หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่สมาร์ทโฟนตระกูล HUAWEI Mate Series ย้ำความเป็นสมาร์ทโฟนระดับนวัตกรรมอย่างแท้จริง ครบเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพลังและก้าวหน้าที่สุดของโลก สมศักดิ์ศรีหนึ่งในสมาร์ทโฟนรุ่นที่คนทั่วโลกตั้งตารอมากที่สุดแห่งปี

เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

· ชิปเซ็ต AI Kirin 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกของโลกที่ผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตร เสริมพลังด้วยสถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 และ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 มอบพลังการประมวลผลจาก AI และประสบการณ์การใช้งานอันเหนือระดับ

40W HUAWEI SuperCharge และ 15W HUAWEI Wireless Quick Charge และแบตเตอรี่ความจุสูง เพื่อการใช้งานยาวนาน และชาร์จเร็วเหนือชั้น และ Wireless Reverse charging ใน HUAWEI Mate 20 Pro ชาร์จแบตให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นได้แบบไร้สาย
· Leica Matrix Camera System สุดล้ำ ด้วยเลนส์ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide ที่ร่วมพัฒนาโดย Leica เพื่อการถ่ายภาพในมุมมองที่กว้างขึ้น และใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้

· กระบวนการผลิตแบบ Hyper Optical Pattern ที่ฝาหลัง สะท้อนและไล่สีสันเหลือบแสงเงา สวยงามสะกดทุกสายตา

· Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแม้มองจากระยะไกล

· ยกระดับประสบการณ์การใช้งานทั้งด้านการทำงานและความบันเทิงให้ง่ายและสะดวกสบายด้วย EMUI 9.0 บนระบบปฎิบัติการ Android P

“HUAWEI Mate 20 Series” มี 4 รุ่น ได้แก่ HUAWEI Mate 20, HUAWEI Mate 20 Pro, HUAWEI Mate 20 X and PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS โดยมีขนาดหน้าจอที่ต่างกัน 3 ขนาด 6.53 นิ้ว 6.39 นิ้ว และ 7.2 นิ้ว ฟีเจอร์เด่นของ HUAWEI Mate 20 Series

ริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนถือเป็นประตูสู่โลกดิจิทัลที่สำคัญ และ HUAWEI Mate 20 Series ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็น ‘เพื่อนรู้ใจ’ ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค นี่คือสมาร์ทโฟนที่พร้อมจะเดินทางไปกับเจ้าของทุกแห่งและคอยเติมเต็มชีวิตของพวกเขาและเพิ่มเติมประสิทธิผลตลอดเส้นทางด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีเลิศ รวมถึงกล้องอัน ทรงพลัง”

ที่สุดแห่งประสิทธิภาพและแบตเตอรี่เหนือชั้น

ชิปเซ็ต Kirin 980 ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตรนั้นมีทรานซิสเตอร์ 6.9 พันล้านตัวอยู่บนชิปขนาดเท่าปลายเล็บมือ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Kirin 970 ชิปเซ็ต Kirin 980 ให้ประสิทธิภาพ CPU สูงขึ้น 75% GPU สูงขึ้น 46% และ NPU 226% ในขณะเดียวกัน CPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 58% GPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% และ NPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 182%

Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกที่ของโลกผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 ชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดนี้จัดเรียงหน่วยประมวลผลเป็น 3 ชั้น เพื่อผสานประสิทธิภาพการประมวลผลและการใช้พลังงานที่ต่ำเข้าด้วยกันให้เหมาะสมกับฟังก์ชั่นในการใช้งานและประหยัดพลังงาน โดยชั้นแรกจะเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่พิเศษ 1 คู่ ถัดมาเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่ 1 คู่ และสุดท้ายคือเป็นหน่วยประมวลผลขนาดเล็ก 2 คู่ Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตแรกของโลกที่ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) ส่งผลให้ AI ในอุปกรณ์มือถือมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ซึ่งรองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 1.4Gbps รวมถึงรองรับการผสานคลื่นความถี่แบบข้ามช่องสัญญาณ และรองรับ Wi-Fi ที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลก ซึ่งสามารถดาวน์โหลดวิดีโอขนาด 2GB ได้ภายใน 10 วินาที ทั้งยังมีเทคโนโลยี AI GPS Satellite Selection ที่สามารถระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแม่นยำ

HUAWEI Mate 20 Series มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานอย่างไร้ขีดจำกัดตลอดวัน โดย HUAWEI Mate 20 มีแบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh ส่วน HUAWEI Mate 20 Pro มีแบตเตอรี่ความจุ 4,200mAh และ HUAWEI Mate 20 X มีแบตเตอรี่ความจุถึง 5,000mAh

นวัตกรรม HUAWEI SuperCharge เป็นนวัตกรรมการชาร์จแบบเร็วที่รองรับกำลังไฟฟ้าได้ถึง 40 วัตต์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อชาร์จ HUAWEI Mate 20 Pro ด้วย HUAWEI SuperCharge สามารถชาร์จได้ 70% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 2,940mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการรับรองความปลอดภัยขั้นสูงสุดจากสถาบัน TÜV Rheinland

นอกเหนือจากการชาร์จแบบใช้สาย HUAWEI Mate 20 Pro ยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายด้วย 15W HUAWEI Wireless Quick Charge โดยสามารถชาร์จได้ 30% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 1,300mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที อีกหนึ่งนวัตกรรมด้านแบตเตอรี่ของ HUAWEI Mate 20 Pro คือ Wireless Reverse Charging ระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย ช่วยให้ผู้ใช้แบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ไปยังอุปกรณ์อื่นที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้ เสมือนเป็นพาวเวอร์แบงก์

HUAWEI Mate 20 X มี HUAWEI Super Cool ระบบหล่อเย็นอันล้ำสมัยที่ใช้กราฟีนและวงจรสำหรับเปลี่ยนอากาศร้อนให้เป็นไอ (vapor chamber) ทำให้ค่าสัญญาณนาฬิกาของทั้ง CPU และ GPU ทำงานด้วยความเร็วสูงสุดเสมอ จึงเล่นเกมที่มีกราฟิกระดับสูงได้ต่อเนื่อง โดยที่ตัวเครื่องไม่ร้อน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำกราฟีนมาใช้ในการลดความร้อนของสมาร์ทโฟน

Leica Matrix Camera System บันทึกภาพในรูปแบบใหม่ ทลายข้อจำกัดของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน

HUAWEI Mate 20 Series มีนวัตกรรมการถ่ายภาพที่ดีที่สุดในสมาร์ทโฟน และก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มเลนส์ Ultra Wide ขนาด 16 mm. จาก Leica สำหรับการถ่ายภาพมุมกว้างโดยเฉพาะ ทั้งยังให้การถ่ายภาพใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้ การถ่ายภาพมาโครและการถ่ายภาพมุมมกว้างช่วยยกระดับนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพของสมาร์ทโฟน และทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 20 Pro ประกอบด้วยเลนส์หลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซล เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และเลนส์เทเลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งทั้งสามเลนส์ประกอบกัน สามารถให้ภาพระยะเทียบเท่าเลนส์ซูม 16-270 mm.

HUAWEI Mate 20 Series ยังมีโหมด AI Portrait Color สำหรับการถ่ายวิดีโอ โดย AI สามารถตรวจจับว่าจุดใดคือมนุษย์และปรับแต่งแสงเพื่อไฮไลท์บุคคลนั้นๆ ในคลิปวิดีโอได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI Spotlight Reel สำหรับตรวจจับคลิปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและสร้างคลิปไฮไลท์สั้นๆ ให้โดยอัตโนมัติได้

ทั้ง HUAWEI Mate 20 Pro และ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS มีระบบปลดล็อคด้วยการจับภาพใบหน้าผู้ใช้งานแบบ 3 มิติหรือ 3D Face Unlock อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 0.6 วินาทีเท่านั้น อีกทั้งยังมีความแม่นยำสูง ช่วยให้ข้อมูลภายในเครื่องปลอดภัย มีโอกาสปลดล็อคผิดพลาดต่ำกว่า 1 ในล้านเท่านั้น โดยทั้งสองรุ่นนี้มีระบบกล้องแบบสามมิติหรือ 3D Depth Sensing Camera System ด้านหน้า สามารถสแกนใบหน้าได้อย่างแม่นยำ จดจำได้แม้รายละเอียดยิบย่อย โดยระบบกล้องนี้ไม่เพียงช่วยตรวจสอบผู้จะใช้งานเครื่องเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มเอฟเฟ็กซ์ในการถ่ายภาพโดยตกแต่งให้ภาพคนดูสวยงามในแบบสมจริงยิ่งขึ้น

EMUI 9.0 เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Series มาพร้อม EMUI 9.0 บนระบบปฏิบัติการ Android P เนื่องจากรองรับอัลกอริทึ่มการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI self-learning algorithms) การจัดสรรทรัพยากรระบบอย่างมีประสิทธิภาพและสอดประสานกันในทุกส่วน ให้ประสบการณ์ “Evergreen” หรือให้สมาร์ทโฟนตอบสนองได้รวดเร็วลื่นไหลตลอดอายุการใช้งาน EMUI 9.0 ได้รับการปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ทั้งหน้าการตั้งค่าที่ใช้งานง่ายขึ้น รองรับการใช้แถบ นาวิเกชั่นแบบแถบสำหรับการเลื่อนนิ้วแทนแบบปุ่มกดบนหน้าจอ ช่วยให้การใช้งานเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นเพราะผู้ใช้งานสามารถเลื่อนนิ้วและแตะแทนการกดได้ EMUI 9.0 ยังทำงานร่วมกับ AI เพื่อยกระดับกระบวนการต่างๆ เช่น การตรวจจับวัตถุหรือการนับแคลอรี่ของอาหารจากการตรวจจับภาพอาหารในคลิปวิดีโอ[1] [2] หรือ 3D Live Object Modeling สำหรับสร้างสรรค์คาแรกเตอร์จำลองแบบอินเตอร์แอคทีฟเพิ่มความสนุกสนานได้

HUAWEI Share 3.0 คือระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่พลิกโฉมวงการ ให้ผู้ใช้งานโอนย้ายไฟล์ระหว่างสมาร์ท โฟนและคอมพิวเตอร์ได้สะดวกด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อใช้ HUAWEI Share 3.0 ผู้ใช้เพียงแค่แตะอุปกรณ์ครั้งเดียวเท่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนสำหรับส่งข้อมูลไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูล ไฟล์ภาพหรือวิดีโอได้ ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกง่ายดาย[3] โดย HUAWEI Share 3.0 ถือเป็นนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ยเท่านั้น

ดีไซน์ล้ำสมัย

HUAWEI Mate 20 Series ทุกรุ่นมาพร้อมหน้าจอ FullView Display ที่มีขอบหน้าจอที่เล็กมาก โดยทุกขนาดหน้าจอสามารถจับถือได้ง่ายในมือเดียว การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของธรรมชาติ ขอบทุกด้านจะมีความโค้งมน สวยงามและจับถือถนัดมือ ส่วนดีไซน์ของ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS สร้างสรรค์อย่างลงตัวด้วยความสปอร์ตของกีฬาแข่งรถและความพรีเมี่ยมหรูหรา จับถือได้อย่างสบาย มั่นใจ และรู้สึกราวกับควบคุม ทุกสิ่งได้ในมือ

Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่

โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยเลนส์กล้อง 3 ตัวและเซนเซอร์อีก 1 ชิ้นอยู่ในกรอบทรงกลมผลิตจากโลหะขัด ดูทันสมัย แข็งแกร่ง และโดดเด่น ด้านหลังของ HUAWEI Mate 20 Series มีพื้นผิวแบบขัดที่ใช้กระบวนการผลิตแบบไฮเปอร์ ออพติคอล แพทเทิร์น ช่วยให้มีเส้นสายสวยงาม ทนทาน ไม่ลื่น และลดรอยนิ้วมือ ดูสะอาดตาแม้จะใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีในสมาร์ทโฟนสี Emerald Green

HUAWEI Mate 20 Series, HUAWEI WATCH GT และ HUAWEI Band 3 Pro จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ในประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

HUAWEI Mate 20 จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 4GB ความจุ 128GB ราคา EUR799

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR849

HUAWEI Mate 20 Pro จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR1049

HUAWEI Mate 20 X จะวางจำหน่ายวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR899

PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS จะวางจำหน่ายวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ โดย

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 256GB ราคา EUR1695

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 512GB ราคา EUR2095

ก็พอจะเข้าใจว่าการทำงานมันมีความกดดันสูงมากๆ ในตัวของทุกเนื้องาน แล้วจะทำอย่างไรดีละเพื่อจะแก้ไขและทำได้อย่างราบรื่น วันนี้แอดมินเลยมีวิธีแก้ไขหากเมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงต้องทำแบบรายละเอียดด้านล่างที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จะได้ทำงานได้อย่างราบรื่นสุดๆ และไม่มีปัญหากับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงเจ้าของออฟฟิสนั้นๆ เลยก็ว่าได้ แม้แต่งานประเภท ฟรีแลนซ์ เองก็ใช้ว่าจะไม่เจอความกดดันเหล่านี้นะจ้ะ

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

1. ศึกษาลักษณะงานที่ทำอย่างถี่ถ้วนเพื่อลดแรงกดดัน

หากความกดดันของคุณเกิดจากเนื้องานและการทำงานของคุณแล้ว วิธีที่จะช่วยลดความกดดันจากการทำงานของคุณได้อย่างดี คือ การศึกษาและเรียนรู้งานที่ทำอยู่อย่างถ่องแท้ รู้ให้ลึก รู้ให้จริง รู้ให้ถี่ถ้วน รู้ให้รอบถึงเนื้องาน ลักษณะงาน ความเป็นไปได้ของปัญหาและวิธีทางแก้ปัญหาจากการทำงานเท่าที่พอจะศึกษาหาข้อมูลได้ เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอยู่อย่างดีแล้ว เราจะเกิดความมั่นใจเวลาปฏิบัติงานมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาหรือสิ่งที่ติดขัดในการทำงาน เราจะสามารถใช้ความรู้ความเข้าใจของเราแก้ปัญหาได้ทีละเปลาะ วิธีนี้จะช่วยป้องกันแรงกดดันจากงานและช่วยลดแรงกดดันได้ในขั้นต้นได้

2. ปรับตัวและเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมงาน

หลายครั้งสาเหตุสำคัญที่สร้างความกดดันให้เกิดขึ้นมาจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง บางคนมีปัญหาปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดและตัดสินใจลาออกในที่สุด บางคนอาจมองว่าการทำงานเป็นสนามแข่งขันที่จะยอมแพ้กันไม่ได้ ซึ่งจะยิ่งสร้างความเครียดและความกดดันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะพนักงานมือใหม่ทางที่ดีควรศึกษาความแตกต่างของเพื่อนร่วมงานของคุณว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคอและวิธีการทำงานเป็นอย่างไร พยายามมองหาข้อดีมากกว่าข้อเสีย สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี พูดคุย ถามไถ่ทุกข์สุขที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว วิธีการปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด คือการส่งยิ้ม ทักทาย และให้ความช่วยเหลือกับเพื่อนร่วมงานของคุณ นับว่าเป็นเสน่ห์ที่คุณไม่ต้องเสียเงินลงทุน แต่รับประกันได้ว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะลดความกดดันได้อย่างดีทีเดียว

3. จัดลำดับความสำคัญของงานอย่างมีประสิทธิภาพ

งานที่หลั่งไหลเข้ามาในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหรือแม้กระทั่งในเวลาเดียวกัน ย่อมสร้างความกังวลใจและความกดดันอย่างมากว่าจะทำงานชิ้นนั้นๆ หรืออีกสิบชิ้นนั้นๆเสร็จหรือไม่  พนักงานมือใหม่หลายคนอาจกำลังประสบกับปัญหานี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท งานที่ล้นมือ ไม่ได้แปลว่าคุณจะจัดสรรไม่ได้ เพียงแต่ต้องนำงานนั้น ๆ มาเรียงลำดับความสำคัญว่างานใดมีความเร่งรีบ มีเดตไลน์จ่อใกล้เข้ามาและส่งผลกระทบมากกว่า ควรทำงานนั้นก่อน การทำ P-D-C-A (Plan-Do-Check-Act) หรือ To do list ในแต่ละวันจะสามารถช่วยคุณได้ ลิสท์นี้จะทำให้เห็นว่าในแต่ละวันมีสิ่งใดที่เราต้องทำและสิ่งใดที่เราทำสำเร็จไปแล้วบ้าง เป็นการช่วยสร้างเป้าหมายในการทำงาน และหากติดขัดใดในการทำงานควรปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันที

4. มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่ดี จะช่วยลดการปะทะ ลดความเครียดในการทำงาน และสร้างอุปนิสัยที่เป็นคนสดใส ร่าเริง ให้คุณสามารถทำงานและปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน การมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตและการทำงานจะทำให้ความกดดันเกิดขึ้นได้ยาก หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การมองปัญหาในมุมบวกจะทำให้คุณหาทางแก้ปัญหาได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และจะสามารถลดแรงกดดันที่รุมเร้าได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง เมื่อมีแรงกดดันเกิดขึ้น ให้มองว่ามันเป็นความท้าทายและเป็นแบบทดสอบที่จะทำให้เราเติบโตและแช็งแกร่ง วิธีคิดนี้จะทำให้เราผ่านความกดดันไปได้ง่ายขึ้น

5. สร้างความสมดุลให้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ถึงแม้ว่างานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เราอยากให้คุณสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้พอเหมาะพอดีกัน work-life balance ที่ดีจะช่วยคลายความเครียดและแรงกดดันจากการทำงาน คุณอาจหาเวลาว่างจากการทำงาน ไปออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก ใช้เวลากับคนรัก พักผ่อน ออกไปใช้ชีวิตให้ครบทุกด้าน เพื่อสร้างภูมิต้านทานจากแรงกดดันจากการทำงาน

6. ปล่อยวาง

บางครั้งความกดดันอาจเกิดจากความคาดหวังที่มาจากตัวคุณเองหรือคนที่รายล้อมรอบตัวคุณ ความคาดหวังว่างานที่ทำต้องออกมาดี สมบูรณ์แบบ ไม่มีความผิดพลาด เป็นเรื่องปกติของคนทำงานทุกคน แต่การทำงานอาจมีอุปสรรคหรือปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้ผลที่ออกมาไม่สำเร็จสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณคาดไว้ เมื่อคุณได้ทำงานหรือแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดแล้วแต่ผลที่ออกมาไม่เป็นดังคาด เราอยากให้คุณปล่อยวาง เอาพลังที่จะมาเครียดกับความกดดันไปใช้ในการทำงานอื่น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกจะดีกว่า

หัวเว่ยตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่ของวงการสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980 จัดงาน “HUAWEI Open Day 2018 | Tech Salon” เจาะลึก “Kirin 980” สุดยอดชิปเซ็ต AI รุ่นล่าสุดอันทรงพลังและชาญฉลาด ที่มาพร้อมกับสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลก ได้แก่ World’s 1st 7nm SoC, World’s 1st Cortex-A76 Based CPU, World’s 1st Mali-G76 GPU, World’s 1st Dual-NPU, World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem และ World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X  ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้สมาร์ทโฟนประมวลผลได้เร็วขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น กล้องถ่ายภาพที่ฉลาดยิ่งขึ้น และรองรับการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้น โดย Kirin 980 จะถูกนำมาใช้ในสมาร์ทโฟนหัวเว่ยเป็นครั้งแรกในรุ่น HUAWEI Mate 20 Seriesที่จะเปิดตัว ณ เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 16 ตุลาคม 2561

หัวเว่ยสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980

หัวเว่ยสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “หัวเว่ยก้าวขึ้นมาสู่การเป็นผู้นำสมาร์ทโฟนระดับโลกได้นั้น เนื่องด้วยการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคในทุกระดับ โดยหัวเว่ยขึ้นเป็นบริษัทระดับโลกที่มีการลงทุนด้าน R&D สูงสุดเป็นลำดับที่ 6 ซึ่งลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016 เป็น 17.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017 ซึ่งมีการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 10-15% ของรายได้ในทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หัวเว่ยยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 15 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์พัฒนานวัตกรรมร่วมกว่า 36 แห่ง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญกว่า 80,000 คนที่ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภคทั่วโลก จากความมุ่งมั่นและทุ่มเทนี้เอง ทำให้หัวเว่ยเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนแรกที่นำเสนอ ‘7 ที่สุดแห่งนวัตกรรม (7 World’s –EST Innovation)’ ได้แก่ World’s Best Smartphone Camera, World’s First Smartphone AI Processor, World’s First Photography Powered by AI, World’s Longest lasting Battery, World’s First Certified Safe Supercharge, World’s Leading 5G Technology, World’s First Bank-grade Security System”

แต่เทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์สำคัญของหัวเว่ยในปีนี้คือ “Kirin 980” ซึ่งเป็นชิปเซ็ตซีรี่ส์สูงสุด (ซีรี่ส์ 9) ในเจเนอเรชั่นที่ 8 ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นล่าสุดมาพร้อมสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลก ได้แก่ World’s 1st 7nm SoC, World’s 1st Cortex-A76 Based CPU, World’s 1st Mali-G76 GPU, World’s 1st Dual-NPU, World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem และ World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X

“Kirin 980” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับชิปเซ็ตของสมาร์ทโฟนหัวเว่ยระดับพรีเมี่ยมแฟล็กชิปเพื่อเพิ่มประสิทธภาพการทำงานและความบันเทิงบนสมาร์ทดีไวซ์ในอนาคต ด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) จะส่งผลให้ AI ในอุปกรณ์มือถือมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น โดยสามารถจดจำรูปภาพได้ 4,500 ภาพต่อนาที หรือสูงกว่า Kirin 970 ถึง 120% นั่นหมายถึงหัวเว่ยสามารถสร้างสรรค์ฟีเจอร์ใหม่ๆ บนสมาร์ทโฟนได้มากมายจากความสามารถด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นนี้ นอกจากนี้ Kirin 980 ยังเพิ่มประสิทธิภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

ด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วย AI Kirin 980 มาพร้อมเทคโนโลยี ISP รุ่นที่ 4 รองรับการประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อนหน้า 46% อีกทั้งยังรองรับนวัตกรรมกล้องถ่ายภาพแบบหลายกล้อง และเลือกจุดปรับความเข้มแสงของภาพเฉพาะจุดเพื่อไฮไลท์องค์ประกอบในเฟรมภาพได้อย่างเหมาะสมที่สุด รวมไปถึงเทคโนโลยีการลด Noise ของภาพโดยไม่ลดทอนรายละเอียดแบบ Multi-pass ส่งผลให้ภาพคมชัดยิ่งขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติการติดตามวัตถุหรือคนที่กำลังเคลื่อนไหวในขณะที่ถ่ายภาพได้แม่นยำถึง 97.4% ช่วยให้ไม่พลาดวินาทีสำคัญ และเพื่อตอบรับ
เทรนด์นิยมในโลกโซเชียลมีเดียในการถ่ายทำวิดีโอ Kirin 980 พัฒนาระบบประมวลผลวิดีโอ โดยสามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเดิม 33%
ด้านประสิทธิภาพ Kirin 980 ขนาด 7 นาโนเมตร ทำให้มีจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อพื้นที่บรรจุ 1 ตารางเซ็นติเมตรสูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนถึง 1.6 เท่าจึงส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่า 20% โดยมีอัตราการใช้พลังงานที่ต่ำลงถึง 40% เมื่อเทียบกับชิปเซ็ตขนาด 10 นาโนเมตร นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยี AI จึงทำให้ Kirin 980 สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับการประมวลผลการทำงานของแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงควบคุมความเร็ว Clock Speed ที่สูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนหน้า ทำให้สามารถเปิดแอพลิเคชั่นได้เร็วกว่า ทำงาน Multitasking ได้ดีกว่า และมีความไหลลื่นในการใช้งานมากกว่า นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งชิปประมวลผลกราฟฟิก Mali-G76 GPU ไว้ใน Kirin 980 เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือชั้น ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผลกราฟฟิกสูงกว่าเดิม 46% และใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
ด้านการสื่อสาร Kirin 980 รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ซึ่งรองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 1.4Gbps รวมถึงรองรับการผสานคลื่นความถี่แบบข้ามช่องสัญญาณ
Kirin 980 ชิปเซ็ตที่จะมาพลิกโฉมอนาคตใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟนด้วยนวัตกรรมสองสมองกล AI เตรียมนำมาใส่ในสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปรุ่นถัดไปของหัวเว่ยที่จะเปิดตัว ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้

เครื่องพิมพ์แบบหน้ากว้าง Flatbed ตัวใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อนำคุณสมบัติเฉพาะทั้งความทนทาน และความง่ายในการใช้งานมาสู่ตลาดพิมพ์วัสดุเพื่องานตกแต่ง (Decoration work) RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ RICOH Pro T7210 ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์บนวัสดุแบบใหม่ ๆ ที่มีความหนาแตกต่างกันได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระเบื้อง วัสดุรองพื้นโต๊ะ วัสดุปูผนังต่าง ๆ โดยใช้เวลาเร็วกว่า และง่ายกว่าเดิม เพิ่มโอกาสสร้างรายได้มากกว่าเดิม นวัตกรรมใหม่นี้เป็นผลมาจากการศึกษาวิจัยของ RICOH มาอย่างต่อเนื่องในการมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก

RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ อุตสาหกรรมใหม่ RICOH Pro T7210

RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ อุตสาหกรรมใหม่ RICOH Pro T7210

“ตลาดงานพิมพ์อุตสาหกรรมได้มีการขยายตัวมากขึ้น พร้อมกับความต้องการการพิมพ์ของลูกค้าอย่างเช่น ปริมาณที่ต้องการน้อยลง ระยะเวลาการพิมพ์และการจัดส่งที่สั้นลง รวมทั้งความต้องการในการออกแบบตามความต้องการของแต่ละบุคคล” กรภัทร วงศ์อนันต์ชัย ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจงานพิมพ์เชิงพาณิชย์ของบริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “RICOH Pro T7210 นี้ตอบโจทย์ดังกล่าวทั้งหมดได้อย่างง่ายดายพร้อมประสิทธิภาพสูง จากความพยายามของ RICOH ที่จะใช้ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทั้งตัวหมึก และหัวพิมพ์ที่เป็นหัวใจของเทคโนโลยี Inkjet ที่จะคิดค้นและเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้แก่ผลิตภัณฑ์และการบริการ”

RICOH ได้นิยามงานพิมพ์เชิงอุตสาหกรรมว่าเป็นการพิมพ์แบบหน้ากว้าง (Wide Format) ซึ่งงานที่พิมพ์ออกมาจะถูกนำไปใช้เป็นส่วนสำคัญของการผลิตสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ เสื้อผ้า วัสดุโลหะต่าง ๆ เครื่องพิมพ์ที่มีความยืดหยุ่นในเรื่องของขนาดงานพิมพ์จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ที่ต้องการผลักดันให้งานพิมพ์เข้ามามีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตสินค้าเหล่านี้ ซึ่ง RICOH Pro T7210 สามารถรองรับวัสุดที่นำมาพิมพ์ได้หนาถึง 4.3 นิ้ว และพื้นที่พิมพ์กว้างถึง 6.9 x 10.5 ฟุต ด้วยพื้นที่พิมพ์ที่กว้างนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานบนแผ่นกว้างมาตรฐานขนาด 4 x 8 ฟุต หรือขนาดแผ่นงานที่แตกต่างกัน เช่น สามารถพิมพ์บอร์ดขนาด 3 x 6 ฟุต จำนวน 3 แผ่นในเวลาเดียวกันได้ คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานบนวัสดุที่ก่อนหน้านี้ อาจถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เกินไปที่จะพิมพ์บนพื้นผิวโดยตรงได้ ทำให้ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน และทรัพยากร

RICOH Pro T7210 มีจุดเด่นที่ความทนทานและการใช้งานที่ง่าย สามารถช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ให้บริการงานพิมพ์ได้เป็นอย่างมาก ด้วยความเร็วในการพิมพ์ที่ 50 ตารางเมตรต่อชั่วโมง หรือ 538.2 ตารางฟุตต่อชั่วโมงสำหรับโหมดงานพิมพ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีตัว Media Gap Adjustment Sensor ที่ทำหน้าที่ตรวจวัดความหนาของวัสดุพิมพ์และปรับระยะหัวพิมพ์อย่างอัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถสับเปลี่ยนวัสดุที่มีความหนาต่างกันได้อย่างง่ายดาย รวมถึงงานพิมพ์ที่ออกมาก็มีความแม่นยำและมีเสถียรภาพสูง แม้จะพิมพ์เป็นครั้งแรกก็ตาม ในขณะที่เทคโนโลยีหมึกยูวี (UV Ink) แบบความหนืดสูง และหัวฉีดแบบ Piezo electric ซึ่งเป็นเอกสิทธ์เฉพาะของ RICOH ทำให้งานพิมพ์ออกมาโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ อายุการใช้งานของหัวพิมพ์ก็ยาวนานขึ้น และง่ายต่อการดูแลรักษาด้วยระบบ One-Touch Maintenance ที่ช่วยให้การบำรุงรักษาเครื่องและหัวพิมพ์ ทำได้ด้วยเพียงแค่การกดปุ่มเพียงแค่ปุ่มเดียว

นอกจากนี้ Ricoh Pro T7210 ยังมาพร้อมด้วยระบบการจัดการทรัพยากรแบบอัจฉริยะ และอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทำให้สามารถผลิตงานจำนวนน้อย หรืองานที่ทำเพียงแค่ชิ้นเดียว (on demand) ในราคาที่ไม่แพงเป็นจริงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นกับผู้ลงทุนในกลุ่มตลาดที่ผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดธุรกิจตกแต่งภายใน ซึ่งให้ความสำคัญกับ “เอกลักษณ์” อันถือเป็นหัวใจของชิ้นงาน

ธุรกิจทุกประเภทต่างถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่ง ๆ หนึ่ง สิ่งนั้นคือ “ผลกำไร” และปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่าธุรกิจนั้น ๆ ได้กำไรหรือไม่ คือความสามารถในการสร้างรายได้ขององค์กรด้วย จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ หรือพนักงาน ฟรีแลนซ์ ที่รับหน้าที่ขายก็เช่นกัน นั่นหมายถึงการได้มาซึ่งยอดขายที่ดีและการเลือกใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกต้องเหมาะสม การวางสินค้าได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และการว่าจ้างพนักงานขายที่มีประสิทธิภาพ พนักงานขายหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าและบริการเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในองค์กร ในฐานะผู้ประกอบการคุณจะใช้วิธีใด ถึงจะว่าจ้างพนักงานขายที่มีฝีมือหรือชักชวนให้เซลส์เก่ง ๆ เข้ามาทำงานในองค์กรของคุณได้มากขึ้น ลองทำตามเคล็ดลับ 5 ข้อที่นำมาฝากดูนะ

จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ

จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ ที่ได้พนักงานแบบตรงเป้า

1. ระบุคุณลักษณะหรือทักษะของพนักงานขายที่คุณต้องการ

การระบุลักษณะหรือทักษะของพนักงานขายในแบบที่องค์กรของคุณต้องการเป็นเรื่องสำคัญในการได้มาซึ่งพนักงานขายที่ใช่ในแบบของคุณ ขั้นตอนนี้มักถูกมองข้ามไปโดยพนักงานฝ่ายบุคคลเพราะความคิดอย่างง่าย ๆ ว่าการรับสมัครพนักงานขายก็แค่หาคนที่ขายของได้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป

หากไม่มีการระบุทักษะหรือคุณลักษณะของพนักงานขายที่จำเป็นที่องค์กรของคุณต้องการก่อนรับสมัครพนักงานเข้ามา อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการได้พนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงตามความต้องการภายในทีม ไม่ตรงกับเป้าหมายในการวางกลยุทธ์ทางการขายในทีมขายของคุณ คุณสมบัติของพนักงานที่ได้มาที่ไม่ตรงกับความต้องการขององค์กรนี้ อาจทำให้พนักงานลาออกจากงานเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนในการว่าจ้างคนในองค์กรสูงขึ้นตามไปด้วย

2. รู้ว่าจะไปหาพนักงานขายเหล่านี้ที่ไหน

การเริ่มค้นหาพนักงานขายโดยการรับสมัครงานและนัดมาสัมภาษณ์งานที่ห้องประชุมขององค์กรอาจเป็นวิธีการธรรมดาที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายซึ่งไม่ผิด แต่สมัยนี้คุณอาจออกไปตามหาเซลส์ตามที่ที่เขาออกตลาดไปขายของ หากคุณสามารถไปเจอตัวพนักงานเหล่านั้นตามที่ที่เขาไปทำงานได้ คุณจะได้ตรวจสอบการทำงานของเขาด้วยตาของคุณเอง ได้เห็นวิธีการขายของเขาว่าจะเหมาะกับองค์กรของคุณที่คุณต้องการหรือไม่

พนักงานฝ่ายบุคคลควรเริ่มต้นวิธีการในเชิงรุกด้วยการหาสถานที่ที่เซลส์เหล่านี้จะไปรวมตัวกันเช่นงานสัมมนา ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงงาน ร้านขายของ หรืออาจจะหาทางทำความรู้จักเขาเหล่านี้ผ่านทางการแนะนำจากลูกค้าที่เซลส์เหล่านี้เคยติดต่องานด้วย พนักงานเหล่านี้จะรู้สึกดีใจที่รู้ว่าองค์กรเป็นฝ่ายออกตามหาตัวเขาและจะยิ่งเพิ่มความสนใจที่จะเข้าไปทำงานให้กับองค์กรที่เห็นค่าเขาและเข้าหาเขาก่อน

3. กลั่นกรองพนักงานขายที่ใช่จากกลยุทธ์ที่เขาใช้ในการขาย

บ่อยครั้งที่ประวัติของพนักงานขายมักมาพร้อมกับเป้าหมายที่จะทำยอดขายให้ได้เท่านั้นเท่านี้ เพื่อดึงดูดความสนใจของว่าที่นายจ้าง พึงระลึกไว้เสมอว่าคุณภาพอาจไม่ได้มาพร้อมปริมาณ เป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายบุคคลและผู้จัดการฝ่ายขายที่มีประสบการณ์ที่จะตั้งคำถามถึงวิธีการหรือกลยุทธ์ที่ผู้สมัครงานใช้ในการพิชิตการขายหรือปิดดีล คำถามนี้จะช่วยในการตรวจสอบว่าวิธีที่เขาใช้นั้นยั่งยืน เหมาะสมถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ และเข้ากันกับกลยุทธ์ของการขายและการตลาดขององค์กรหรือไม่ คำถามนี้ยังช่วยคัดเลือกผู้สมัครงานที่มีแนวโน้มว่าจะมาสมัครงานเพียงเพื่อต้องการได้โบนัสมาก ๆ ก่อนที่จะลาออกไปในเวลาไม่นานหลังจากที่ได้โบนัสหรือค่านายหน้าจากการขายก้อนโตไปแล้วอีกด้วย

4. มีการวางแผนในการถามคำถามอย่างดี

ตำแหน่งงานที่แตกต่างต้องการกลยุทธ์ในการถามคำถามผู้สมัครงานที่ต่างกัน ในการหาพนักงานในตำแหน่งเซลส์นั้น สิ่งสำคัญที่พนักงานฝ่ายบุคคลควรพิจารณาในระหว่างการสัมภาษณ์คือ ความสามารถในการปรับตัว คิดเร็วอย่างมีเหตุผล ความเฉียบคมและฉับไวในการตอบคำถามที่ถูกต้องเหมาะสม

ในขณะสัมภาษณ์งานผู้สัมภาษณ์อาจเพิ่มความท้าทายให้กับผู้สมัครงานด้วยการให้บทบาทสมมติหรือสถานการณ์จำลองในการขาย แทนที่ด้วยการถามตอบแบบเดิม ๆ ที่เคยทำ นำคำตอบของผู้สมัครงานมาตั้งเป็นคำถามเพิ่ม เพื่อกระตุ้นให้ผู้สมัครงานมีการคิดวิเคราะห์และให้คำตอบที่สามารถต่อยอดไปยังความคิดอื่น ๆ ได้ จำไว้ว่าสิ่งสำคัญของกลยุทธ์ในการถามนี้ไม่ใช่คำตอบของผู้สมัครงาน แต่เป็นการพิจารณาความสามารถของผู้สมัครงานหรือวิธีการที่เขาใช้ในการพลิกแพลงแก้สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้กลับมาน่าอภิรมย์ได้อย่างไรต่างหากที่คุณต้องการเห็น

5. ให้ค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ

พนักงานขายไม่จำเป็นต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน บางคนอาจได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี เพราะความต่างนี้จะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่าถ้าเทียบกับการไปเพิ่มกำลังการซื้อของลูกค้าซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ลดลงในอนาคต

นี่คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยบ่งชี้คุณลักษณะของพนักงานขายที่องค์กรของคุณต้องการ ถ้าคุณได้พนักงานขายที่เก่งมาทำงานด้วยแล้ว คุณย่อมต้องการอยากให้เขาอยู่กับคุณให้นานที่สุด เพื่อสร้างความต่างให้กับองค์กรของคุณและเพิ่มแรงดึงดูดในการเรียกพนักงานตัวท็อปให้เข้ามาทำงานกับคุณให้มากขึ้น คุณอาจสร้างระบบค่าตอบแทนที่พิเศษกว่าที่อื่น ๆ ที่สมดุลกันระหว่างค่า Commission กับเงินเดือนหรือสวัสดิการอื่น ๆ การมีระบบค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดจะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลจากการไล่ล่าหาลูกค้า และลดความเสี่ยงของการเหนื่อยล้าจนถึงกับต้องออกจากงานก่อนเวลาอันควรของพนักงานขายได้

คุณลักษณะของพนักงานขายที่ยังหนุ่มยังสาว ไฟแรง มีแพสชั่นและเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงอาจเป็นที่น่าดึงดูดขององค์กรทั่วไป แต่การจ้างพนักงานขายที่มีเพียงประสบการณ์ในการขายอย่างมากแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความต้องการขององค์กรและขาดคุณลักษณะในการขายที่ดีอื่น ๆ อาจทำให้ต้นทุนในการว่าจ้างพนักงานสูงขึ้น และส่งผลต่อรายได้ที่ลดลงขององค์กรในระยะยาว ขอให้คุณคำนึงถึงเคล็ดลับ 5 ประการที่เรานำมาฝากก่อนเลือกพนักงานขายครั้งต่อไป

เสี่ยวหมี่ ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เปิดตัวสามผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดรุกตลาดไทยด้วยเทคโนโลยีคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ ภายใต้ กลุ่ม Mi Ecosystem ที่ให้ประสิทธิภาพสูง มีความคงทน ดีไซน์สุดโดดเด่น พร้อมส่งตรงสุดยอดแห่งเทคโนโลยีให้ทุกคนได้สัมผัส สำหรับผลิตภัณฑ์ล่าสุดนี้ได้แก่ Mi Air Purifier 2S, Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว และ Mi Robot Vacuum ซึ่งทั้งหมดนั้นมาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำในราคาที่จับต้องได้

เปิดตัวสามผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดใน กลุ่ม Mi Ecosystem ครั้งแรกในไทย

เปิดตัวสามผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดใน กลุ่ม Mi Ecosystem ครั้งแรกในไทย

Mi Air Purifier 2S

สุดยอดโซลูชั่นแห่งเครื่องฟอกอากาศในขนาดกะทัดรัด มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงคุณภาพอากาศ อุณหภูมิห้องและความชื้นของสภาพแวดล้อมโดยรอบในแบบเรียลไทม์บนหน้าจอ OLED ในส่วนฐานของตัวเครื่องมีช่องเพื่อรองรับการกรองอากาศจำนวนกว่า 943 ช่อง ในขณะที่ด้านบนจะมีใบพัดที่มีประสิทธิภาพต่อการช่วยระบายอากาศที่สะอาดขึ้นสู่ด้านบน เพื่อให้สามารถตรวจจับคุณภาพอากาศในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ Mi Air Purifier 2S จึงมีเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่สามารถวัดอนุภาคอากาศขนาดเล็กถึง PM2.5 และขนาด 0.3 ไมครอน นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการทำงานได้จากระยะไกลโดยใช้แอปพลิเคชั่น Mi Home ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหรือปิดเครื่อง ดูข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนโหมดการทำงาน (Auto, Sleep และ High Speed) ติดตามการใช้งานของตัวกรอง ตลอดจนตั้งค่าตัวเลือกอัตโนมัติผ่านทางแอปพลิเคชั่นอีกด้วย

Mi Air Purifier 2S พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, ร้านค้า IT และเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ ในราคา 5,990 บาท

Mi Laptop Air 13.3”

Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว นับเป็นแล็ปท็อปอีกรุ่นหนึ่งที่มอบความบางและเบาเป็นพิเศษ ที่มาพร้อมการ์ดจอแยกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการขยายฮาร์ดไดรฟ์ แบบ SSD ในตัวเครื่องสีเทาเข้มและเป็นโลหะทั้งชิ้นด้วยดีไซน์สไตล์ Minimalist ด้วยความหนาเพียง 14.8 มม. และหนักเพียง 1.3 กก. ทั้งยังโดดเด่นด้วยหน่วยประมวลผล Intel 8th Generation Kaby Lake-Refresh Core i5-8250U แบบ quad-core ที่มีอัตราความเร็วสูงสุดที่ 3.4GHz พร้อม 8GB DRR4 RAM จึงช่วยให้การทำงานมีความราบรื่นแม้ในระหว่างการใช้งานหนัก เช่น การแต่งภาพ และเล่นไฟล์วิดีโอ นอกจากนี้ Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว ยังมาพร้อมกับ การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX150 ที่มี 2GB GDDR5 VRAM ซึ่งแทบจะไม่พบในแล็ปท็อปขนาดที่บางเบาเช่นนี้ และด้วยความจุของ SSD PCle ที่มากถึง 256GB จึงยิ่งช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากกว่ากว่าไดร์ฟ SATA ที่นิยมใช้ในแล็ปท็อปทั่วไปถึง 3 เท่า

Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, IT City, Advice และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 35,990 บาท

Mi Robot Vacuum

Mi Robot Vacuum เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดสุดชาญฉลาดที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดเวลาและพลังงานในการทำความสะอาดบ้านได้ในทุกวัน โดยใช้กลไกการทำงานของ LDS (Laser Distance Sensor) และ SLAM (Simultaneous Lacalization and Mapping) ซึ่งช่วยให้ Mi Robot Vacuum สามารถสร้างแผนที่ของสิ่งแวดล้อมโดยรอบเพื่อคำนวณหาเส้นทางเพื่อการทำความสะอาดได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ทั้งยังสามารถสแกนสภาพแวดล้อมได้แบบ 360 องศา สูงสุดถึง 1,800 ครั้งต่อวินาที และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์อื่นๆ เพื่อการสร้างแผนที่ห้องนั้นๆ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง SLAM (Simultaneous Localization and Mapping) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดตำแหน่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในยานพาหนะที่ไม่มีคนขับและยานพาหนะสำรวจ โดยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นนี้จะถูกส่งไปยังหน่วยประมวลผลทั้งสามตัวเพื่อคำนวณเส้นทางการทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดและให้ผลการทำความสะอาดที่ดีที่สุด

Mi Robot Vacuum พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi Store และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 12,990 บาท

เสี่ยวหมี่ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ในลำดับที่ 4 ของโลก และได้นำการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 บริษัท ผ่านระบบนิเวศของลูกค้ากลุ่ม IoT และสินค้าเชิงไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 ล้านชิ้นและยังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโทรศัพท์มือถือจำนวนมากกว่า 10 กลุ่มสินค้าที่ได้กลายเป็นผู้นำในหมวดหมู่ของตนอีกด้วย ทั้งนี้เสี่ยวหมี่ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอย่างรัดกุมในทุกๆ โมเดลสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานที่ใช้งาน MIUI ระบบปฏิบัติการของเสี่ยวหมี่อย่างเป็นประจำทุกเดือนจำนวนถึง 190 ล้านคน สำหรับการใช้งานในนวัตกรรมทั่วไปและบริการอินเทอร์เน็ต

การให้ความสำคัญกับการพิจารณา Cover Letter ช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการคัดเลือกผู้สมัครงานได้มากทีเดียว เพราะการมี เทคนิควิเคราะห์ Cover Letter จะเป็นการสรุปคุณสมบัติ ทักษะ และบุคลิกลักษณะของผู้สมัครและ ฟรีแลนซ์ รวมถึงการดึงเอาจุดเด่นที่สอดคล้องกับตำแหน่งงานออกมานำเสนอ เพื่อเชิญชวนให้ HR เกิดความสนใจ อยากอ่าน Resume ของตนเพราะฉะนั้น การพิจารณา Cover Letter จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในการ คัดเลือกผู้สมัคร

เทคนิควิเคราะห์ Cover Letter เพิ่มความรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิควิเคราะห์ Cover Letter เพิ่มความรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ

ควรจะมองหาอะไรใน Cover Letter

พิจารณา Cover Letter ที่มีการเรียบเรียงเป็นอย่างดี มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าอ่าน Cover Letter ที่ให้ข้อมูลที่น่าสนใจแสดงถึงความตั้งใจของผู้สมัคร
ตัวสะกดและไวยากรณ์ที่ถูกต้องแสดงถึงการเอาใจใส่และให้เวลากับการเขียนจดหมายแนะนำตัวผู้สมัคร
ในทางตรงกันข้ามการสะกดผิดและความไม่เรียบร้อยของ Cover Letter แสดงว่าผู้สมัครไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างความประทับใจให้แก่ HR ด้วยเหตุที่ HR กับ ผู้สมัครยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน Cover Letter จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้สมัครที่จะนำเสนอตัวตนให้ HR ได้รู้จัก
ดังนั้น Cover Letter จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงบุคลิกของผู้สมัคร ว่าเป็นคนละเอียดรอบคอบหรือไม่ รวมถึงสะท้อนความสามารถในการทำงานและความคิดของผู้สมัครผ่านสิ่งที่เขียนได้อีกด้วย

เทคนิคในการพิจารณา Cover Letter

ผู้สมัครควรระบุตำแหน่งที่สมัครให้ชัดเจน ซึ่งควรจะระบุไว้ตั้งแต่ประโยคแรกของจดหมาย แต่ถ้าผู้สมัครไม่ได้ระบุตำแหน่ง และปล่อยให้คุณต้องคาดเดาเอาเอง
อย่าเสียดายที่จะคัดจดหมายฉบับนั้นทิ้งไป
พิจารณาว่าเหตุใดผู้สมัครจึงสนใจสมัครงานในตำแหน่งดังกล่าว เพื่อดูว่าเขามีความคิดอย่างไรต่อการทำงาน
หากตำแหน่งงานที่คุณเปิดรับระบุทักษะเฉพาะ หรือประสบการณ์ หรือความสามารถพิเศษอื่น ๆ คุณควรพิจารณาว่าทักษะ ความสามารถที่ผู้สมัครมีสอดคล้องกับตำแหน่งงานที่คุณเปิดรับหรือไม่
พิจารณาการลงท้ายจดหมายของผู้สมัคร ซึ่งควรแสดงความกระตือรือร้น โดยระบุถึงความคาดหวังที่จะได้รับการติดต่อกลับ เช่น “I look forward to having an opportunity to discuss my qualifications further at your earliest convenience.”
พิจารณา-cover-letterเมื่อคุณได้อ่าน Resume ของผู้สมัคร ขอแนะนำให้คุณกลับมาอ่าน Cover Letter อีกครั้งว่ามีความสอดคล้องกับ Resume หรือไม่ ซึ่งบ่อยครั้งอาจพบสิ่งผิดปกติ เช่น ใน Resume ระบุว่า เคยผ่านงานมาแล้ว แต่ใน Cover Letter กลับระบุว่า กำลังจะสำเร็จการศึกษา ในกรณีเช่นนี้ หากคุณไม่ได้รับการอธิบายถึงประวัติการทำงานในอดีตอย่างชัดเจน ควรมองหาผู้สมัครคนอื่นน่าจะดีกว่า
มีผู้สมัครจำนวนมากที่ยังคิดว่า Cover Letter เป็นเพียงจดหมายปะหน้า จึงไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ใช้เวลาในการเขียนมากเท่าที่ควร แต่ HR มืออาชีพไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาพิจารณาผู้สมัครแม้กระทั่งในเรื่องที่ถูกมองว่าเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะเรื่องเล็กน้อยนั้นสามารถสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการทำงานของผู้สมัครได้ ดังนั้น HR ที่ดี จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการพิจารณา Cover Letter เพื่อคัดเลือกผู้สมัครที่มีประสิทธิภาพอย่างที่องค์กรต้องการ

ในเอเชีย เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น และมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ส่งผลให้เกิดความต้องการจากผู้ให้บริการเฮลธ์แคร์ในภูมิภาคพุ่งสูง ในแง่ของบริการด้านการดูแลรักษาทางแพทย์ด้วย เทคโนโลยีอัจฉริยะ คุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จากรายงานของธนาคารโลกเผยว่า ประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีผู้มีอายุสูงวัยเร็วกว่าภูมิภาคใดในประวัติศาสตร์ โดยมีผู้ที่อายุเกิน 65 ปี คิดเป็น 36 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก (211 ล้านคน) โดยประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถูกพิจารณาว่ามี “ผู้สูงอายุที่ชรามาก” ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่มีประชากรสูงอายุเติบโตเร็วมาก ยังได้แก่ ประเทศจีน อินโดนีเซีย ไทย และเวียตนาม โดยต่อไปในอนาคตก็จะมีเรื่องของโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดความต้องการหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งปกติก็จะถูกจำกัดด้วยงบประมาณและการขาดแคลนทรัพยากรอยู่แล้ว

เทคโนโลยีอัจฉริยะ กับการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยที่ยั่งยืนในเอเชียตะวันออก

เทคโนโลยีอัจฉริยะ กับการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยที่ยั่งยืนในเอเชียตะวันออก

เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรที่สูงวัยมากขึ้น จำเป็นต้องมีการมุ่งเน้นหาทางเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันต้องปรับปรุงเรื่องของความปลอดภัยและความพึงพอใจของผู้ป่วยควบคู่กันไป ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมเข้ากับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ ทั้งนี้ระเบียบวาระการประชุมเรื่อง “ยุทธศาสตร์ระดับโลกเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์เพื่อการดูแลสุขภาพ : คนทำงานในปี 2030” (Global Strategy on Human Resources for Health: Workforce 2030) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้การสนับสนุนนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและเสริมสร้างระบบสุขภาพแห่งชาติในยุค “บิ๊กดาต้า” ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลในปัจจุบัน ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยมากกว่าอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วไปถึง 3 เท่า จึงนับเป็นการเพิ่มภาระด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการออกแบบสิ่งก่อสร้างแห่งใหม่ หรือ การขยายโรงพยาบาลก็ตาม สิ่งอำนวยความสะดวกในสถานดูแลสุขภาพและโรงพยาบาล ต่างต้องเผชิญกับภาวะแรงกดดันที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยทรัพยากรที่น้อยลง นอกจากนี้สิ่งสำคัญคือการพิจารณาการลงทุนในเทคโนโลยีโซลูชันด้านเฮลธ์แคร์อย่างรอบคอบ เพื่อมอบคุณภาพการดูแล ความปลอดภัยของคนไข้ การรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาล ตลอดจนผลลัพธ์จากการทำงานของพนักงานในโรงพยาบาลได้ดียิ่งขึ้น

สร้างอนาคต กับโรงพยาบาลที่พร้อม

โรงพยาบาลที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีที่สุด จะต้องรองรับการนำอุปกรณ์ทันสมัยที่ซับซ้อนมาใช้งาน เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบบิวด์-อิน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ และความล้มเหลวทางเทคนิค อีกทั้งต้องจัดให้มีพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยในการรักษาพร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ในการทำงาน ซึ่งคำตอบก็คือระบบโครงสร้างดิจิทัลของเฮลธ์แคร์ ที่เรียกว่า EcoStruxure™ for Healthcare (อีโคสตรัคเจอร์สำหรับเฮลธ์แคร์) ซึ่งใช้เทคโนโลยีล่าสุด ได้แก่ 1) การเชื่อมต่อและความฉลาดแบบฝังตัว 2) การควบคุมแบบอัจฉริยะ การบริหารจัดการ และระบบอัตโนมัติ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด 3) การบริการดิจิทัลบนคลาวด์ ทั้งนี้ EcoStruxure for Healthcare จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นระบบประสาทส่วนกลางของโรงพยาบาล โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงช่องว่างระหว่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีส่วนปฏิบัติการ (OT) ใน 3 ระดับ ได้แก่ การเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ควบคุมและการมอนิเตอร์ รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นและการวิเคราะห์ ทั้งนี้เพื่อสร้างประสิทธิภาพได้ตลอดทั่วทั้งองค์กร เป็นการสร้าง “ความพร้อมสำหรับอนาคต” ให้โรงพยาบาล

การรวมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการเพิ่มศักยภาพด้านการสื่อสารระหว่างระบบงานดั้งเดิมที่แตกต่างกัน นำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมให้ผลตอบแทนจากการลงทุน จากการเชื่อมต่ออุปกรณ์ของโครงสร้างพื้นฐาน หรือ อินทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) เช่น เซ็นเซอร์อุณหภูมิ มิเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมอาคารในระบบอัตโนมัติ อุปกรณ์ระบบระบุพื้นที่แบบเรียลไทม์และอื่น ๆ โดยอุปกรณ์ที่ให้ความสามารถด้าน IoT เหล่านี้ ให้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ระบบควบคุมและสมองกลแบบฝังตัว ให้ความสามารถในการมอนิเตอร์และควบคุมการทำงานผ่านคลาวด์ ตลอดจนการวิเคราะห์ขั้นสูง ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ โดยข้อมูลที่รวบรวมผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น โซลูชันที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางคลินิกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแชร์สถานะการใช้ห้องผู้ป่วยและห้องผ่าตัด ด้วย ระบบบริหารจัดการอาคาร (Building Management System หรือ BMS) ซึ่งจะตั้งค่าห้องเพื่อให้สามารถกำหนดค่าการทำงานล่วงหน้าสำหรับระบบปรับสภาวะอากาศที่เหมาะสม (HVAC) รวมไปถึงแสงสว่างระหว่างที่ห้องว่าง เพื่อการประหยัดพลังงานในช่วงที่ห้องไม่มีการใช้งาน ทั้งนี้ ระบบบริหารจัดการอาคารจะจัดการระบบต่างๆ ให้กลับสู่การทำงานตามปกติ เมื่อได้รับการแจ้งเตือนว่าผู้ป่วยจะกลับมา หรือในเวลาที่ห้องถูกกำหนดให้รักษาสภาพแวดล้อมในระดับที่เหมาะสมสำหรับการรักษาและดูแลให้ผู้ป่วยได้รับความพึงพอใจ

ในประเทศสิงคโปร์ มีตัวอย่างที่น่าสนใจถึงวิธีการทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถให้บริการด้านสุขภาพเติบโตและสนองความต้องการของผู้ป่วย เห็นได้จากการนำโซลูชั่นการจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Infrastructure Management หรือ DCIM) ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มาใช้ในระบบนวัตกรรมดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrated Healthcare Innovation Systems หรือ IHIS) ซึ่งโซลูชันดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนวัตกรรมดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ เป็นไพร์เวทคลาวด์ด้านสุขภาพ หรือ H-Cloud ถูกพัฒนาเพื่อแทนที่ไซโลไอทีรุ่นเก่าและเป็นแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นรองรับการเกิดภัยพิบัติ สำหรับเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 6 ระบบสุขภาพในภูมิภาคของประเทศสิงค์โปร์ ทั้งนี้การประเมินที่จัดทำขึ้นอย่างอิสระโดย PwC ชี้ให้เห็นว่าระบบคลาวด์ด้านสุขภาพ จะช่วยประหยัดเงินได้หลายล้านเหรียญสหรัฐในช่วงสิบปีข้างหน้า กลุ่มโรงพยาบาลแต่ละแห่งจะลดค่าใช้จ่ายลงได้เกือบ 55 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับค่าใช้จ่ายตามปกติทั่วไปภายในปี 2568

ปรับปรุงการดูแลผู้สูงอายุและให้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น

โรงพยาบาลกับการเดิมพันที่สูง 1) การเข้าถึงไฟฟ้า หรือ ไฟฟ้าดับ หมายถึงความแตกต่างระหว่าง ความเป็น และความตาย และมีต้นทุนเฉลี่ยมากว่า 1 ล้านเหรียญ สำหรับโรงพยาบาล 200 เตียง 2) อุบัติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย และการติดเชื้อในโรงพยาบาล ยังคงคร่าชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่ามีผู้ป่วยติดที่เชื้อในโรงพยาบาลในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 7 – 46 เปอร์เซ็นต์

ข่าวดีก็คือถ้ามีการป้องกันที่เหมาะสม จะสามารถลดอุบัติการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยและการติดเชื้อในโรงพยาบาล ตลอดจนความผิดพลาดทางการแพทย์และพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยได้

การทดสอบระบบจ่ายไฟฟ้าและระบบจ่ายไฟฉุกเฉินแบบอัตโนมัติ ช่วยลดผลกระทบจากความผิดพลาดของมนุษย์ โรงพยาบาลสามารถเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วยและลดความเสี่ยงทางการเงินจากความผิดพลาด และการฟ้องร้องจากการเสียชีวิต นอกจากนี้ระบบอัตโนมัติยังช่วยให้แน่ใจว่าถึงการดำเนินการที่สอดคล้องตามกฎระเบียบ รวมถึงการออกรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับและกฎระเบียบ

เพื่อลดความจำเป็นในการดูแลบุคลากร และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการดำเนินงาน โรงพยาบาลสามารถใส่ความเป็นอัจฉริยะเข้าไปในระบบระบายอากาศ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนไข้ รวมถึงเรื่องการซ่อมบำรุงที่เหมาะสม ระบบอัจฉริยะดังกล่าวจะสามารถมอนิเตอร์ และดูแลได้โดยอัตโนมัติ ทั้งเรื่องความชื้น การระบายอากาศ ความดันอากาศ รวมไปถึงการกรองอากาศแบบ HEPA (High-efficiency particulate absorption) ในแบบเรียลไทม์ พร้อมมั่นใจถึงการควบคุมระบบเหล่านี้ได้ตามข้อกำหนดด้านการออกแบบ

สำหรับผู้ให้บริการเฮลธ์แคร์แล้ว การมอบประสบการณ์การมีส่วนร่วมของคนไข้ ในเชิงบวก และการให้บริการคุณภาพสูงนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ตัวอย่างเช่น รายได้ประจำปีของโรงพยาบาล 120 ล้านเหรียญ ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย และทำให้เห็นถึงรายได้ประจำปีที่เพิ่มขึ้นมา จากประมาณ 2.2 ล้านเหรียญ เป็น 5.4 ล้านเหรียญ

ความปลอดภัยของผู้ป่วย เริ่มที่รากฐานเป็นอย่างแรก ทั้งรากฐานทางกายภาพของระบบอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล เมื่อคนเราเริ่มชรา และประสบปัญหาโรคเรื้อรังมากมายมายรุมเร้า จำเป็นต้องอาศัยกระบวนทัศน์ใหม่ในการดูแลรักษาทั้งในโรงพยาบาล คลินิก รวมถึงที่บ้าน

ในงานปฏิบัติการส่วนหน้า ต้องทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในเฮลธ์แคร์ ทำงานได้ดีขึ้นและฉลาดมากขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในขณะที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานสามารถปลดล็อคอุปสรรคในเรื่องของเงินทุน โดยช่วยให้โรงพยาบาลมีกำไรมากขึ้น หรือเพื่อนำไปใช้สนับสนุนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือ เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ป่วยให้ครบทุกองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลอย่างมากในการลดต้นทุน และช่วยปรับปรุงในเรื่องของการยึดถือคนไข้เป็นศูนย์กลาง (patient-centric) ได้อย่างจริงจัง โดย 54 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารด้านเฮลธ์แคร์ได้จัดอันดับในเรื่องประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญสามอันดับแรก เช่นเดียวกับความพร้อมของโซลูชั่นอัตโนมัติ ที่ให้ศักยภาพด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเฮลธ์แคร์อัจฉริยะ ซึ่งโรงพยาบาลที่พร้อมสำหรับอนาคต อาจกลายเป็นความจริงที่แพร่หลายภายในไม่ช้า แทนที่จะเป็นแค่แนวคิดเชิงทดลอง

การนำระบบโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชั่นอันชาญฉลาดมาใช้ จะช่วยให้ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกมีรากฐานที่มั่นคงในการปฏิรูปอนาคตด้านสุขภาพและการดูแลทางสังคมให้กับผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เชื่อว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะคือคำตอบ และเป็นโซลูชันที่ทำให้องค์กรด้านเฮลธ์แคร์สามารถประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่วันนี้

งานประชุมสุดยอดความมั่นคง ทางการรักษาความปลอดภัยในระบบชำระเงินของวีซ่า ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Visa Asia Pacific Security Summit) เน้นย้ำถึงความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยในระบบการชำระเงิน ในขณะที่ภูมิภาคกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการชำระเงินรูปแบบดิจิตอลของโลก

งานประชุมสุดยอดความมั่นคง ทางการรักษาความปลอดภัยในระบบชำระเงิน

งานประชุมสุดยอดความมั่นคง ทางการรักษาความปลอดภัยในระบบชำระเงิน

การขยายตัวของแหล่งชุมชน หรือ Urbanization และจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสองปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดันให้การชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยครึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในหัวเมืองหลัก และมากกว่าสองในสาม (1.3 ล้านราย) จาก 1.9 พันล้านรายในเอเชียแปซิฟิกเข้าสู่อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน[1]

เอเชียแปซิฟิก มียอดปริมาณการชำระเงินมากถึง 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ในปัจจุบันมากกว่าครึ่ง (55 เปอร์เซ็นต์) ของการทำธุระกรรมการชำระเงินในรูปแบบของเงินสด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีเงินกว่า 6.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นการชำระเงินในรูปแบบดิจิตอล[2]

ในขณะที่นวัตกรรมใหม่ๆได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการสร้างเสริมประสบการณ์การชำระเงินที่ดีให้กับผู้บริโภค แต่กระนั้นก็ตาม กุญแจสำคัญในการทำให้การชำระเงินในรูปแบบดิจิตอลนั้นขยายวงกว้างออกไปคือการผนวกความปลอดภัยเข้ากับการใช้งานที่สะดวก ยิ่งระบบนิเวศของระบบการชำระเงินเติบโตเร็วเท่าใด ความปลอดภัยยิ่งต้องเข็มแข็งขึ้นเท่านั้น ในขณะเดียวกันต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการใช้งานต่อทั้งร้านค้าและผู้บริโภค

มร.โจ คันนิ่งแฮม ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการความเสี่ยงของวีซ่า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในอดีตนั้นความปลอดภัยในระบบการชำระเงินกับความสะดวกในการใช้งานเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกันในทางปฏิบัติ แต่ในปัจจุบันเรามาถึงจุดที่การรักษาความปลอดภัยถูกฝังอยู่ในกระบวนการ ความปลอดภัยนอกจากจะมาพร้อมกับความสะดวกสบายแล้ว ยังจะสร้างให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆได้อีกด้วย”

“วีซ่ามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างให้ระบบปฏิบัติการของเรามีความปลอดภัยในระดับสูงสุด และผลักดันให้อุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก อาทิ ชิพการ์ด (อีเอ็มวี) โทเคนไนเซชั่น (Tokenization) และการเข้ารหัสข้อมูลแบบพ้อยท์ ทู พ้อยท์ (point-to-point encryption)”

สำหรับในประเทศไทยร้อยละ 75 ของการทำธุรกรรมยังคงเป็นในรูปแบบเงินสด[3] อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนของผู้บริโภคที่ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น และเทคโนโลยีที่รองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส (contactless payment) ที่แพร่หลายกว่าเดิม จะช่วยให้การชำระเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น การชำระเงินในซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านกาแฟ โรงภาพยนต์ เป็นต้น

วีซ่ายังช่วยเสริมความสำคัญของการใช้วิธีการตามมาตรฐานสำหรับนวัตกรรมใหม่ๆ และใช้หลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกันเพื่อเสริมความปลอดภัย สร้างความน่าเชื่อถือ และการทำงานร่วมกันอีกด้วย

“วีซ่ามุ่งสนับสนุนแนวทางการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนของระบบนิเวศสามารถใช้ประโยชน์ และทำงานร่วมกันได้ นอกจากนั้นเราต้องการสร้างความรับรู้ถึงมาตรฐานที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศการชำระเงินสามารถปรับเปลี่ยนและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดได้ง่ายขึ้น” มร.คันนิ่งแฮม กล่าวปิดท้าย

คริส คลาร์ก ประธานบริหาร ของวีซ่า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเปิดงานประชุมสุดยอดความมั่นคงทางการรักษาความปลอดภัยในระบบชำระเงินของวีซ่า ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Visa Asia Pacific Security Summit) ณ ประเทศสิงคโปร์ ด้วยหัวข้อเรื่อง อนาคตของระบบชำระเงิน

เอลเลน ริชชี่ รองประธานกรรมการ และ ประธานคณะเจ้าหน้าที่การบริหารความเสี่ยงของวีซ่า บรรยายถึงภาพรวมระบบการชำระเงินในมุมมองด้านความเสี่ยงระดับโลก (Payment System Landscape – A Global Risk View) ณ งานประชุมสุดยอดความมั่นคงทางการรักษาความปลอดภัยในระบบชำระเงินของวีซ่า ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“ธนาคารไทยพาณิชย์” มุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อยกระดับ SCB EASY (เอสซีบี อีซี่) โมบายแบงก์กิ้ง แอปพลิเคชัน สู่การเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลสานต่อแนวคิด “แฮปปี้ ทรานแซคชั่น” (Happy Transaction) สร้างความรู้สึกดีๆ ในทุกครั้งที่ทำธุรกรรมการเงินผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ล่าสุดเปิดตัวแคมเปญใหม่ “SCB EASY Freenomenon” มัดใจลูกค้าด้วยการเป็นธนาคารแรกที่ยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการเงิน 5 ประเภทยอดฮิต ได้แก่ 1. โอนข้ามเขต 2. โอนต่างธนาคาร 3. เติมเงินต่างๆ 4. จ่ายบิล 5. กดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขต ผ่านแอปพลิเคชัน “SCB EASY” โอน จ่าย เติม กด ฟรีหมด ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม เป็นต้นไป

เปิดตัวแคมเปญ SCB EASY Freenomenon ปรากฏการณ์แห่งมิตรภาพครั้งสำคัญ

เปิดตัวแคมเปญ SCB EASY Freenomenon ปรากฏการณ์แห่งมิตรภาพครั้งสำคัญ

รวมถึงการจับ Emotional Touch สร้างภาพลักษณ์ การจดจำ และความชื่นชอบในกลุ่มเป้าหมาย ผ่านคาแรคเตอร์ “มานี” ที่สื่อถึงมิตรภาพ ความสดใส เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นตัวแทนของ SCB EASY ที่เป็นเหมือนเพื่อนคอยอยู่เคียงข้าง และเป็นทุกอย่างเพื่อคุณเสมอ โดยได้นางเอกชื่อดังแห่งยุค “เบลล่า ราณี” ขึ้นแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของ SCB EASY ที่จะมาสวมบทบาทเป็น “เบลล่า มานี” ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “มานี สตอรี่” ตั้งเป้าเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ทางการเงินได้อย่างครบวงจร มั่นใจเพิ่มจำนวนการดาวน์โหลด และยอดผู้ใช้งาน SCB EASY กว่า 10 ล้านรายภายในปีนี้พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเต็มรูปแบบ

นายธนา โพธิกำจร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสาย Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวทางการดำเนินงานในด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งของธนาคารไทยพาณิชย์ในปีนี้ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมต่อ ทุกสังคมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกรูปแบบ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และข้อมูลเป็นหลัก ในอีก 3 ปีข้างหน้า ดังนั้นในปีนี้ธนาคารจึงมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาและสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ บนแอปพลิเคชัน SCB EASY อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้แนะนำบริการและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ทุกเดือน อาทิ “SCB EASY Digital Lending” บริการด้านสินเชื่อผ่านโมบายแบงก์กิ้ง และบริการ SCB EASY E-Marketplace เช่น “SCB EASY Gifts” (ให้ของขวัญ) สิ่งเล็กๆ แต่แทนความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ โดยการส่งของขวัญ หรือโอนเงิน เพื่อมอบความพิเศษในวันดีๆ อย่างวันตรุษจีนกับอั่งเปาดิจิทัลแบบที่เงินสดไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเลขมงคลที่เป็นจุดทศนิยม และฟีเจอร์ล่าสุด “SCB EASY Movies” “#เป็นตั๋วหนังเพื่อคุณ” ที่ธนาคารได้จับมือกับ “เอส เอฟ” ซื้อตั๋วหนังผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุค 4.0 ที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ และนิยมซื้อตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในการเชื่อมต่อกับคู่ค้า เราได้สร้าง Partner API platform เพื่อช่วยในการเชื่อมต่อระบบกับคู่ค้าได้อย่างมีมาตรฐานที่เสถียรและรวดเร็ว ทั้งนี้ แอปพลิเคชัน SCB EASY ยังมีบริการด้านบัตรเครดิตอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด ใช้งาน อายัด ปลดล็อค แลกของรางวัลด้วยคะแนนสะสม รวมทั้งสแกนชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR และซื้อขายกองทุน โดยหักชำระจากบัตรเครดิต เป็นต้นนอกจากนี้ SCB EASY ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น บริการสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน การเพิ่มวงเงินในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางโมบายแบงก์กิ้งได้สูงสุดในตลาด รวมทั้งบริการแจ้งเตือนจ่ายบิลบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และตั้งเวลารายการโอนล่วงหน้า”

“หลังจากที่ได้ปรับโฉม SCB EASY และยกเครื่องแพลตฟอร์มใหม่เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารมียอดลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 3 แสนรายต่อเดือน ปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานอยู่ที่กว่า 6.5 ล้านราย มียอดใช้งานแอคทีฟ กว่า 75% และมีจำนวนธุรกรรมผ่าน SCB EASY เฉลี่ย 150 ล้านธุรกรรมต่อเดือน โดยธุรกรรมสามอันดับแรกที่ลูกค้า ใช้บริการมากที่สุด คือ โอนเงิน, เติมเงิน, และจ่ายบิล”

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์เดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ “Going Upside Down” (กลับหัวตีลังกา) เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์การเป็น ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด (The Most Admired Bank) ด้วยการทำให้ธนาคารกลายเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Bank as a platform) ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมที่สุด โดยยึด 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ “ดีขึ้น-เร็วขึ้น-ถูกขึ้น” (Better-Faster-Cheaper) ล่าสุด ธนาคารได้เปิดตัวแนวคิดทางการตลาดใหม่ที่จะสร้างปรากฏการณ์แห่งมิตรภาพครั้งสำคัญกับ “SCB EASY Freenomenon” ที่เป็นการสานต่อแนวคิด “แฮปปี้ ทรานแซคชั่น” (Happy Transaction) มุ่งสร้างความรู้สึกดีๆ ในทุกครั้งที่ทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ด้วยการเป็นธนาคารแรกที่ยกเลิกค่าธรรมเนียมเมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY ใน 5 ธุรกรรมยอดฮิตของคนยุคดิจิทัล ได้แก่ 1. โอนข้ามเขต 2. โอนต่างธนาคาร 3. เติมเงินต่างๆ 4. จ่ายบิล 5. กดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขต ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม เป็นต้นไป โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารได้ส่งบริการ SCB Connect บน LINE แพลตฟอร์มที่ช่วยแจ้งเตือนทุกความเคลื่อนไหวของบัญชี ทุกรายรับ รายจ่าย ฟรีตั้งแต่บาทแรก ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าของธนาคารอย่างดีมียอดผู้ใช้งานเกือบ 2 ล้านราย นับเป็นบริการที่เติบโตเร็วที่สุดของธนาคาร”

“ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเสมือนภาคต่อที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของ “เอสซีบี อีซี่” สู่ความ “เฟรนด์ลี่” (From Easy to Friendly) มากขึ้น และถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของธนาคารที่เราต้องการลบภาพจำแบบเดิมๆ ว่าธนาคารจะต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเป้าหมายในอนาคตของเราคือการทำให้ธนาคารกลายเป็นแพลตฟอร์ม ดังนั้นธนาคารยุคใหม่จึงต้องเข้าถึงได้ง่าย และมีความเป็นมิตรต่อทุกคน “SCB EASY Freenomenon” ในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการปูทางให้ธนาคารก้าวไปสู่การเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกันและพร้อมเป็นทุกอย่างเพื่อทุกไลฟ์สไตล์การเงินแห่งยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง”

ธุรกรรมทางการเงินยอดฮิตของคนยุคดิจิทัล ที่จะมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมเมื่อทำผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY มีรายละเอียดดังนี้

การโอนเงินข้ามเขตธนาคาร ที่สามารถทำได้อย่างไม่จำกัดและไม่มีค่าธรรมเนียม ซึ่งปกติจะฟรีค่าธรรมเนียมเพียง 5 รายการต่อเดือน ต่อบัญชี และรายการต่อไป รายการละ 10 บาท
การโอนเงินไปบัญชีต่างธนาคาร ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถโอนเงินไปธนาคารใดก็ได้ในประเทศไทยอย่าง
ไม่จำกัดและไม่มีค่าธรรมเนียม ซึ่งปกติจะมีค่าธรรมเนียมรายการละ 25 สำหรับการโอนตั้งแต่ 0 – 20,000 บาท รายการละ 35 บาทสำหรับการโอนมากกว่า 20,000 – 50,000 บาท
การเติมเงิน (Top-up) ต่างๆ เช่น การเติมเงินโทรศัพท์ระบบเติมเงิน กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet)
การเติมเงินอีซี่พาส (Easy Pass) หรืออื่นๆ ที่โดยปกติจะมีค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างร้านค้า
การจ่ายบิล เช่น การจ่ายบิลค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า รวมถึงค่าภาษี ที่โดยปกติจะมีค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างร้านค้าเช่นเดียวกัน
การกดเงินโดยไม่ใช้บัตรข้ามเขตธนาคาร บริการใหม่ล่าสุด โดยปกติจะมีค่าธรรมเนียม 25 บาทต่อรายการหากเป็นการกดเงินสดผ่านบัตร ATM ข้ามเขตธนาคาร

“ในส่วนของการสร้างภาพลักษณ์ การจดจำ และความชื่นชอบในกลุ่มเป้าหมายนั้น ธนาคารได้เตรียมแผนสื่อสารการตลาดแบบ 360 องศา ภายใต้งบการตลาด 40 ล้านบาท โดยเราได้นำเอา Emotional Touch ในเรื่องของความเป็นมิตรมาเป็นจุดตั้งต้นผ่านการสร้างคาแรคเตอร์ “มานี” เพื่อเป็นตัวแทนของ SCB EASY เพราะมานีเป็นตัวแทนของ “ความง่าย” (EASY) เป็นหนังสือแบบเรียนของเด็กไทยที่ใช้ภาษาสื่อสารแบบง่ายๆ ที่เด็กป.1 ก็สามารถเข้าใจได้เหมือนกับ SCB EASY ที่ง่ายต่อการใช้งาน และ “มานี” ยังเป็น “เพื่อน” คนแรกๆ สมัยเราเข้าเรียนชั้นประถมที่คอยเป็นเพื่อนและมีสิ่งดีๆ มาบอกเราตลอด ดังนั้น “มานี” จึงเป็นโลกของความสดใส เป็นมิตร ไม่ซับซ้อน โดยครั้งนี้เราได้ “เบลล่า – ราณี” มาสวมบทบาทเป็น “เบลล่า มานี” ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “มานี สตอรี่” คุณเบลล่าเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่มีความสดใส และได้รับการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง เราจึงมั่นใจว่าคุณเบลล่าจะสามารถ่ายทอดคาแรคเตอร์มานีในยุคดิจิทัล ออกมาได้อย่างน่าสนใจ และเป็นเสมือนตัวแทนแอปพลิเคชัน SCB EASY ที่มีความ Easy & Friendly ที่คอยอยู่ข้างๆ คุณ และเป็นทุกอย่างเพื่อคุณเสมอ”

“ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งเป้าหมายในการเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ทางการเงินในยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจร โดยมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนการดาวน์โหลดและยอดผู้ใช้งาน SCB EASY กว่า 10 ล้านรายภายในปีนี้ พร้อมมุ่งสู่วิสัยทัศน์การเป็น The Most Admired Bank หรือ “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” ภายในปี 2020” นายธนา เธียรอัจฉริยะ กล่าวทิ้งท้าย