แคมเปญ ‘Happy Chinese New Year 2019’ นำสินค้าสินค้ากลุ่มคอนซูเมอร์ทั้ง Lenovo All-In-One, Lenovo IdeaPad, Lenovo Yoga, Lenovo Miix, และ Lenovo Legion มาเอาใจคอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน๊ตบุ๊ค พร้อมคืนกำไรให้ลูกค้าทุกท่าน ด้วยการมอบของสมนาคุณมากมายอย่าง ออร์กาไนเซอร์สำหรับจัดเก็บสิ่งของบนโต๊ะเดสก์ท็อป, หูฟังไร้สาย JBL แบบ In-Ear, Lenovo ออฟติคอลเม้าส์, บัตรของขวัญจาก Lotus, เมาส์ไร้สาย Lenovo, และกระเป๋าเป้ขนาด 15.6 นิ้ว เมื่อลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์โน๊ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์ของเลอโนโวที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2562

เลอโนโว จัดโปรพิเศษฉลองปีหมูทอง พร้อมรับของสมนาคุณมากมาย

ไฮไลท์โปรสุดพิเศษ จัดโปรพิเศษฉลองปีหมูทอง

· เมื่อซื้อ Lenovo Yoga C930 รับฟรี หูฟังไร้สาย JBL แบบ In-Ear มูลค่า 1,990 บาท เปิดตัวในงาน IFA ครั้งล่าสุด Lenovo Yoga C930 คือโน๊ตบุ๊คสำหรับผู้ที่กำลังมองหาอุปกรณ์การทำงานที่ยืดหยุ่น ด้วยหน้าจอที่ต่อกันถึง 2 จอ และสามารถพับได้ 360 องศา เครื่องมาพร้อมชิปประมวลผล 8th Gen Intel® Core i7 ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ RAM 16GB และการรับประกัน 2 ปี ในราคา 65,990 บาท

· เมื่อซื้อ Lenovo Legion Y530 รับฟรี Lenovo เกมมิ่งเมาส์ มูลค่า 690 บาท

Lenovo Legion Y530 คือโน๊ตบุ๊คสำหรับสายเกม เพื่อประสบการณ์การเล่นที่แตกต่าง มาพร้อมชิปประมวลผล 8th Gen Intel® Core i5 ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ RAM 8GB การ์ดจอ NVIDIA Geforce GTX1050Ti และการรับประกัน 2 ปี ในราคา 24,990 บาท

· เมื่อซื้อ Lenovo IdeaPad 330S ในระบบปฏิบัติการ Windows 10 รับฟรีเม้าส์ไร้สาย Lenovo 300 Wireless Compact Mouse

Ideapad 330S คือโน๊ตบุ๊คที่บางเบา แต่ทรงประสิทธิภาพ เครื่องมาพร้อมขอบจอบางเฉียบเพียง 5.7 มิลลิเมตรให้ความทันสมัยและสวยงาม ระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 ทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นทั้งสำหรับการทำงานและเอ็นเตอร์เทนเม้นท์

สำหรับลูกค้าที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คแบบ 2-in-1 ที่มีดีไซน์โดดเด่น อย่างตระกูล Miix เลอโนโวได้จัดของสมนาคุณไว้ให้โดย เมื่อซื้อ Lenovo Miix 520 ในราคาเริ่มต้นที่ 37,990 บาท รับฟรี หูฟังไร้สาย JBL แบบ In-Ear

ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มองหาคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสเปคครบครัน ในราคาเริ่มต้นแบบย่อมเยาเพียง 17,490 บาท สำหรับ Lenovo All-In-One 520 ชิปประมวลผล 8th Gen Intel® Core i3 และ Lenovo All-In-One 520 ชิปประมวลผล 8th Gen Intel® Core i5 ในราคาเริ่มต้นที่ 21,990 บาทพร้อมรับฟรี ออร์กาไนเซอร์สำหรับจัดเก็บสิ่งของบนโต๊ะเดสก์ท็อป

เพิ่มความคล่องตัวในการทำงานและไลฟ์สไตล์ในเครื่องเดียวด้วย Lenovo ตระกูล Yoga เมื่อซื้อ Lenovo Yoga 530 ที่มาพร้อมชิปประมวลผล 7th Gen Intel® Core i3 รับฟรี เมาส์ไร้สาย Lenovo 300 Wireless Compact Mouse และลูกค้าที่ซื้อ Lenovo Yoga 530 ที่มาพร้อมชิปประมวลผล 8th Gen Intel® Core i5 รับฟรี กระเป๋าเป้ Backpack ขนาด 15.6″ นิ้ว และลูกค้าที่ซื้อ Lenovo Yoga S730 รับฟรี หูฟังไร้สาย JBL แบบ In-Ear

ส่วนลูกค้าที่ต้องการเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเทพ อย่างตระกูล Legion เมื่อซื้อ Lenovo Legion Y530 ที่มาพร้อมชิปประมวลผล 8th Gen Intel® Core i7 ในราคาเริ่มต้นที่ 38,990 บาท รับฟรี กระเป๋าเป้ Lenovo Recon Gaming ขนาด 15.6″ นิ้ว

ผู้สนใจสามารถแวะชมและสอบถามเกี่ยวกับโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์เลอโนโวได้ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 มีนาคม 2562 หรือติดตามรายละเอียดกิจกรรม และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-787-3066 หรือ https://www.lenovo.com/th/th/

ถ้าคุณเลือกสมัครอยู่แค่งานที่คุณมีคุณสมบัติครบเท่านั้น อาจทำให้เสียโอกาสได้งานที่ดีไปก็ได้ ยกเว้น พวกงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างงานด้านสุขภาพ, งานวิทยาศาสตร์ และงานด้านกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว ถ้าไม่ใช่งานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้านอย่างงานพวกนั้น ส่วนมากแล้วเราจะมีทักษะกว้างกว่าที่คิดไว้ซะอีก อย่างพวกทักษะการนำเสนองาน, ทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือทักษะการพูกในที่สาธารณะ เป็นต้น พวกนี้เป็นทักษะที่สามารถปรับใช้ให้เข้ากับการทำงานต่าง ๆ ได้ เป็นทักษะที่มีอยู่แล้วตัวทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะดึงทักษะพวกนี้ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับการทำงานได้มากกว่ากันเท่านั้นเอง

      เป็นหน้าที่ของผู้สมัครงานเช่นคุณ ที่จะแสดงให้บริษัทที่คุณจะสมัครงานด้วยเห็นว่า คุณควรค่ากับการร่วมงานด้วยกับบริษัทเขามากแค่ไหน และนำเสนอทักษะและความสามารถของคุณให้น่าสนใจ แค่คุณ “มีคุณสมบัติไม่ถึง” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีสิทธิ์ได้งาน มีวิธีทำให้มีสิทธิ์ได้งาน ทั้ง ๆ ที่คุณสมบัติไม่ถึงมาแนะนำ
  1. พยายามขายทักษะและประสบการณ์ที่คุณมี ให้สอดคล้องกับงานที่จะสมัคร ทักษะและประสบการณ์ที่คุณต้องมีในการสมัครงาน ไม่จำเป็นต้องได้มาจากการทำงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานนั้น ๆ เสมอไป แต่อาจมาจากกิจกรรมนอกเวลาที่ทำตอนเรียน, การทำงานเป็นอาสาสมัคร, การฝึกงาน หรือแม้แต่การทำงาน Part-time ก็ได้ จากงานสำรวจในปี 2016 ของบริษัท Deloitte พบว่า ประสบการณ์ที่ได้จากงานอาสาสมัครอาจมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมทักษะความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นทักษะที่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จหลายคน “ต้องมี” จากผลสำรวจยังช่วยยืนยันความคิดที่ว่าการใส่ประสบการณ์การทำงานเป็นจิตอาสาในเรซูเม่ยังจะช่วยดึงดูดให้นายจ้างสนใจในตัวคุณมากขึ้นอีกด้วย ประเด็นคือ อย่าจำกัดตัวเอง ว่างานไหนที่มีคุณสมบัติไม่ถึง คุณสมบัติไม่ครบ หรือไม่สอดคล้องก็ปล่อยผ่านไป ไม่ลองสมัครดู คุณควรมองภาพรวมก่อนว่าคุณสมบัติที่ต้องการในประกาศงานจริง ๆ แล้วต้องการอะไรเป็นสำคัญ และคุณมีมันหรือไม่มี ถ้ามีก็ลุยได้เลย พยายามขายทักษะและประสบการณ์ที่คุณมี ให้สอดคล้องกับงานที่จะสมัครที่สุด รับรองว่าคุณก็มีสิทธิ์ได้งาน
  2. ทำยังไงก็ได้ให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณอยากร่วมงานด้วยจริง ๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองยังขาดประสบการณ์และทักษะทางเทคนิคสำหรับงานนั้น ๆ อยู่ คุณสามารถแสดงความกระตือรือร้นและแพสชั่นของคุณผ่านการสร้างสรรค์เรซูเม่สุดครีเอทีฟได้ด้วยเหมือนกัน มีตัวอย่างเคสนึงที่ไอเดียดี คือ Nina Mufleh ต้องการสมัครงานกับ Airbnb เธอได้แนบรายงานเกี่ยวการตลาดการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการวิเคราะห์ความท้าทายและโอกาสของ Airbnb ในการขยายสาขา ไปกับการสมัครงานของเธอด้วย นอกจากที่เธอค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว เธอยังออกแบบและทำเว็บไซต์ที่ใช้ในการสมัครงานและใส่ข้อมูลรายงานต่าง ๆ นั้นขึ้นมาอย่างสวยงาม ทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าเธออยากร่วมงานด้วยกับ Airbnb จริง ๆ
  3. มีภาพลักษณ์ตัวตนในโลกออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ เรซูเม่ของคุณอาจจะสะดุดตาทำให้ว่าที่นายจ้างคุณเกือบจะเลือกคุณแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าเกือบ 100% พวกเขาต้องลองเอาชื่อของคุณไปเสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเติมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แน่ ๆ อย่างน้อยเพื่อความสบายใจก่อนที่จะเรียกคุณเข้าไปสัมภาษณ์งาน แต่บางคนที่ไม่ค่อยมีข้อมูลของตัวเองอยู่ในโลกออนไลน์หรือโซเชี่ยลมีเดีย ก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะรอดตัว เขาอาจมองว่าคุณเป็นคนโลว์เทคและล้าสมัยไปซะอย่างนั้นเลย อีกแง่หนึ่ง หากคุณเปิดเผยตัวตนของคุณมากเกินไปหรือชอบโพสท์ทุกอย่างที่ควรจะเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณอยู่ตลอดเวลาก็อาจไม่เป็นที่ปลื้มปริ่มของนายจ้างบางแห่งเช่นกัน จะเป็นการดีที่สุดที่คุณจะรู้จักการวางตัวให้เป็นในโลกออนไลน์ รู้กาละเทศะและอะไรควรไม่ควรในการโพสท์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้ดูเป็นคนที่น่าเชื่อถือและอยู่เป็นในโลกของการทำงาน วิธีที่ง่ายที่สุดที่คุณสามารถทำได้คือการสร้างเว็บไซต์หรือบล็อกส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการทำงานหรือผลงานที่ผ่านมาของคุณโดยเฉพาะ ซึ่งคุณสามารถใช้เว็บไซต์หรือบล็อกนี้แทนเรซูเม่ได้เลยในยุคนี้ แต่ถ้าคุณสร้างเว็บไซต์เองไม่เป็น เดี๋ยวนี้เค้าก็มีแบบสำเร็จรูปให้เลือกใช้กันแบบง่าย ๆ อยู่
  4. มองว่าโอกาสนี้เป็นความท้าทายของคุณ อย่างที่ได้บอกอยู่บ่อย ๆ ว่า การมองภาพรวมหรือมองภาพใหญ่นั้นเป็นเรื่องสำคัญ อย่างในกรณีที่คุณมีคุณสมบัติไม่ถึงนี้ การพยายามขายความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องสำคัญกว่าความสามารถที่คุณมีในปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่มีความคิดก้าวหน้าจะเปิดใจมากพอที่จะเห็นคุณค่าข้อนั้นในตัวคุณ แทนที่จะจ้างคนที่มีประสบการณ์ที่ทำงานแบบเดิม ๆ มาแล้ว 5 ปี ซึ่งอาจจะหมดไฟและไม่มีแรงบันดาลใจแล้วก็เป็นได้ อยากให้คุณโฟกัสไปที่ความกระตือรือร้น หมั่นฝึกฝนทักษะต่าง ๆ รักษาประวัติการทำงานให้ดี และมีจรรยาบรรณในอาชีพเพื่อแสดงมุมมองใหม่ ๆ ที่คุณจะสามารถนำเข้ามาสู่ทีมได้ ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนงาน ทำไมคุณไม่ลองใช้โอกาสนี้ในการก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนและตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นดู เหมือนที่บทความของ Fast Company ได้กล่าวไว้ว่า “กฎข้อแรกของการเติบโตในอาชีพคือ ถ้าคุณสมัครงานในตำแหน่งที่คุณมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วล่ะก็ เป้าหมายที่คุณตั้งมันก็อาจจะดูต่ำไป ให้มองว่างานใหม่เป็นโอกาสในการเติบโตในอาชีพได้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการรู้ดีอยู่แล้ว ผู้ประกอบการไม่ต้องการจ้างคนที่มีความสามารถเพรียบพร้อมมาตั้งแต่ต้น เพราะคนเหล่านั้นอาจตันได้เมื่อเวลาผ่านไป แต่เขาจะเลือกจ้างคนที่สามารถพัฒนาศักยภาพ พร้อมเรียนรู้และฝึกฝนจนกลายเป็นคนที่เก่งยิ่งขึ้นได้”
  5. มีผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพในสายงานที่จะสมัครมาช่วยเป็นบุคคลอ้างอิง การที่คุณมีผู้หลักผู้ใหญ่ในสายงานที่คุณจะสมัครเป็นที่รู้จัก จะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่คุณอาจไม่คิดว่าจะมีได้ การอ้างถึงหรือคำแนะนำในแง่บวกจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือในสายงานที่คุณต้องการทำ จะเป็นใบเบิกทางชั้นดีที่ทำให้คุณได้รับความน่าเชื่อถือและความสนใจจากผู้ประกอบการ วิธีนี้เป็นวิธีการที่ง่ายแต่ได้ผลที่จะทำให้คุณเอาชนะอุปสรรคก้าวแรกในการสมัครงานที่คุณสมบัติไม่ถึง

HID Global® ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการระบุและยืนยันตัวตน เผยโฉมเครื่องพิมพ์บัตรประจำตัวระบบ retransfer รุ่นใหม่ที่ให้ความเร็วในการพิมพ์สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดย HID Global เปิดตัว HDP6600 High Definition Printer/Encoder เป็นได้ทั้งเครื่องพิมพ์/เครื่องเข้ารหัสความละเอียดสูง ช่วยร่นเวลาในการพิมพ์บัตรประจำตัวใบแรกลงถึงครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มปริมาณงานโดยรวมเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์บัตรรุ่นอื่นๆ เครื่องพิมพ์ใหม่รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดทั้งเวลา ต้นทุน และพลังงาน

เครื่องพิมพ์ HID FARGO HDP6600 เป็นเครื่องพิมพ์ระบบ retransfer เจนเนอเรชั่นที่ 6 ภายใต้แบรนด์ FARGO ของ HID ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในบรรดาเครื่องพิมพ์บัตรประจำตัว ทั้งนี้ HID Global ได้ปรับแนวคิดการพิมพ์ระบบ retransfer และทำการ reengineering เครื่องพิมพ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ได้ปริมาณการพิมพ์และคุณภาพที่สูงขึ้น ทั้งยังช่วยลดต้นทุนของ การพิมพ์บัตรต่อใบ และมอบประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีที่สุดในบรรดาเครื่องพิมพ์ระดับเดียวกัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความน่าเชื่อถือระดับผู้นำในอุตสาหกรรมของ HID ด้วยเหตุนี้ เครื่องพิมพ์ใหม่นี้จึงดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น ต้นทุนโดยรวมลดลง และมีความยืดหยุ่นที่สามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้มากขึ้น

HID ประสบความสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาเครื่องพิมพ์บัตรที่ให้ความเร็วสูงอย่างน่าทึ่งโดยการผนวกเทคโนโลยี iON™ “instant on” ที่อยู่ระหว่างการขอจดสิทธิบัตรเข้ากับความก้าวหน้าอื่นๆ เพื่อสร้างระบบการพิมพ์ฟิล์มที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับกระบวนการพิมพ์บัตรระบบ retransfer วิธีการที่ไม่เหมือนใครนี้ช่วยร่นเวลาที่ใช้ในการพิมพ์บัตรใบแรกไปอยู่ที่ 60 วินาที ซึ่งถือว่าต่ำสุดในอุตสาหกรรมนี้ ลดเวลาการรอระหว่างพิมพ์บัตรรวมทั้งปีโดยเฉลี่ยสูงสุดถึง 20 ชั่วโมงสำหรับบัตรทั่วไปและบัตรเคลือบ ในขณะเดียวกันก็ให้ปริมาณงานโดยรวมสูงถึง 230 ใบต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ วิธีการดังกล่าวยังช่วยลดความจำเป็นในการใช้ระบบลูกกลิ้งความร้อนแบบต่อเนื่อง (continuous transfer roller heating) จึงช่วยเพิ่มทั้งความน่าเชื่อถือพร้อมลดการใช้พลังงาน สำหรับโครงการขนาดใหญ่ การใช้เครื่องพิมพ์ใหม่นี้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ผู้ใช้ได้หลายพันดอลลาร์ต่อปี

“ด้วยเครื่องพิมพ์ HID FARGO HDP6600 นี้ HID Global ได้สร้างนิยามใหม่ของนวัตกรรมเทคโนโลยี retransfer” ลีเหว่ยจิน ผู้อำนวยการประจำภูมิเอเชียแปซิฟิกภาคฝ่าย Secure Issuance ของ HID Global กล่าว “เรามองหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีนี้ด้วยมุมมองใหม่ๆ เพื่อนำเสนอคุณสมบัติและขีดความสามารถที่เป็นที่ต้องการสูงจากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และลูกค้าในแวดวงอุดมศึกษา เครื่องพิมพ์ HID FARGO HDP6600 ไม่เพียงพิมพ์บัตรได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจนน่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงโฉมหน้าใหม่ในเรื่องการพิมพ์บัตรระบบ retransfer”

ข้อดีอีกอย่างของเครื่องพิมพ์ HID FARGO ใหม่ ก็คือ คุณภาพของภาพและสีบนบัตรประจำตัวแต่ละใบ ความละเอียด 600 DPI ของเครื่องพิมพ์ HDP6600 บวกกับกระบวนการทำ color panel registration ที่แม่นยำช่วยให้ได้ตัวอักษรที่คมชัดกว่าเดิม บาร์โค้ดที่ชัดเจนขึ้น และสีสันสดใสยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใช้dithering technique ในการให้สีและสร้างภาพ ซึ่งเครื่องพิมพ์เหล่านั้นทำได้เพียงสร้างภาพที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับระบบใหม่นี้เท่านั้น

เครื่องพิมพ์รุ่นนี้ใช้สถาปัตยกรรมแบบ multi-tasking ที่รองรับโดยหน่วยความจำระดับกิกะไบต์เพื่อช่วยให้การพิมพ์บัตรมีความรวดเร็วขึ้นและพิมพ์ได้ในปริมาณที่มากขึ้น และได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถเข้าถึงและซ่อมบำรุงช่องทางเดินบัตร (card path) และฟิล์ม รวมถึง ribbon drawer assemblies ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์บัตร HDP6600 ยังเป็นระบบ field-upgradable ที่สามารถอัพเกรดได้ง่ายด้วยชิ้นส่วนแบบโมดูลที่เลือกได้ ซึ่งได้แก่ card flattener, dual-side flipper และเครื่องเข้ารหัส (encoder) ทั้งแบบแถบแม่เหล็ก (magnetic) สัมผัส (contact) และไม่สัมผัส (contactless) รวมทั้งทางเลือกสำหรับโปรแกรมเมอร์ในการเข้ารหัสข้อมูลระบบควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพ (physical access control system)

เครื่องพิมพ์รุ่นนี้จะวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ผ่านทางตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ HID

หัวเว่ยฉลอง เปิด Huawei Experience Store ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เอาใจแฟนหัวเว่ยโดยเฉพาะ จัดกิจกรรมพร้อมรับของสมนาคุณสุดพิเศษ พร้อมลุ้นรับบัตรกำนัลมูลค่าสูงสุด 3,000 บาท ณ HUAWEI Experience Store สยามพารากอน เพียงวันเดียวเท่านั้น!

ลุ้นรับบัตรกำนัลมูลค่าสูงสุดถึง 3,000 บาท พร้อมร่วมสนุกเพื่อรับรางวัลกับกิจกรรม Lucky Draw

        เพียงเข้าร่วมงานเปิดตัว Huawei Experience Store ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก สาขาสยามพารากอน ในวันที่ 21 ธันวาคม วันเดียวเท่านั้น พิเศษ! ท่านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานจะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 3,000 บาท ท่านที่ 2 – 50 จะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท และสำหรับท่านที่ 51 – 200 จะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 500 บาท*(หมายเหตุ* โดยบัตรกำนัลสามารถใช้แทนเงินสดได้เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย ราคาตั้งแต่ 9,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 ใบเสร็จภายในงาน ณ วันที่ 21 ธันวาคมเท่านั้น)

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ถ่ายภาพ ณ Huawei Experience Store สาขา สยามพารากอน และโพสต์ลงบนเฟสบุ๊ก พร้อมติดแฮชแท็ก #HuaweiSiamParagon และ #BiggestofAsiaPacific รับสิทธิ์หมุนวงล้อนำโชคเพื่อลุ้นรับของรางวัลที่หัวเว่ยขนทัพมาแบบจัดเต็ม อาทิ Bluetooth Speaker รุ่น AM08, HUAWEI Body fat Scale, Travel Bag, Business Casual Backpack, Tripod Af14 และ Baseball Cap เฉพาะวันที่ 21 ธันวาคมเท่านั้น

มอบของสมนาคุณและโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ 4 รุ่น

HUAWEI Mate 20 Pro สี Twilight (150 เครื่องแรก) : รับฟรีทันที! HUAWEI Band 3 Pro และ HUAWEI Active Noise Canceling Earphone 3 (มูลค่ารวม 4,980 บาท) พร้อมรับประกันเครื่องถึง 3 ปีเต็ม และประกันหน้าจอ 1 ปี นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ในการแลกซื้อ Fujifilm Instax Share SP-3 Printerในราคาพิเศษเพียง 999 บาท และรับส่วนลด 5% สำหรับการซื้อ HUAWEI Accessory
HUAWEI P20 Pro (200 เครื่องแรก) : จัดหนักไปกับหูฟังพรีเมี่ยมรุ่น AM61 (มูลค่า 1,990 บาท)พร้อมมอบการรับประกันตัวเครื่องยาวนานถึง 3 ปี
HUAWEI Nova 3 series (300 เครื่องแรก) : รับฟรีของสมนาคุณตอบโจทย์ความบันเทิง Bluetooth Speaker (มูลค่า 1,290 บาท)
HUAWEI Matebook X Pro (50 เครื่องแรก) : พกพาสะดวกแบบสมาร์ทกับของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Custom Leather Case, HUAWEI Backpack, HUAWEI Bluetooth Mouse และ Screen Protection (มูลค่ารวม 11,470 บาท) พร้อมขยายการรับประกันตัวเครื่องให้เป็น 2 ปีเต็ม และรับสิทธิพิเศษผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 10 เดือน

มาแบบจัดใหญ่จัดเต็มขนาดนี้!! อย่าลืมชวนเพื่อนๆ ไปร่วมเป็นสักขีพยานพร้อมร่วมลุ้นบัตรกำนัลและของรางวัลต่างๆ มากมายจากหัวเว่ยได้ในวันที่ 21 ธันวาคม วันดีวันเดียว ณ Huawei Experience Store สาขา สยามพารากอน เท่านั้น

ไทคอนจับมือเอสทีที ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ในระหว่างขออนุมัติการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เพื่อดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม จับมือ “เอสทีที จีดีซี” บริษัทชั้นนำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์จากสิงคโปร์ในสัดส่วนการลงทุน 51:49 ตามลำดับ เผยเตรียมร่วมกันพัฒนาออกแบบและสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกบนที่ดินขนาดพื้นที่กว่า 15 ไร่ ย่านรามคำแหงใจกลางกรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ประเทศไทย 4.0 และแผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จะมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีส่วนทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทย (GDP) ในปี 2570 เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 ขณะเดียวกันการใช้บริการคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยไม่รวมประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการเติบโตประจำปี (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 32.58 ในระหว่างปี 2559 ถึงปี 2564 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของระบบดิจิทัลและการนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจจะส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถของศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยและภูมิภาค

นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นถึงศักยภาพของตลาดในการขยายธุรกิจให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิถีชีวิตชุมชนเมืองตามแนวคิดเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ทั้งนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบดิจิทัลของศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความทันสมัยคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้เราก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่อย่างเต็มตัว เราจึงมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ เอสทีที จีดีซี ซึ่งถือเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการผนึกความแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัทจะช่วยให้เราสามารถส่งมอบบริการเพื่อตอบสนองแผนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลของลูกค้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ด้าน นายโสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “เราได้ดำเนินธุรกิจตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทยด้วยบริการด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานระดับสากลมานานกว่า 28 ปี การร่วมทุนในครั้งนี้จะช่วยขยายการบริการด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีของไทคอนให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่มุ่งเน้นส่งมอบบริการในฐานะผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เรามั่นใจว่าด้วยประสบการณ์การให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมของเราที่มีมาอย่างยาวนาน ตลอดจนความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงในระดับโลกของ เอสทีที จีดีซี ในการพัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์จะสามารถประสานความร่วมมือในการทำงานและเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยได้”

ด้าน มร. บรูโน่ โลเปซ ประธานเจ้าหนาที่บริหารกลุ่ม เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ กล่าวว่า “ความคืบหน้าของการดำเนินธุรกิจร่วมกันครั้งนี้นับเป็นการรุกตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยครั้งแรกของเอสทีที จีดีซี โดยจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำทั่วโลก เรามั่นใจว่าความเชี่ยวชาญในการออกแบบ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตลอดจนการดำเนินงานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ให้ได้มาตรฐานสูงสุด ซึ่งเราให้บริการกระจายตามตลาดหลักๆ ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ จีน อินเดียและอังกฤษ เมื่อผสานความเชี่ยวชาญของไทคอนที่มีความเข้าใจตลาดและความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยเป็นอย่างดี จะทำให้เราสามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย และมีส่วนช่วยสร้างการเติบโตทางด้านดิจิทัล รวมถึงเสริมให้ลูกค้าตระหนักถึงความสำคัญของนโยบายประเทศไทย 4.0”

สำหรับในเฟสแรกจะใช้งบประมาณกว่า 7,300 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนาและรองรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Hyperscale ทางบริษัทฯ ได้เริ่มพัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 15 ไร่ในย่านรามคำแหงใจกลางกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างอาคารได้ภายในกลางปี 2562 และจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการแก่ผู้ประกอบการทุกแวดวงธุรกิจได้ในปี 2563

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่สมาร์ทโฟนตระกูล HUAWEI Mate Series ย้ำความเป็นสมาร์ทโฟนระดับนวัตกรรมอย่างแท้จริง ครบเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพลังและก้าวหน้าที่สุดของโลก สมศักดิ์ศรีหนึ่งในสมาร์ทโฟนรุ่นที่คนทั่วโลกตั้งตารอมากที่สุดแห่งปี

เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

เปิดตัว HUAWEI Mate 20 Series อีกขั้นของนวัตกรรมอัจฉริยะ

· ชิปเซ็ต AI Kirin 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกของโลกที่ผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตร เสริมพลังด้วยสถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 และ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 มอบพลังการประมวลผลจาก AI และประสบการณ์การใช้งานอันเหนือระดับ

40W HUAWEI SuperCharge และ 15W HUAWEI Wireless Quick Charge และแบตเตอรี่ความจุสูง เพื่อการใช้งานยาวนาน และชาร์จเร็วเหนือชั้น และ Wireless Reverse charging ใน HUAWEI Mate 20 Pro ชาร์จแบตให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นได้แบบไร้สาย
· Leica Matrix Camera System สุดล้ำ ด้วยเลนส์ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide ที่ร่วมพัฒนาโดย Leica เพื่อการถ่ายภาพในมุมมองที่กว้างขึ้น และใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้

· กระบวนการผลิตแบบ Hyper Optical Pattern ที่ฝาหลัง สะท้อนและไล่สีสันเหลือบแสงเงา สวยงามสะกดทุกสายตา

· Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแม้มองจากระยะไกล

· ยกระดับประสบการณ์การใช้งานทั้งด้านการทำงานและความบันเทิงให้ง่ายและสะดวกสบายด้วย EMUI 9.0 บนระบบปฎิบัติการ Android P

“HUAWEI Mate 20 Series” มี 4 รุ่น ได้แก่ HUAWEI Mate 20, HUAWEI Mate 20 Pro, HUAWEI Mate 20 X and PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS โดยมีขนาดหน้าจอที่ต่างกัน 3 ขนาด 6.53 นิ้ว 6.39 นิ้ว และ 7.2 นิ้ว ฟีเจอร์เด่นของ HUAWEI Mate 20 Series

ริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนถือเป็นประตูสู่โลกดิจิทัลที่สำคัญ และ HUAWEI Mate 20 Series ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็น ‘เพื่อนรู้ใจ’ ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค นี่คือสมาร์ทโฟนที่พร้อมจะเดินทางไปกับเจ้าของทุกแห่งและคอยเติมเต็มชีวิตของพวกเขาและเพิ่มเติมประสิทธิผลตลอดเส้นทางด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีเลิศ รวมถึงกล้องอัน ทรงพลัง”

ที่สุดแห่งประสิทธิภาพและแบตเตอรี่เหนือชั้น

ชิปเซ็ต Kirin 980 ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตรนั้นมีทรานซิสเตอร์ 6.9 พันล้านตัวอยู่บนชิปขนาดเท่าปลายเล็บมือ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Kirin 970 ชิปเซ็ต Kirin 980 ให้ประสิทธิภาพ CPU สูงขึ้น 75% GPU สูงขึ้น 46% และ NPU 226% ในขณะเดียวกัน CPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 58% GPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% และ NPU ใช้พลังงานน้อยลงถึง 182%

Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกที่ของโลกผลิตโดยใช้สถาปัตยกรรม CPU Cortex-A76 ชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดนี้จัดเรียงหน่วยประมวลผลเป็น 3 ชั้น เพื่อผสานประสิทธิภาพการประมวลผลและการใช้พลังงานที่ต่ำเข้าด้วยกันให้เหมาะสมกับฟังก์ชั่นในการใช้งานและประหยัดพลังงาน โดยชั้นแรกจะเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่พิเศษ 1 คู่ ถัดมาเป็นหน่วยประมวลผลขนาดใหญ่ 1 คู่ และสุดท้ายคือเป็นหน่วยประมวลผลขนาดเล็ก 2 คู่ Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ตแรกของโลกที่ประกอบด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) ส่งผลให้ AI ในอุปกรณ์มือถือมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ซึ่งรองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 1.4Gbps รวมถึงรองรับการผสานคลื่นความถี่แบบข้ามช่องสัญญาณ และรองรับ Wi-Fi ที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลก ซึ่งสามารถดาวน์โหลดวิดีโอขนาด 2GB ได้ภายใน 10 วินาที ทั้งยังมีเทคโนโลยี AI GPS Satellite Selection ที่สามารถระบุพิกัดตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแม่นยำ

HUAWEI Mate 20 Series มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานอย่างไร้ขีดจำกัดตลอดวัน โดย HUAWEI Mate 20 มีแบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh ส่วน HUAWEI Mate 20 Pro มีแบตเตอรี่ความจุ 4,200mAh และ HUAWEI Mate 20 X มีแบตเตอรี่ความจุถึง 5,000mAh

นวัตกรรม HUAWEI SuperCharge เป็นนวัตกรรมการชาร์จแบบเร็วที่รองรับกำลังไฟฟ้าได้ถึง 40 วัตต์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อชาร์จ HUAWEI Mate 20 Pro ด้วย HUAWEI SuperCharge สามารถชาร์จได้ 70% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 2,940mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการรับรองความปลอดภัยขั้นสูงสุดจากสถาบัน TÜV Rheinland

นอกเหนือจากการชาร์จแบบใช้สาย HUAWEI Mate 20 Pro ยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายด้วย 15W HUAWEI Wireless Quick Charge โดยสามารถชาร์จได้ 30% ของความจุแบตเตอรี่ หรือประมาณ 1,300mAh ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที อีกหนึ่งนวัตกรรมด้านแบตเตอรี่ของ HUAWEI Mate 20 Pro คือ Wireless Reverse Charging ระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย ช่วยให้ผู้ใช้แบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ไปยังอุปกรณ์อื่นที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้ เสมือนเป็นพาวเวอร์แบงก์

HUAWEI Mate 20 X มี HUAWEI Super Cool ระบบหล่อเย็นอันล้ำสมัยที่ใช้กราฟีนและวงจรสำหรับเปลี่ยนอากาศร้อนให้เป็นไอ (vapor chamber) ทำให้ค่าสัญญาณนาฬิกาของทั้ง CPU และ GPU ทำงานด้วยความเร็วสูงสุดเสมอ จึงเล่นเกมที่มีกราฟิกระดับสูงได้ต่อเนื่อง โดยที่ตัวเครื่องไม่ร้อน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำกราฟีนมาใช้ในการลดความร้อนของสมาร์ทโฟน

Leica Matrix Camera System บันทึกภาพในรูปแบบใหม่ ทลายข้อจำกัดของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน

HUAWEI Mate 20 Series มีนวัตกรรมการถ่ายภาพที่ดีที่สุดในสมาร์ทโฟน และก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มเลนส์ Ultra Wide ขนาด 16 mm. จาก Leica สำหรับการถ่ายภาพมุมกว้างโดยเฉพาะ ทั้งยังให้การถ่ายภาพใกล้ขึ้นด้วยฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตรได้ การถ่ายภาพมาโครและการถ่ายภาพมุมมกว้างช่วยยกระดับนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพของสมาร์ทโฟน และทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 20 Pro ประกอบด้วยเลนส์หลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซล เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และเลนส์เทเลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งทั้งสามเลนส์ประกอบกัน สามารถให้ภาพระยะเทียบเท่าเลนส์ซูม 16-270 mm.

HUAWEI Mate 20 Series ยังมีโหมด AI Portrait Color สำหรับการถ่ายวิดีโอ โดย AI สามารถตรวจจับว่าจุดใดคือมนุษย์และปรับแต่งแสงเพื่อไฮไลท์บุคคลนั้นๆ ในคลิปวิดีโอได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI Spotlight Reel สำหรับตรวจจับคลิปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและสร้างคลิปไฮไลท์สั้นๆ ให้โดยอัตโนมัติได้

ทั้ง HUAWEI Mate 20 Pro และ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS มีระบบปลดล็อคด้วยการจับภาพใบหน้าผู้ใช้งานแบบ 3 มิติหรือ 3D Face Unlock อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 0.6 วินาทีเท่านั้น อีกทั้งยังมีความแม่นยำสูง ช่วยให้ข้อมูลภายในเครื่องปลอดภัย มีโอกาสปลดล็อคผิดพลาดต่ำกว่า 1 ในล้านเท่านั้น โดยทั้งสองรุ่นนี้มีระบบกล้องแบบสามมิติหรือ 3D Depth Sensing Camera System ด้านหน้า สามารถสแกนใบหน้าได้อย่างแม่นยำ จดจำได้แม้รายละเอียดยิบย่อย โดยระบบกล้องนี้ไม่เพียงช่วยตรวจสอบผู้จะใช้งานเครื่องเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มเอฟเฟ็กซ์ในการถ่ายภาพโดยตกแต่งให้ภาพคนดูสวยงามในแบบสมจริงยิ่งขึ้น

EMUI 9.0 เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

HUAWEI Mate 20 Series มาพร้อม EMUI 9.0 บนระบบปฏิบัติการ Android P เนื่องจากรองรับอัลกอริทึ่มการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI self-learning algorithms) การจัดสรรทรัพยากรระบบอย่างมีประสิทธิภาพและสอดประสานกันในทุกส่วน ให้ประสบการณ์ “Evergreen” หรือให้สมาร์ทโฟนตอบสนองได้รวดเร็วลื่นไหลตลอดอายุการใช้งาน EMUI 9.0 ได้รับการปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ทั้งหน้าการตั้งค่าที่ใช้งานง่ายขึ้น รองรับการใช้แถบ นาวิเกชั่นแบบแถบสำหรับการเลื่อนนิ้วแทนแบบปุ่มกดบนหน้าจอ ช่วยให้การใช้งานเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นเพราะผู้ใช้งานสามารถเลื่อนนิ้วและแตะแทนการกดได้ EMUI 9.0 ยังทำงานร่วมกับ AI เพื่อยกระดับกระบวนการต่างๆ เช่น การตรวจจับวัตถุหรือการนับแคลอรี่ของอาหารจากการตรวจจับภาพอาหารในคลิปวิดีโอ[1] [2] หรือ 3D Live Object Modeling สำหรับสร้างสรรค์คาแรกเตอร์จำลองแบบอินเตอร์แอคทีฟเพิ่มความสนุกสนานได้

HUAWEI Share 3.0 คือระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่พลิกโฉมวงการ ให้ผู้ใช้งานโอนย้ายไฟล์ระหว่างสมาร์ท โฟนและคอมพิวเตอร์ได้สะดวกด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อใช้ HUAWEI Share 3.0 ผู้ใช้เพียงแค่แตะอุปกรณ์ครั้งเดียวเท่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนสำหรับส่งข้อมูลไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูล ไฟล์ภาพหรือวิดีโอได้ ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกง่ายดาย[3] โดย HUAWEI Share 3.0 ถือเป็นนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ยเท่านั้น

ดีไซน์ล้ำสมัย

HUAWEI Mate 20 Series ทุกรุ่นมาพร้อมหน้าจอ FullView Display ที่มีขอบหน้าจอที่เล็กมาก โดยทุกขนาดหน้าจอสามารถจับถือได้ง่ายในมือเดียว การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของธรรมชาติ ขอบทุกด้านจะมีความโค้งมน สวยงามและจับถือถนัดมือ ส่วนดีไซน์ของ PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS สร้างสรรค์อย่างลงตัวด้วยความสปอร์ตของกีฬาแข่งรถและความพรีเมี่ยมหรูหรา จับถือได้อย่างสบาย มั่นใจ และรู้สึกราวกับควบคุม ทุกสิ่งได้ในมือ

Leica Matrix Camera System ได้รับแรงบันดาลใจมากจากดีไซน์ Four-Point อันเลื่องชื่อ ให้เอกลักษณ์ที่

โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยเลนส์กล้อง 3 ตัวและเซนเซอร์อีก 1 ชิ้นอยู่ในกรอบทรงกลมผลิตจากโลหะขัด ดูทันสมัย แข็งแกร่ง และโดดเด่น ด้านหลังของ HUAWEI Mate 20 Series มีพื้นผิวแบบขัดที่ใช้กระบวนการผลิตแบบไฮเปอร์ ออพติคอล แพทเทิร์น ช่วยให้มีเส้นสายสวยงาม ทนทาน ไม่ลื่น และลดรอยนิ้วมือ ดูสะอาดตาแม้จะใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีในสมาร์ทโฟนสี Emerald Green

HUAWEI Mate 20 Series, HUAWEI WATCH GT และ HUAWEI Band 3 Pro จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ในประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

HUAWEI Mate 20 จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 4GB ความจุ 128GB ราคา EUR799

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR849

HUAWEI Mate 20 Pro จะวางจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR1049

HUAWEI Mate 20 X จะวางจำหน่ายวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย

– รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา EUR899

PORSCHE DESIGN HUAWEI Mate 20 RS จะวางจำหน่ายวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ โดย

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 256GB ราคา EUR1695

– รุ่นแรม 8GB ความจุ 512GB ราคา EUR2095

ก็พอจะเข้าใจว่าการทำงานมันมีความกดดันสูงมากๆ ในตัวของทุกเนื้องาน แล้วจะทำอย่างไรดีละเพื่อจะแก้ไขและทำได้อย่างราบรื่น วันนี้แอดมินเลยมีวิธีแก้ไขหากเมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงต้องทำแบบรายละเอียดด้านล่างที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จะได้ทำงานได้อย่างราบรื่นสุดๆ และไม่มีปัญหากับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงเจ้าของออฟฟิสนั้นๆ เลยก็ว่าได้ แม้แต่งานประเภท ฟรีแลนซ์ เองก็ใช้ว่าจะไม่เจอความกดดันเหล่านี้นะจ้ะ

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

1. ศึกษาลักษณะงานที่ทำอย่างถี่ถ้วนเพื่อลดแรงกดดัน

หากความกดดันของคุณเกิดจากเนื้องานและการทำงานของคุณแล้ว วิธีที่จะช่วยลดความกดดันจากการทำงานของคุณได้อย่างดี คือ การศึกษาและเรียนรู้งานที่ทำอยู่อย่างถ่องแท้ รู้ให้ลึก รู้ให้จริง รู้ให้ถี่ถ้วน รู้ให้รอบถึงเนื้องาน ลักษณะงาน ความเป็นไปได้ของปัญหาและวิธีทางแก้ปัญหาจากการทำงานเท่าที่พอจะศึกษาหาข้อมูลได้ เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอยู่อย่างดีแล้ว เราจะเกิดความมั่นใจเวลาปฏิบัติงานมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาหรือสิ่งที่ติดขัดในการทำงาน เราจะสามารถใช้ความรู้ความเข้าใจของเราแก้ปัญหาได้ทีละเปลาะ วิธีนี้จะช่วยป้องกันแรงกดดันจากงานและช่วยลดแรงกดดันได้ในขั้นต้นได้

2. ปรับตัวและเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมงาน

หลายครั้งสาเหตุสำคัญที่สร้างความกดดันให้เกิดขึ้นมาจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง บางคนมีปัญหาปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดและตัดสินใจลาออกในที่สุด บางคนอาจมองว่าการทำงานเป็นสนามแข่งขันที่จะยอมแพ้กันไม่ได้ ซึ่งจะยิ่งสร้างความเครียดและความกดดันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะพนักงานมือใหม่ทางที่ดีควรศึกษาความแตกต่างของเพื่อนร่วมงานของคุณว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคอและวิธีการทำงานเป็นอย่างไร พยายามมองหาข้อดีมากกว่าข้อเสีย สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี พูดคุย ถามไถ่ทุกข์สุขที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว วิธีการปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด คือการส่งยิ้ม ทักทาย และให้ความช่วยเหลือกับเพื่อนร่วมงานของคุณ นับว่าเป็นเสน่ห์ที่คุณไม่ต้องเสียเงินลงทุน แต่รับประกันได้ว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะลดความกดดันได้อย่างดีทีเดียว

3. จัดลำดับความสำคัญของงานอย่างมีประสิทธิภาพ

งานที่หลั่งไหลเข้ามาในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหรือแม้กระทั่งในเวลาเดียวกัน ย่อมสร้างความกังวลใจและความกดดันอย่างมากว่าจะทำงานชิ้นนั้นๆ หรืออีกสิบชิ้นนั้นๆเสร็จหรือไม่  พนักงานมือใหม่หลายคนอาจกำลังประสบกับปัญหานี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท งานที่ล้นมือ ไม่ได้แปลว่าคุณจะจัดสรรไม่ได้ เพียงแต่ต้องนำงานนั้น ๆ มาเรียงลำดับความสำคัญว่างานใดมีความเร่งรีบ มีเดตไลน์จ่อใกล้เข้ามาและส่งผลกระทบมากกว่า ควรทำงานนั้นก่อน การทำ P-D-C-A (Plan-Do-Check-Act) หรือ To do list ในแต่ละวันจะสามารถช่วยคุณได้ ลิสท์นี้จะทำให้เห็นว่าในแต่ละวันมีสิ่งใดที่เราต้องทำและสิ่งใดที่เราทำสำเร็จไปแล้วบ้าง เป็นการช่วยสร้างเป้าหมายในการทำงาน และหากติดขัดใดในการทำงานควรปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันที

4. มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่ดี จะช่วยลดการปะทะ ลดความเครียดในการทำงาน และสร้างอุปนิสัยที่เป็นคนสดใส ร่าเริง ให้คุณสามารถทำงานและปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน การมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตและการทำงานจะทำให้ความกดดันเกิดขึ้นได้ยาก หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การมองปัญหาในมุมบวกจะทำให้คุณหาทางแก้ปัญหาได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และจะสามารถลดแรงกดดันที่รุมเร้าได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง เมื่อมีแรงกดดันเกิดขึ้น ให้มองว่ามันเป็นความท้าทายและเป็นแบบทดสอบที่จะทำให้เราเติบโตและแช็งแกร่ง วิธีคิดนี้จะทำให้เราผ่านความกดดันไปได้ง่ายขึ้น

5. สร้างความสมดุลให้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ถึงแม้ว่างานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เราอยากให้คุณสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้พอเหมาะพอดีกัน work-life balance ที่ดีจะช่วยคลายความเครียดและแรงกดดันจากการทำงาน คุณอาจหาเวลาว่างจากการทำงาน ไปออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก ใช้เวลากับคนรัก พักผ่อน ออกไปใช้ชีวิตให้ครบทุกด้าน เพื่อสร้างภูมิต้านทานจากแรงกดดันจากการทำงาน

6. ปล่อยวาง

บางครั้งความกดดันอาจเกิดจากความคาดหวังที่มาจากตัวคุณเองหรือคนที่รายล้อมรอบตัวคุณ ความคาดหวังว่างานที่ทำต้องออกมาดี สมบูรณ์แบบ ไม่มีความผิดพลาด เป็นเรื่องปกติของคนทำงานทุกคน แต่การทำงานอาจมีอุปสรรคหรือปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้ผลที่ออกมาไม่สำเร็จสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณคาดไว้ เมื่อคุณได้ทำงานหรือแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดแล้วแต่ผลที่ออกมาไม่เป็นดังคาด เราอยากให้คุณปล่อยวาง เอาพลังที่จะมาเครียดกับความกดดันไปใช้ในการทำงานอื่น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกจะดีกว่า

หัวเว่ยตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่ของวงการสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980 จัดงาน “HUAWEI Open Day 2018 | Tech Salon” เจาะลึก “Kirin 980” สุดยอดชิปเซ็ต AI รุ่นล่าสุดอันทรงพลังและชาญฉลาด ที่มาพร้อมกับสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลก ได้แก่ World’s 1st 7nm SoC, World’s 1st Cortex-A76 Based CPU, World’s 1st Mali-G76 GPU, World’s 1st Dual-NPU, World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem และ World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X  ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้สมาร์ทโฟนประมวลผลได้เร็วขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น กล้องถ่ายภาพที่ฉลาดยิ่งขึ้น และรองรับการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้น โดย Kirin 980 จะถูกนำมาใช้ในสมาร์ทโฟนหัวเว่ยเป็นครั้งแรกในรุ่น HUAWEI Mate 20 Seriesที่จะเปิดตัว ณ เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 16 ตุลาคม 2561

หัวเว่ยสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980

หัวเว่ยสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟน พาเจาะลึก Kirin 980

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “หัวเว่ยก้าวขึ้นมาสู่การเป็นผู้นำสมาร์ทโฟนระดับโลกได้นั้น เนื่องด้วยการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคในทุกระดับ โดยหัวเว่ยขึ้นเป็นบริษัทระดับโลกที่มีการลงทุนด้าน R&D สูงสุดเป็นลำดับที่ 6 ซึ่งลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016 เป็น 17.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017 ซึ่งมีการลงทุนด้าน R&D ประมาณ 10-15% ของรายได้ในทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หัวเว่ยยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 15 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์พัฒนานวัตกรรมร่วมกว่า 36 แห่ง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญกว่า 80,000 คนที่ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภคทั่วโลก จากความมุ่งมั่นและทุ่มเทนี้เอง ทำให้หัวเว่ยเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนแรกที่นำเสนอ ‘7 ที่สุดแห่งนวัตกรรม (7 World’s –EST Innovation)’ ได้แก่ World’s Best Smartphone Camera, World’s First Smartphone AI Processor, World’s First Photography Powered by AI, World’s Longest lasting Battery, World’s First Certified Safe Supercharge, World’s Leading 5G Technology, World’s First Bank-grade Security System”

แต่เทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์สำคัญของหัวเว่ยในปีนี้คือ “Kirin 980” ซึ่งเป็นชิปเซ็ตซีรี่ส์สูงสุด (ซีรี่ส์ 9) ในเจเนอเรชั่นที่ 8 ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นล่าสุดมาพร้อมสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลก ได้แก่ World’s 1st 7nm SoC, World’s 1st Cortex-A76 Based CPU, World’s 1st Mali-G76 GPU, World’s 1st Dual-NPU, World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem และ World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X

“Kirin 980” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับชิปเซ็ตของสมาร์ทโฟนหัวเว่ยระดับพรีเมี่ยมแฟล็กชิปเพื่อเพิ่มประสิทธภาพการทำงานและความบันเทิงบนสมาร์ทดีไวซ์ในอนาคต ด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) จะส่งผลให้ AI ในอุปกรณ์มือถือมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น โดยสามารถจดจำรูปภาพได้ 4,500 ภาพต่อนาที หรือสูงกว่า Kirin 970 ถึง 120% นั่นหมายถึงหัวเว่ยสามารถสร้างสรรค์ฟีเจอร์ใหม่ๆ บนสมาร์ทโฟนได้มากมายจากความสามารถด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นนี้ นอกจากนี้ Kirin 980 ยังเพิ่มประสิทธิภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

ด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วย AI Kirin 980 มาพร้อมเทคโนโลยี ISP รุ่นที่ 4 รองรับการประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อนหน้า 46% อีกทั้งยังรองรับนวัตกรรมกล้องถ่ายภาพแบบหลายกล้อง และเลือกจุดปรับความเข้มแสงของภาพเฉพาะจุดเพื่อไฮไลท์องค์ประกอบในเฟรมภาพได้อย่างเหมาะสมที่สุด รวมไปถึงเทคโนโลยีการลด Noise ของภาพโดยไม่ลดทอนรายละเอียดแบบ Multi-pass ส่งผลให้ภาพคมชัดยิ่งขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติการติดตามวัตถุหรือคนที่กำลังเคลื่อนไหวในขณะที่ถ่ายภาพได้แม่นยำถึง 97.4% ช่วยให้ไม่พลาดวินาทีสำคัญ และเพื่อตอบรับ
เทรนด์นิยมในโลกโซเชียลมีเดียในการถ่ายทำวิดีโอ Kirin 980 พัฒนาระบบประมวลผลวิดีโอ โดยสามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเดิม 33%
ด้านประสิทธิภาพ Kirin 980 ขนาด 7 นาโนเมตร ทำให้มีจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อพื้นที่บรรจุ 1 ตารางเซ็นติเมตรสูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนถึง 1.6 เท่าจึงส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่า 20% โดยมีอัตราการใช้พลังงานที่ต่ำลงถึง 40% เมื่อเทียบกับชิปเซ็ตขนาด 10 นาโนเมตร นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยี AI จึงทำให้ Kirin 980 สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับการประมวลผลการทำงานของแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงควบคุมความเร็ว Clock Speed ที่สูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนหน้า ทำให้สามารถเปิดแอพลิเคชั่นได้เร็วกว่า ทำงาน Multitasking ได้ดีกว่า และมีความไหลลื่นในการใช้งานมากกว่า นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งชิปประมวลผลกราฟฟิก Mali-G76 GPU ไว้ใน Kirin 980 เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือชั้น ซึ่งมีความเร็วในการประมวลผลกราฟฟิกสูงกว่าเดิม 46% และใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
ด้านการสื่อสาร Kirin 980 รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ซึ่งรองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 1.4Gbps รวมถึงรองรับการผสานคลื่นความถี่แบบข้ามช่องสัญญาณ
Kirin 980 ชิปเซ็ตที่จะมาพลิกโฉมอนาคตใหม่แห่งโลกสมาร์ทโฟนด้วยนวัตกรรมสองสมองกล AI เตรียมนำมาใส่ในสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปรุ่นถัดไปของหัวเว่ยที่จะเปิดตัว ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 16 ตุลาคมนี้

เครื่องพิมพ์แบบหน้ากว้าง Flatbed ตัวใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อนำคุณสมบัติเฉพาะทั้งความทนทาน และความง่ายในการใช้งานมาสู่ตลาดพิมพ์วัสดุเพื่องานตกแต่ง (Decoration work) RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ RICOH Pro T7210 ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์บนวัสดุแบบใหม่ ๆ ที่มีความหนาแตกต่างกันได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระเบื้อง วัสดุรองพื้นโต๊ะ วัสดุปูผนังต่าง ๆ โดยใช้เวลาเร็วกว่า และง่ายกว่าเดิม เพิ่มโอกาสสร้างรายได้มากกว่าเดิม นวัตกรรมใหม่นี้เป็นผลมาจากการศึกษาวิจัยของ RICOH มาอย่างต่อเนื่องในการมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก

RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ อุตสาหกรรมใหม่ RICOH Pro T7210

RICOH เปิดตัวเครื่องพิมพ์ อุตสาหกรรมใหม่ RICOH Pro T7210

“ตลาดงานพิมพ์อุตสาหกรรมได้มีการขยายตัวมากขึ้น พร้อมกับความต้องการการพิมพ์ของลูกค้าอย่างเช่น ปริมาณที่ต้องการน้อยลง ระยะเวลาการพิมพ์และการจัดส่งที่สั้นลง รวมทั้งความต้องการในการออกแบบตามความต้องการของแต่ละบุคคล” กรภัทร วงศ์อนันต์ชัย ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจงานพิมพ์เชิงพาณิชย์ของบริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “RICOH Pro T7210 นี้ตอบโจทย์ดังกล่าวทั้งหมดได้อย่างง่ายดายพร้อมประสิทธิภาพสูง จากความพยายามของ RICOH ที่จะใช้ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทั้งตัวหมึก และหัวพิมพ์ที่เป็นหัวใจของเทคโนโลยี Inkjet ที่จะคิดค้นและเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าใหม่ๆ ให้แก่ผลิตภัณฑ์และการบริการ”

RICOH ได้นิยามงานพิมพ์เชิงอุตสาหกรรมว่าเป็นการพิมพ์แบบหน้ากว้าง (Wide Format) ซึ่งงานที่พิมพ์ออกมาจะถูกนำไปใช้เป็นส่วนสำคัญของการผลิตสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ เสื้อผ้า วัสดุโลหะต่าง ๆ เครื่องพิมพ์ที่มีความยืดหยุ่นในเรื่องของขนาดงานพิมพ์จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ที่ต้องการผลักดันให้งานพิมพ์เข้ามามีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตสินค้าเหล่านี้ ซึ่ง RICOH Pro T7210 สามารถรองรับวัสุดที่นำมาพิมพ์ได้หนาถึง 4.3 นิ้ว และพื้นที่พิมพ์กว้างถึง 6.9 x 10.5 ฟุต ด้วยพื้นที่พิมพ์ที่กว้างนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานบนแผ่นกว้างมาตรฐานขนาด 4 x 8 ฟุต หรือขนาดแผ่นงานที่แตกต่างกัน เช่น สามารถพิมพ์บอร์ดขนาด 3 x 6 ฟุต จำนวน 3 แผ่นในเวลาเดียวกันได้ คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานบนวัสดุที่ก่อนหน้านี้ อาจถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เกินไปที่จะพิมพ์บนพื้นผิวโดยตรงได้ ทำให้ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน และทรัพยากร

RICOH Pro T7210 มีจุดเด่นที่ความทนทานและการใช้งานที่ง่าย สามารถช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ให้บริการงานพิมพ์ได้เป็นอย่างมาก ด้วยความเร็วในการพิมพ์ที่ 50 ตารางเมตรต่อชั่วโมง หรือ 538.2 ตารางฟุตต่อชั่วโมงสำหรับโหมดงานพิมพ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีตัว Media Gap Adjustment Sensor ที่ทำหน้าที่ตรวจวัดความหนาของวัสดุพิมพ์และปรับระยะหัวพิมพ์อย่างอัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถสับเปลี่ยนวัสดุที่มีความหนาต่างกันได้อย่างง่ายดาย รวมถึงงานพิมพ์ที่ออกมาก็มีความแม่นยำและมีเสถียรภาพสูง แม้จะพิมพ์เป็นครั้งแรกก็ตาม ในขณะที่เทคโนโลยีหมึกยูวี (UV Ink) แบบความหนืดสูง และหัวฉีดแบบ Piezo electric ซึ่งเป็นเอกสิทธ์เฉพาะของ RICOH ทำให้งานพิมพ์ออกมาโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ อายุการใช้งานของหัวพิมพ์ก็ยาวนานขึ้น และง่ายต่อการดูแลรักษาด้วยระบบ One-Touch Maintenance ที่ช่วยให้การบำรุงรักษาเครื่องและหัวพิมพ์ ทำได้ด้วยเพียงแค่การกดปุ่มเพียงแค่ปุ่มเดียว

นอกจากนี้ Ricoh Pro T7210 ยังมาพร้อมด้วยระบบการจัดการทรัพยากรแบบอัจฉริยะ และอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทำให้สามารถผลิตงานจำนวนน้อย หรืองานที่ทำเพียงแค่ชิ้นเดียว (on demand) ในราคาที่ไม่แพงเป็นจริงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นกับผู้ลงทุนในกลุ่มตลาดที่ผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดธุรกิจตกแต่งภายใน ซึ่งให้ความสำคัญกับ “เอกลักษณ์” อันถือเป็นหัวใจของชิ้นงาน

ธุรกิจทุกประเภทต่างถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่ง ๆ หนึ่ง สิ่งนั้นคือ “ผลกำไร” และปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่าธุรกิจนั้น ๆ ได้กำไรหรือไม่ คือความสามารถในการสร้างรายได้ขององค์กรด้วย จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ หรือพนักงาน ฟรีแลนซ์ ที่รับหน้าที่ขายก็เช่นกัน นั่นหมายถึงการได้มาซึ่งยอดขายที่ดีและการเลือกใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกต้องเหมาะสม การวางสินค้าได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และการว่าจ้างพนักงานขายที่มีประสิทธิภาพ พนักงานขายหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าและบริการเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในองค์กร ในฐานะผู้ประกอบการคุณจะใช้วิธีใด ถึงจะว่าจ้างพนักงานขายที่มีฝีมือหรือชักชวนให้เซลส์เก่ง ๆ เข้ามาทำงานในองค์กรของคุณได้มากขึ้น ลองทำตามเคล็ดลับ 5 ข้อที่นำมาฝากดูนะ

จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ

จ้างพนักขายด้วยเคล็บลับ 5 ข้อ ที่ได้พนักงานแบบตรงเป้า

1. ระบุคุณลักษณะหรือทักษะของพนักงานขายที่คุณต้องการ

การระบุลักษณะหรือทักษะของพนักงานขายในแบบที่องค์กรของคุณต้องการเป็นเรื่องสำคัญในการได้มาซึ่งพนักงานขายที่ใช่ในแบบของคุณ ขั้นตอนนี้มักถูกมองข้ามไปโดยพนักงานฝ่ายบุคคลเพราะความคิดอย่างง่าย ๆ ว่าการรับสมัครพนักงานขายก็แค่หาคนที่ขายของได้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป

หากไม่มีการระบุทักษะหรือคุณลักษณะของพนักงานขายที่จำเป็นที่องค์กรของคุณต้องการก่อนรับสมัครพนักงานเข้ามา อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการได้พนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงตามความต้องการภายในทีม ไม่ตรงกับเป้าหมายในการวางกลยุทธ์ทางการขายในทีมขายของคุณ คุณสมบัติของพนักงานที่ได้มาที่ไม่ตรงกับความต้องการขององค์กรนี้ อาจทำให้พนักงานลาออกจากงานเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนในการว่าจ้างคนในองค์กรสูงขึ้นตามไปด้วย

2. รู้ว่าจะไปหาพนักงานขายเหล่านี้ที่ไหน

การเริ่มค้นหาพนักงานขายโดยการรับสมัครงานและนัดมาสัมภาษณ์งานที่ห้องประชุมขององค์กรอาจเป็นวิธีการธรรมดาที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายซึ่งไม่ผิด แต่สมัยนี้คุณอาจออกไปตามหาเซลส์ตามที่ที่เขาออกตลาดไปขายของ หากคุณสามารถไปเจอตัวพนักงานเหล่านั้นตามที่ที่เขาไปทำงานได้ คุณจะได้ตรวจสอบการทำงานของเขาด้วยตาของคุณเอง ได้เห็นวิธีการขายของเขาว่าจะเหมาะกับองค์กรของคุณที่คุณต้องการหรือไม่

พนักงานฝ่ายบุคคลควรเริ่มต้นวิธีการในเชิงรุกด้วยการหาสถานที่ที่เซลส์เหล่านี้จะไปรวมตัวกันเช่นงานสัมมนา ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงงาน ร้านขายของ หรืออาจจะหาทางทำความรู้จักเขาเหล่านี้ผ่านทางการแนะนำจากลูกค้าที่เซลส์เหล่านี้เคยติดต่องานด้วย พนักงานเหล่านี้จะรู้สึกดีใจที่รู้ว่าองค์กรเป็นฝ่ายออกตามหาตัวเขาและจะยิ่งเพิ่มความสนใจที่จะเข้าไปทำงานให้กับองค์กรที่เห็นค่าเขาและเข้าหาเขาก่อน

3. กลั่นกรองพนักงานขายที่ใช่จากกลยุทธ์ที่เขาใช้ในการขาย

บ่อยครั้งที่ประวัติของพนักงานขายมักมาพร้อมกับเป้าหมายที่จะทำยอดขายให้ได้เท่านั้นเท่านี้ เพื่อดึงดูดความสนใจของว่าที่นายจ้าง พึงระลึกไว้เสมอว่าคุณภาพอาจไม่ได้มาพร้อมปริมาณ เป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายบุคคลและผู้จัดการฝ่ายขายที่มีประสบการณ์ที่จะตั้งคำถามถึงวิธีการหรือกลยุทธ์ที่ผู้สมัครงานใช้ในการพิชิตการขายหรือปิดดีล คำถามนี้จะช่วยในการตรวจสอบว่าวิธีที่เขาใช้นั้นยั่งยืน เหมาะสมถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ และเข้ากันกับกลยุทธ์ของการขายและการตลาดขององค์กรหรือไม่ คำถามนี้ยังช่วยคัดเลือกผู้สมัครงานที่มีแนวโน้มว่าจะมาสมัครงานเพียงเพื่อต้องการได้โบนัสมาก ๆ ก่อนที่จะลาออกไปในเวลาไม่นานหลังจากที่ได้โบนัสหรือค่านายหน้าจากการขายก้อนโตไปแล้วอีกด้วย

4. มีการวางแผนในการถามคำถามอย่างดี

ตำแหน่งงานที่แตกต่างต้องการกลยุทธ์ในการถามคำถามผู้สมัครงานที่ต่างกัน ในการหาพนักงานในตำแหน่งเซลส์นั้น สิ่งสำคัญที่พนักงานฝ่ายบุคคลควรพิจารณาในระหว่างการสัมภาษณ์คือ ความสามารถในการปรับตัว คิดเร็วอย่างมีเหตุผล ความเฉียบคมและฉับไวในการตอบคำถามที่ถูกต้องเหมาะสม

ในขณะสัมภาษณ์งานผู้สัมภาษณ์อาจเพิ่มความท้าทายให้กับผู้สมัครงานด้วยการให้บทบาทสมมติหรือสถานการณ์จำลองในการขาย แทนที่ด้วยการถามตอบแบบเดิม ๆ ที่เคยทำ นำคำตอบของผู้สมัครงานมาตั้งเป็นคำถามเพิ่ม เพื่อกระตุ้นให้ผู้สมัครงานมีการคิดวิเคราะห์และให้คำตอบที่สามารถต่อยอดไปยังความคิดอื่น ๆ ได้ จำไว้ว่าสิ่งสำคัญของกลยุทธ์ในการถามนี้ไม่ใช่คำตอบของผู้สมัครงาน แต่เป็นการพิจารณาความสามารถของผู้สมัครงานหรือวิธีการที่เขาใช้ในการพลิกแพลงแก้สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้กลับมาน่าอภิรมย์ได้อย่างไรต่างหากที่คุณต้องการเห็น

5. ให้ค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ

พนักงานขายไม่จำเป็นต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน บางคนอาจได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี เพราะความต่างนี้จะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่าถ้าเทียบกับการไปเพิ่มกำลังการซื้อของลูกค้าซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ลดลงในอนาคต

นี่คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยบ่งชี้คุณลักษณะของพนักงานขายที่องค์กรของคุณต้องการ ถ้าคุณได้พนักงานขายที่เก่งมาทำงานด้วยแล้ว คุณย่อมต้องการอยากให้เขาอยู่กับคุณให้นานที่สุด เพื่อสร้างความต่างให้กับองค์กรของคุณและเพิ่มแรงดึงดูดในการเรียกพนักงานตัวท็อปให้เข้ามาทำงานกับคุณให้มากขึ้น คุณอาจสร้างระบบค่าตอบแทนที่พิเศษกว่าที่อื่น ๆ ที่สมดุลกันระหว่างค่า Commission กับเงินเดือนหรือสวัสดิการอื่น ๆ การมีระบบค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดจะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลจากการไล่ล่าหาลูกค้า และลดความเสี่ยงของการเหนื่อยล้าจนถึงกับต้องออกจากงานก่อนเวลาอันควรของพนักงานขายได้

คุณลักษณะของพนักงานขายที่ยังหนุ่มยังสาว ไฟแรง มีแพสชั่นและเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงอาจเป็นที่น่าดึงดูดขององค์กรทั่วไป แต่การจ้างพนักงานขายที่มีเพียงประสบการณ์ในการขายอย่างมากแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความต้องการขององค์กรและขาดคุณลักษณะในการขายที่ดีอื่น ๆ อาจทำให้ต้นทุนในการว่าจ้างพนักงานสูงขึ้น และส่งผลต่อรายได้ที่ลดลงขององค์กรในระยะยาว ขอให้คุณคำนึงถึงเคล็ดลับ 5 ประการที่เรานำมาฝากก่อนเลือกพนักงานขายครั้งต่อไป