวมและโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างสำนักงานที่ชาญฉลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจของตนได้

 

การก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ที่ทุกธุรกิจในไทยไม่ควรมองข้าม

ผลการศึกษาของไอดีซี (IDC) พบว่าในปี 2563 จำนวนแรงงานในสถานที่ทำงานที่เป็นคนกลุ่มมิเลนเนียลจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้น ประเทศญี่ปุ่น (APeJ) ทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของแรงงานกลุ่มมิเลนเนียลและความต้องการขององค์กรในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจะช่วยผลักดันให้มีการใช้นวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงต่างๆ ทั้ง เทคโนโลยีเสมือนผสานโลกจริงและเทคโนโลยีความจริงเสมือน (AR/VR) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ต่างๆ นั่นหมายถึงความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีการคิดหาเหตุผล เรียนรู้ และทำงานได้เหมือนมนุษย์

ทั้งนี้ ไอดีซี (IDC) คาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นประเทศญี่ปุ่น (APeJ) จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในการเร่งให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$600 billion) ภายในปี 2563 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ทั่วภูมิภาค ในการเลือกซื้ออุปกรณ์และการประยุกต์ใช้ ตลอดจนการเสาะหาและเชื่อมโยงกับข้อมูลต่างๆ

5 เทรนด์ด้านเทคโนโลยีสำคัญสำหรับธุรกิจในยุคของการเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวสู่องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขันแห่งอนาคต

1. ภายในปี 2562 ร้อยละ 20 ของ 1,000 บริษัทในเอเชียจะใช้บริการแบบ Device as a service (DaaS) และ 1 เปอร์เซ็นต์ จะมีการประยุกต์ใช้บริการ DaaS แบบครบวงจร ซึ่งถือป็นบริการใหม่ที่นำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรให้ผู้ประกอบการตั้งแต่การให้บริการเช่าฮาร์ดแวร์ การบำรุงรักษาอุปกรณ์ และการเปลี่ยนแปลงระบบ รวมทั้งเสริมคุณภาพการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับค่าบริการรายเดือน

2. ภายในปี 2562 อุปกรณ์ดีไวซ์ 2 ใน 3 (ทั้งพีซี และ แท็บเล็ต) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์ม Unified Endpoint Management (UEM) และ 1 ในทุกๆ 3 ขององค์กรจะมีการจัดการไอทีทั้ง เดสก์ท็อป และอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยระบบปฏิบัติการเดียวกัน UEM ซึ่งเป็นแนวทางในการรักษาความปลอดภัยและควบคุมหลากหลายอุปกรณ์ผ่านการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ควบคุมตัวเดียว

3. คาดการณ์ว่าภายในปี 2562 การเปลี่ยนแปลงระบบดิจิทัลร้อยละ 40 เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขีดความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในเวลาที่คำคัญทำให้เกิดโมเดลการดำเนินงานและการสร้างรายได้แบบใหม่ๆ

4. ภายในปี 2020 มีการคาดการณ์ว่าบริษัท 1,000 แห่ง ในภูมิภาคเอเชียจะใช้การสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) สร้างโปรเจคใหม่ๆ ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

5. ภายในปี 2020 มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานจะใช้ประโยชน์เทคโนโลยี AR ผ่านเดสก์ท็อป หรือ สมาร์ทโฟน เพื่อจัดการข้อมูลดิจิทัล ตอบโต้กับโลกภายนอก รวมทั้งสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

การทำงานอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น

เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน ในปี 2561 และในอนาคต ผู้ประกอบการในภูมิภาคและประเทศไทย จำเป็นต้องใช้แนวคิดแบบองค์รวมเพื่อสร้างสำนักงานที่มีความชาญฉลาดในทุกแง่มุม ทั้ง ด้านทางกายภาพ วัฒนธรรมองค์กร และ เทคโนโลยี นอกจากนี้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงความท้าทายในการบริหาร การเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องอาศัยการร่วมมือของผู้คนหลากหลายระดับเพื่อนำพาองค์กรไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยไอดีซี (IDC) ได้ให้คำแนะนำการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ประการ ประกอบด้วย

1. การเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการ

2. การเปลี่ยนแปลงข้อมูล

3. การเปลี่ยนแปลงระบบผู้นำ

4. การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมโยงประสบการณ์

5. การเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าถึงข้อมูล

เลอโนโวแนะนำแนวคิดบริหารจัดการภายใต้แนวคิดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

เลอโนโว ในฐานะผู้นำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลางคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการชาวไทยต้องมองข้ามระบบการทำงานพีซีแบบเดิมๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานอย่างชาญฉลาดและตรงตามความต้องการของพนักงานได้ดีที่สุด ให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบต่างๆ และการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงานสมัยใหม่ นำเสนออุปกรณ์ดีไวซ์ เจนเนอร์เรชั่นใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์และในขณะเดียวกันรักษามาตรฐานในระดับองค์กร ในด้านกายภาพของสถานที่ทำงาน สามารถเปลี่ยนแปลงระบบในรูปแบบ bimodal IT และ การทำงานที่ปราดเปรียวคล่องตัว โซลูชันและโมเดลด้านเชิงพาณิชย์ที่สร้างขึ้นให้เหมาะกับกลุ่มและตลาดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน และมีความสามารถของอุปกรณ์และการจัดการด้านต่างๆ

พูดถึงโปรแกรมปรับแต่งคอมพิวเตอร์นี่มันมีเป็นล้านอย่างเลยทีเดียว ไม่ว่าจะดูความเร็ว เช็คประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงอุณหภูมิด้วย ทำให้หลายคนเลือกหาโปรแกรมมาใช้งานเร่งความเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพกันถึงขีดสุดเลยทีเดียว วันนี้แอดมินมีโปรแกรมมาเสนอตัวนึงมันมีชื่อว่า โปรแกรม Argus Monitor ดูประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์และอุณหภูมิ ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณ

 

โปรแกรม Argus Monitor ดูประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์และอุณหภูมิ

มันเป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเอาไว้สำหรับติดตาม การทำงานต่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่า มอนิเตอร์กันได้อย่างละเอียดยิบเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการ ดูอุณหภูมิของซีพียูคอมพิวเตอร์ (CPU Temp) อุณหภูมิของหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPU Temp) ดูอุณหภูมิ และ ดูรายละเอียดของฮาร์ดดิสก์ รวมถึงรายละเอียดและความถี่ในการทำงานต่างๆ ของซีพียู โดยเจ้าโปรแกรม Argus Monitor ตัวนี้มันจะทำหน้าที่ในการติดตามการทำงานและตรวจดูอุณหภูมิต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ของเราได้อย่างละเอียดและใกล้ชิด โดยมีรายงานออกในรูปแบบของเป็นกราฟเส้นได้เลย เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สามารถเข้าใจกันง่ายๆ ติดตามอุณหภูมิของฮาร์ดไดรฟ์ CPU GPU และอื่น ๆ สามารถตรวจสอบอุณหภูมิและสถานะของส่วนประกอบของระบบ เช่น หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) หน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPU) และฮาร์ดดิสก์ได้ อีกด้วย สามารถเฝ้าติดตาม มอนิเตอร์ ตรวจสอบ ค่าต่างๆ ให้คุณได้อย่างต่อเนื่อง โดยกราฟเส้นจะวิ่งขึ้นลงไปมาตลอดเวลา แจ้งเตือนการทำงานของฮาร์ดไดร์ฟก่อนถึง 70% เพื่อป้องกันฮาร์ดไดรฟ์ล้มเหลว หรือเจ๊งนั่นเอง หน้าจอแสดงผลเป็นภาพแบบกราฟิก  ตรวจสอบและแสดงผลกราฟิกของอุณหภูมิ GPU ได้ แสดงผลกราฟิกของอุณหภูมิ CPU แบบอิสระสำหรับ CPU แต่ละแกน แสดงผลกราฟิกของความถี่หลัก (ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบว่าการจัดการพลังงานที่มีการทำงาน) มาตรฐาน HDD / SSD – วัดเวลาในการเข้าถึงและอัตราการถ่ายโอน มีหน้าจอแสดงผลความเร็วในการทำงานของพัดลมด้วย แสดงผลและควบคุมความเร็วพัดลมของการ์ดจอของ Nvidia ที่ทันสมัยรวมถึงการ์ดจอของ ATI / AMD

นอกจากเช็คอุณหภูมิแล้ว โปรแกรม Argus Monitor ยังมาพร้อมกับความสามารถด้านอื่นๆ อีกมากมายอาทิเช่น สามารถเช็คสถานะการทำงานของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ว่าอยู่ในสถานะปกติหรือไม่ โดยมันจะใช้วิธีการเช็คในรูปแบบที่เรียกว่า S.M.A.R.T. ซึ่งย่อมาจากคำเต็มๆ ว่า “Self-Monitoring, Analysis, and Reporting Technology” มันเป็นวิธีการตรวจเช็คและวิเคราะห์ข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ อย่างละเอียด มันสามารถแจ้งเตือนการทำงานของฮาร์ดไดร์ฟในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก่อนที่ฮาร์ดไดร์ฟจะทำงานหนักเกิน 70 เปอร์เซ็นและเกิดความเสียหาย อีกทั้งยังสามารถแสดงผลการทำงานรวมถึงอุณหภูมิของ GPU ให้เราทราบได้อีกด้วย โดยนอกจากความสามารถที่กล่าวมายังข้างต้นแล้วนั้น โปรแกรม Argus Monitor ยังมีความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย

โดยหากผู้ใช้ท่านใดที่สนใจ อยากจะเอาตัว โปรแกรม Argus Monitor ตัวนี้ไปลองใช้งาน และช่วยเป็นหูเป็นตารวมถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงให้กับคอมพิวเตอร์ของคุณอยู่หละก็ สามารถเข้าไปทำการ ดาวน์โหลดโปรแกรมฟรี ตัวนี้มาใช้งานกันได้เลย จากทางเว็บไซต์ของผู้พัฒนา รับรองว่ามีความสามารถอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้ได้เข้าไปทดลองใช้กัน

Sophos (LSE:SOPH) ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยบนเครือข่ายและเอนด์พอยต์ ได้เผยแพร่รายงานทำนายสถานการณ์มัลแวร์ในปี 2561 ที่จะถึงนี้จาก SophosLabs(SophosLabs 2018 Malware Forecast) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับเทรนด์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้า Sophos ทั่วโลกในช่วงวันที่ 1 เมษายน จนถึง 3 ตุลาคม 2560พบข้อเท็จจริงที่สำคัญมากคือ ขณะที่พบการโจมตีด้วยแรนซั่มแวร์อย่างหนักหน่วงบนระบบวินโดวส์ในช่วง 6 เดือนล่าสุด และยังพบด้วยว่าแพลตฟอร์มอื่นทั้งแอนดรอยด์, ลีนุกส์, และMacOS ก็ไม่สามารถรับมือกับภัยแรนซั่มแวร์นี้ได้เช่นกัน

SophosLabs ปี 2018 ระบุว่า แรนซั่มแวร์รุนแรงกว่าเดิม และมุ่งเน้นเจาะระบบ

SophosLabs ปี 2018 ระบุว่า แรนซั่มแวร์รุนแรงกว่าเดิม และมุ่งเน้นเจาะระบบ

“แรนซั่มแวร์เริ่มแพร่กระจายแบบไม่เจาะจงแค่วินโดวส์แพลตฟอร์มอีกต่อไป แม้จะเคยพุ่งเป้าไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้วินโดวส์เป็นหลัก แต่ปีนี้ SophosLabsได้มองเห็นความถี่ที่เพิ่มขึ้นของการโจมตีแบบเข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการประเภทอื่นของลูกค้า Sophos ทั่วโลก” Dorka Palotay นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecast กล่าว

รายงานฉบับนี้ยังได้ติดตามรูปแบบการเติบโตของแรนซั่มแวร์ โดยพบว่า WannaCryที่มีการแพร่กระจายอย่างรุนแรงเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นแรนซั่มแวร์ที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งที่ Sophos ช่วยเหลือลูกค้าของตนในการป้องกัน ถือว่าล้มอดีตแชมป์แรนซั่มแวร์เดิมอย่าง Cerberที่เคยระบาดหนักเมื่อต้นปี 2559 โดย WannaCryเป็นแรนซั่มแวร์ที่พบจากการตรวจติดตามของ SophosLabsคิดเป็น 45.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ขณะที่ Cerberคิดเป็น 44.2 เปอร์เซ็นต์

“ถือเป็นครั้งแรกที่เราพบแรนซั่มแวร์ที่มีพฤติกรรมเหมือนเวิร์ม ซึ่งช่วยให้แพร่กระจาย WannaCryได้รวดเร็วมาก แรนซั่มแวร์ตัวนี้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่บนวินโดวส์ที่เคยมีแพ็ตช์ออกมาก่อนหน้าแล้วในการติดเชื้อและกระจายตัวเองบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ควบคุมได้ยากมาก” Palotayกล่าวเสริม “แม้ว่าลูกค้าของเราจะได้รับการปกป้องจาก WannaCryอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เราก็ยังต้องเฝ้าติดตามอันตรายนี้ต่อไปเพื่อศึกษาธรรมชาติการสแกนหาและเข้าโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เราคาดกันไว้ว่าในอนาคตจะมีอาชญากรไซเบอร์ที่นำความสามารถของในการกระจายตัวเองดังที่เห็นใน WannaCryและ NotPetyaนี้ไปใช้สร้างแรนซั่มแวร์ตัวใหม่ในอนาคต ซึ่งก็ได้เห็นแล้วจากกรณีของแรนซั่มแวร์Bad Rabbit ที่มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายกับ NotPetyaด้วย”

ในรายงาน SophosLabs2018 Malware Forecastนี้ยังได้กล่าวถึงการเริ่มต้นระบาดและจุดสิ้นสุดของแรนซั่มแวร์NotPetyaที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่ง NotPetyaนี้เริ่มต้นจากการระบาดผ่านตัวติดตั้งซอฟต์แวร์ทางบัญชีสัญชาติยูเครน ทำให้เป็นการจำกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีการโจมตี นอกจากนี้ยังสามารถแพร่ตัวเองผ่านช่องโหว่ EternalBlueได้เหมือน WannaCryแต่เมื่อมองเหตุการณ์ครั้ง WannaCryที่ได้เข้าไปติดเชื้อคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้แพ็ตช์วินโดวส์ทันท่วงทีเกือบทั้งหมดทั่วโลกแล้ว จึงไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของคนปล่อยNotPetyaได้ ทั้งนี้เนื่องจากการโจมตีมีข้อผิดพลาดและการข้ามขั้นตอนมากมาย ยกตัวอย่างเช่น บัญชีอีเมล์ที่เหยื่อจะต้องใช้ติดต่อผู้โจมตีนั้นไม่สามารถใช้งานได้ จนทำให้เหยื่อไม่สามารถถอดรหัสและกู้ข้อมูลที่โดนเล่นงานไปแล้วได้ เป็นต้น

“NotPetyaได้โจมตีอย่างหนักหน่วงและรวดเร็วมากสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจปริมาณมหาศาลเนื่องจากเป็นการทำลายข้อมูลบนคอมพิวเตอร์โดยตรงแบบกู่ไม่กลับ นอกจากนี้ NotPetyaยังหยุดการโจมตีอย่างกระทันหันให้หลังจากเริ่มต้นระบาดเพียงไม่นานนัก” Palotayอธิบาย “เราสงสัยว่า ครั้งนั้นอาชญากรไซเบอร์คงเพียงแค่อยากทดลองอะไรบางอย่าง หรือวัตถุประสงค์จริงไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ แต่เป็นการจงใจสร้างความเสียหายกับข้อมูลอย่างถาวร แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามSophos แนะนำอย่างจริงจังว่าอย่าจ่ายค่าไถ่ให้เจ้าของแรนซั่มแวร์ แล้วปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันที่ดีที่สุดแทน เช่น การสำรองข้อมูล และอัพเดตแพ็ตช์ให้เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ”

เมื่อกลับมามองที่ดาวรุ่งในอดีตอย่าง Cerberที่มีการขายชุดโค้ดของตัวเองในเว็บตลาดมืด ถือว่าเป็นภัยร้ายที่อันตรายอย่างมาก ทั้งนี้เพราะผู้สร้าง Cerberยังคงบริการอัพเดตโค้ดตัวเองให้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจูงใจให้แฮ็กเกอร์วันนาบีนำไปใช้ฟรีโดยเก็บเปอร์เซ็นต์ค่าหัวคิวจากค่าไถ่ที่ได้รับเมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์ล่าสุดของ Cerberแล้ว ทำให้ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือในการโจมตีอย่างเดียว แต่เป็นการแจกอาวุธร้ายให้แก่อาชญากรไซเบอร์ทั่วโลก“โมเดลธุรกิจของเว็บตลาดมืดนี้มีลักษณะคล้ายกับการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่เปิดให้สาธารณะชนระดมทุนเพื่อพัฒนาสินค้า ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของโค้ดได้รับกำไรงามอย่างต่อเนื่องจนเป็นแรงจูงใจให้ขยันอัพเดตโค้ดจนถึงทุกวันนี้” Palotayสรุป

อาชญากรด้านแรนซั่มแวร์ยังคงให้ความสนใจแพลตฟอร์มแอนดรอยด์อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ของ SophosLabsแล้ว ปริมาณการโจมตีลูกค้าของ Sophos ที่ใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560

“แค่ในกันยายนเดือนเดียวนั้น พบว่ามัลแวร์บนแอนดรอยด์ที่ SophosLabsตรวจพบกว่า 30.4 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นแรนซั่มแวร์ทั้งสิ้น ซึ่งเราคาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม” Rowland Yu นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอีกหนึ่งอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecastกล่าวเสริม “สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้แรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ นั้นเชื่อว่าเป็นเพราะสามารถรีดไถเงินจากเหยื่อได้มากกว่าการขโมยข้อมูลผู้ติดต่อ หรือ SMS ไปขาย, การบังคับแสดงโฆษณา, หรือแม้แต่การแฮ็คแอพอีแบงกิ้งแบบแต่ก่อนที่ต้องใช้เทคนิคและความรู้ที่ซับซ้อนกว่า อีกหนึ่งข้อเท็จจริงสำคัญที่พบก็คือ เรามักพบแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ในตลาดแอพที่อยู่นอก Google Play ซึ่งทำให้เราพยายามย้ำให้ผู้ใช้เฝ้าระวังเกี่ยวกับที่มา และตัวตนของแอพที่แท้จริงที่ตัวเองกำลังกดดาวน์โหลดอยู่เสมอ”

ในรายงานของ SophosLabs ฉบับนี้ ยังได้อธิบายถึงการโจมตีแอนดรอยด์สองประเภทที่กำลังแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ อันได้แก่ การล็อกหน้าจอโทรศัพท์โดยไม่ได้เข้ารหัสข้อมูลภายใน กับการล็อกหน้าจอพร้อมทั้งเข้ารหัสล็อกข้อมูลบนเครื่องพร้อมกันด้วย ซึ่งแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ารหาข้อมูลของผู้ใช้ แต่จะใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการล็อกหน้าจอพร้อมข้อความขู่ที่ดูน่าเชื่อถือให้คนสิ้นหวังและยอมโอนเงินค่าไถ่ให้แทน ยิ่งมองที่ความถี่ของการใช้งานสมาร์ทโฟนต่อวันของผู้ใช้ปัจจุบันแล้วยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำเงินเป็นอย่างมาก “Sophos แนะนำให้สำรองข้อมูลบนโทรศัพท์เป็นประจำ ลักษณะเหมือนที่ทำกับบนคอมพิวเตอร์ปกติทั้งนี้เพื่อรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้อีกครั้ง เรามองเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ และจะขึ้นเป็นกลุ่มมัลแวร์บนแพลตฟอร์มอุปกรณ์พกพาที่พบมากที่สุดในปีหน้า” Yu กล่าว

สำหรับรายงานฉบับเต็มพร้อมแผนภาพอธิบายประกอบอย่างละเอียดนั้น สามารถเข้าชมได้ที่ https://www.sophos.com/en-us/en-us/medialibrary/PDFs/technical-papers/malware-forecast-2018.pdf?la=en

ท่านสามารถเยี่ยมชมสำนักข่าว Sophos News สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น การคาดการณ์การระบาดของแรนซั่มแวร์ในปี 2561 ที่จะกระจายครบทุกแพลตฟอร์ม หรือคำถามและคำตอบที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงาน 2018 Malware Forecast เป็นต้น

คิงแมกซ์ ดิจิตอล อิงค์ ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ iKey (ไอคีย์) อุปกรณ์อ่านลายนิ้วมือขนาดเล็กแบบ USB ของค่าย KINGMAX ซึ่งเป็นเสมือนผู้ช่วยเก็บข้อมูลของผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัย iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือ ที่จะช่วยลดปัญหาด้านการรักษาความลับข้อมูลของคุณ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสและถอดรหัสออกมาด้วยปลายนิ้ว ที่ออกแบบและทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์

iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือขนาดพกพา  ผู้ช่วยเก็บข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย

iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือขนาดพกพา  ผู้ช่วยเก็บข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย

โดยทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันรหัสผ่านต่าง ๆ ของผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านสำหรับการบูตเข้าสู่ระบบรหัสผ่านของโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมถึงรหัสผ่านของการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งคุณสามารถใช้ iKey (ไอคีย์) ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ลายนิ้วมือของคุณในการเข้ารหัส/ถอดรหัสของโฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่เก็บเป็นความลับด้วยเวลาเพียง 0.05 วินาที เท่านั้น ด้วยการสแกนกลายนิ้วมือของคุณทำให้คุณไม่เสียเวลาในการทำงาน อีกทั้งยังมีขนาดเล็กพกพาง่ายใช้สะดวก

สำหรับเครื่องอ่านลายนิ้วมือ iKey (ไอคีย์) ยังใช้งานง่าย เป็นเสมือนผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุด เพียงเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กผ่านทางพอร์ต USB จากนั้นตัวช่วยติดตั้งอัตโนมัติจะปรากฏขึ้น ทำตามคำแนะนำเพื่อติดตั้งโปรแกรมและอัพเกรดความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของคุณ อุปกรณ์นี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน “Windows 10 Hello certified” ของไมโครซอฟต์ และยังทำงานร่วมกับ Windows 8/Windows 7 ได้อีกด้วย เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยป้องกันการปลอมลายนิ้วมือทำให้สามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้มากขึ้น ตัวอ่านลายนิ้วมือรองรับการสแกนแบบ 360 องศา คือสามารถอ่านลายนิ้วมือได้จากทุกมุมแล้ว iKey ยังสามารถติดตั้งและจดจำลายนิ้วมือได้ถึง 10 ชุด

ขยายการใช้งานให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัวของคุณได้ อีกทั้งยังปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานทำให้ไม่ต้องกลัวเรื่องการจดจำรหัสผ่านอีกต่อไป โดย KINGMAX iKey อุปกรณ์อ่านลายนิ้วมือแบบ USB พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 960 บาท ผู้สนใจสามารถหาซื้อผ่านช่องทางและตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ ของ KINGMAX และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kingmax.com/en-global/product/product/Model/iKey_Tiny_USB_Fingerprint_Reader

ยุคนี้ต้องยอมรับให้โลกไอทีที่เริ่มต้นด้วย Smartphone และ Tablet รวมไปถึงคอมพิวเตอร์อย่าง PC ด้วย ที่ทำให้นักโปรแกรมเมอร์ออกแบบโปรแกรม LINE ออกมาครอบคลุมหลายแพลตฟอร์มด้วยกันโดยเริ่มจากมือถือ และได้คลอดโปรแกรม LINE PC ออกมา โดยตัว LINE กำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมายจนทำให้การติดต่อสื่อสารยากผ่านการโทรศัพท์ทั่วไป ทำให้การแชทและวีดีโอคอลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งยังสามารถถ่ายรูปเพื่อส่งไปให้ปลายทางเพื่อทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นได้ทันที ทำให้เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจมากๆ อีกตัวหนึ่งเลยทีเดียว

คุยแชท วีดีโอคอล สติ๊กเกอร์แจ่มต้อง โปรแกรม LINE PC โหลดเลย

คุยแชท วีดีโอคอล สติ๊กเกอร์แจ่มต้อง LINE PC โหลดเลย

การแชทคุยกันทำให้สื่อสารกันได้ถูกต้องระดับนึงแล้ว เรายังสามารถวีดีโอคอล (VDO Call) หาปลายทางจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งผ่านโปรแกรมนี้ได้เลย เช่น ผู้ใช้งานจากประเทศไทยวีดีโอคอลไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ฟรี!! เป็นต้น ที่สำคัญของการแชทจากแต่ก่อนใช้สำหรับการทำงาน ปัจจุบันได้นำมาประยุกต์ใช้ทั่วไปมีทั้ง สติ๊กเกอร์ และอิโมติคอนมากมายให้เลือกใช้ได้อย่างสนุกสนาน จนกลายเป้นที่โด่งดังในเรื่องของ โปรแกรมแชท แบบ SocialMedia ที่ดีอีกตัวหนึ่งเหมือนกัน

โปรแกรมนี้ก็ยังมีหลายฟังก์ชั่นที่ไม่สามารถทำบน PC ได้ แต่บางส่วนเท่านั้น โดยก่อนที่จะใช้โปรแกรมคุณจะต้องลงทะเบียนอีเมล์ผ่านสมาร์ทโฟนก่อน (เปิดแอพฯ LINE > Settings > Email Registration) เพียงขั้นตอนสั้นๆ แค่นี้ คุณก็สามารถใช้โปรแกรมแชท LINE PC (LINE for PC) ไปพูดคุยกับเพื่อน บนคอมพิวเตอร์ PC เครื่องโปรดของคุณได้เลย (ดูวิธีการลงทะเบียนด้านล่าง)

โปรแกรมถูกพัฒนาและออกแบบมาให้สามารถใช้งานกันบนระบบปฏิบัติการ Windows ทุกรุ่น หากใครใช้ Windows 8 ขอแนะนำให้ ดาวน์โหลดไปในรูปแบบของ แอพพลิเคชั่นไปเลย รวมถึงใครที่ใช้เครื่อง Mac ก็มีให้ ดาวน์โหลด ไปใช้ไปติดตั้งด้วยเช่นกัน และ เวอร์ชั่นล่าสุด สนับสนุนการใช้งานภาษาไทย เต็มรูปแบบแล้ว ปัจจุบันมีให้โหลดทั้ง iOS, Android, PC และ Mac ทุกเวอร์ชั่น แต่อย่าลืม Register ผ่านมือถือก่อนใช้งานด้วยนะ ไม่งั้นไม่สามารถใช้งานผ่านโปรแกรมที่อยู่ในเวอร์ชั่น PC ได้