เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะคว้าโอกาสใหม่ให้กับเส้นทางสายอาชีพที่เราทุกคนต่างไม่หยุดนิ่งในการแสวงหาความก้าวหน้าสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิส นายจ้างเอง หรือ ฟรีแลนซ์ ก็เท่ากับว่าเราต้องนำตัวเองเข้าสู่สนามการแข่งขันชิงตำแหน่งงานกันอีกครั้ง คนทำงานที่ไม่ใช่สาย job hopper ซึ่งเปลี่ยนงานกันบ่อย ๆ จนเป็นกิจวัตร ก็ต้องปัดฝุ่นตำรากันหน่อย เตรียมตัวสร้างความมั่นใจให้พร้อมเมื่อสมัครงานใหม่ กับ 8 เคล็ดลับดี ๆ ที่นำมาฝาก จะได้เป็น candidate ที่น่าจับตามองกว่าใคร ไม่ว่าองค์กรไหนก็อยากได้ตัวไปร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน

 

เทคนิคเคล็ดลับสร้างความมั่นใจ เมื่อคิดจะสมัครงานใหม่ไร้กังวล

1. มี passion ที่จะทำงาน

แค่ความตั้งใจที่จะทำงานอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอต่อการให้ได้งานมา ใส่ passion ลงไป ให้เกิดความกระตือรือร้นที่อยากจะได้งานนั้นมาอย่างที่สุด งานนี้ต้องทุ่มสุดตัวกันบ้าง เพราะอาจเป็นเพียงโอกาสเดียวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เมื่อมีไฟพร้อมในการทำงาน ผู้สัมภาษณ์งานย่อมรู้สึกได้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกพอใจและอยากให้เรามาร่วมงาน มาเติมไฟในการทำงานให้กับองค์กรได้ต่อไป

2. ทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็น

มี passion เป็นทุนเดิม ข้อต่อไปก็จะไม่ยากอีกต่อไป เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เราสนใจศึกษาหาความรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตำแหน่งงานและองค์กรที่เราอยากร่วมงานด้วย แล้วนำข้อมูลมวลรวมที่ได้ทำการบ้านมา ไม่ว่าจะเป็น profile/culture องค์กร กฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ฐานเงินเดือน scope งาน คุณสมบัติผู้สมัครงานที่องค์กรต้องการ ฯลฯ มาเชื่อมโยงให้เข้ากับความเป็นตัวเรา ผนวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมา รับรองว่ามั่นใจหายห่วง สัมภาษณ์งานได้อย่างราบรื่น

3. เพิ่มทักษะ เพิ่มคุณค่า

เมื่อศึกษาความต้องการขององค์กรที่เราอยากร่วมงานแล้ว จะมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่าตัวเรายังขาดทักษะหรือคุณสมบัติใด หากศึกษาไว้แต่เนิ่น ๆ ก่อนเปลี่ยนงาน ก็ยิ่งได้เปรียบ มีเวลาเพิ่มเติมทักษะเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง ส่งเสริมให้มีความโดดเด่นกว่าผู้สมัครงานคนอื่น ๆ แถมตอนที่ใช้เวลาในการเรียนรู้พัฒนาทักษะ ยังจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าเราชอบสายงานนี้จริง ๆ และอยากก้าวไปต่อหรือไม่

4. อัปเดตโปรไฟล์ ปูทางสู่งานที่ใช่ได้มากกว่า

โปรไฟล์หรือเรซูเม่ที่มีความสดใหม่และน่าสนใจ ช่วยนำพาให้เราไปพบกับเนื้อคู่ตำแหน่งงานที่ใช่ และโอกาสใหม่ ๆ กับองค์กรชั้นนำได้เสมอ แถมเคล็ดลับอีกนิดเกี่ยวกับโปรไฟล์หรือเรซูเม่ที่ใช้ ควรทำเตรียมไว้หลายเวอร์ชั่น รองรับกับตำแหน่งงานที่หลากหลาย ใส่คีย์เวิร์ดสำคัญลงไป ระบุวัตถุประสงค์ ประสบการณ์ ความสำเร็จ และฐานเงินเดือนที่ต้องการให้ชัดเจน รับรองว่าสะดุดตา HR จนต้องเรียกตัวมาสัมภาษณ์อย่างไว พร้อมอัปเดตโปรไฟล์ด้วย features ดี ๆ ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง

5. เก็งข้อสอบ รู้ทันการสัมภาษณ์งาน

เก็งข้อสอบคำตอบ-คำถามสัมภาษณ์งาน เพิ่มความมั่นใจในการสัมภาษณ์งาน ง่าย ๆ แค่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ มีบทความดี ๆ มากมายบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับลิสต์คำถามยอดฮิต ที่สุดของคำถามน่าสนใจ พร้อมแนวคำตอบดี ๆ ให้นำมาปรับใช้เข้ากับตัวเราได้มากมาย เตรียมตัวมาดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง และยังมีเวลาดีไซน์การตอบคำถามให้น่าสนใจ แปลกใหม่ หลุดจากกรอบการตอบคำถามสัมภาษณ์งานแบบเดิม ๆ ตอบคำถามได้โดนใจผู้สัมภาษณ์งานได้มากขึ้น

6. ติวเข้ม ฝึกซ้อมการสัมภาษณ์งาน

งานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจว่า ผู้สัมภาษณ์งานจะตัดสินใจว่าอยากจะรับผู้สมัครงานคนนี้เข้าทำงานหรือไม่ภายในเวลาเพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้นหลังจากพบกัน ดังนั้นการมีความมั่นใจตั้งแต่จังหวะแรกที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา บุคลิกภาพแรกเห็น การแนะนำตัวอย่างฉะฉาน ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้งานมากขึ้น ส่วนที่เหลือว่าคะแนนจะเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับการตอบคำถามสัมภาษณ์งานล้วน ๆ ผู้สมัครงานบางคนเตรียมตัวเก็งคำถามมาเป็นอย่างดี แต่ถึงเวลาจริง กลับตื่นเต้น พูดไม่ออก บอกสิ่งที่เตรียมมาไม่ถูก หากไม่ต้องการตกอยู่ในสถานการณ์ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ ต้องติวเข้มให้ตัวเอง ฝึกซ้อมการสัมภาษณ์งานให้คล่อง ลองให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวร่วมด้วยช่วยกันอีกแรง จะได้คอมเมนต์กันได้ว่าตอบคำถามได้โดนใจหรือยัง บุคลิกท่าทาง สื่อสารได้ดีหรือไม่ แล้วนำจุดบกพร่องมาแก้ไข ถึงเวลาจริงจะได้ไม่กังวล ลดความตื่นเต้นได้แน่นอน

7. หาข้อดีที่หลากหลายให้เจอ นำเสนอจุดแข็งในการทำงาน

เตรียมตัวทำการบ้าน หาข้อมูลแวดล้อมกันมาพอสมควรแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวเรา ต้องย้อนกลับมาพิจารณาหาข้อดีของตัวเอง ดึงศักยภาพออกมานำเสนอ เรียกง่าย ๆ ว่าต้องหาของมาขาย ยิ่งถ้าเรามีความสามารถหลากหลาย มีคุณสมบัติที่สามารถทำงานนอกเหนือจากตำแหน่งที่รับผิดชอบได้ หรือมีความสามารถพิเศษอื่นที่ช่วยส่งเสริมงานหรือองค์กรได้เป็นอย่างดี คนครบเครื่องแบบนี้ โอกาสที่องค์กรจะคว้าตัวมาร่วมงานด้วยเปอร์เซ็นต์สูงแน่

8. สร้างพลังบวก นำเสนอ Good Attitude

การคิดบวก และการสร้างทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง ในชีวิตของเรามักจะพบเจอทั้ง good day และ bad day แต่คนที่คิดบวกอยู่เสมอมักจะมีความมั่นใจ สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีกว่า และในชีวิตการทำงาน ใคร ๆ ก็ต้องการทำงานกับคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงมากกว่าคนเหวี่ยงวีน ฝึกตัวเองให้คิดบวก พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และมี attitude ที่ดีในการทำงาน คนรอบข้างจะสัมผัสได้ พร้อมส่งต่อพลังด้านบวกต่อกัน แค่นี้เราก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานได้ องค์กรมองเห็นคุณค่า พร้อมให้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ก้าวไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จพร้อมกัน

ผู้นำด้าน คอมพิวเตอร์อันดับ 1 เผยการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์เทคโนโลยีปี 2561 และในอนาคต ผลวิจัยของ ไอดีซี (IDC) ในหัวข้อ Enabling the Future Workspace – Agile, Intelligent and Engaging คาดการณ์ว่าลักษณะของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงและการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรวดเร็วจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตลอดจนวิธีการทำงานในสถานที่ทำงาน สถานประกอบการในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย จำเป็นต้องมีแนวคิดและการบริหารงานแบบองค์รวมและโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างสำนักงานที่ชาญฉลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจของตนได้

 

การก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ที่ทุกธุรกิจในไทยไม่ควรมองข้าม

ผลการศึกษาของไอดีซี (IDC) พบว่าในปี 2563 จำนวนแรงงานในสถานที่ทำงานที่เป็นคนกลุ่มมิเลนเนียลจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้น ประเทศญี่ปุ่น (APeJ) ทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของแรงงานกลุ่มมิเลนเนียลและความต้องการขององค์กรในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจะช่วยผลักดันให้มีการใช้นวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงต่างๆ ทั้ง เทคโนโลยีเสมือนผสานโลกจริงและเทคโนโลยีความจริงเสมือน (AR/VR) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ต่างๆ นั่นหมายถึงความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีการคิดหาเหตุผล เรียนรู้ และทำงานได้เหมือนมนุษย์

ทั้งนี้ ไอดีซี (IDC) คาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นประเทศญี่ปุ่น (APeJ) จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในการเร่งให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$600 billion) ภายในปี 2563 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ทั่วภูมิภาค ในการเลือกซื้ออุปกรณ์และการประยุกต์ใช้ ตลอดจนการเสาะหาและเชื่อมโยงกับข้อมูลต่างๆ

5 เทรนด์ด้านเทคโนโลยีสำคัญสำหรับธุรกิจในยุคของการเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวสู่องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขันแห่งอนาคต

1. ภายในปี 2562 ร้อยละ 20 ของ 1,000 บริษัทในเอเชียจะใช้บริการแบบ Device as a service (DaaS) และ 1 เปอร์เซ็นต์ จะมีการประยุกต์ใช้บริการ DaaS แบบครบวงจร ซึ่งถือป็นบริการใหม่ที่นำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรให้ผู้ประกอบการตั้งแต่การให้บริการเช่าฮาร์ดแวร์ การบำรุงรักษาอุปกรณ์ และการเปลี่ยนแปลงระบบ รวมทั้งเสริมคุณภาพการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับค่าบริการรายเดือน

2. ภายในปี 2562 อุปกรณ์ดีไวซ์ 2 ใน 3 (ทั้งพีซี และ แท็บเล็ต) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์ม Unified Endpoint Management (UEM) และ 1 ในทุกๆ 3 ขององค์กรจะมีการจัดการไอทีทั้ง เดสก์ท็อป และอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยระบบปฏิบัติการเดียวกัน UEM ซึ่งเป็นแนวทางในการรักษาความปลอดภัยและควบคุมหลากหลายอุปกรณ์ผ่านการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ควบคุมตัวเดียว

3. คาดการณ์ว่าภายในปี 2562 การเปลี่ยนแปลงระบบดิจิทัลร้อยละ 40 เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขีดความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในเวลาที่คำคัญทำให้เกิดโมเดลการดำเนินงานและการสร้างรายได้แบบใหม่ๆ

4. ภายในปี 2020 มีการคาดการณ์ว่าบริษัท 1,000 แห่ง ในภูมิภาคเอเชียจะใช้การสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) สร้างโปรเจคใหม่ๆ ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

5. ภายในปี 2020 มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานจะใช้ประโยชน์เทคโนโลยี AR ผ่านเดสก์ท็อป หรือ สมาร์ทโฟน เพื่อจัดการข้อมูลดิจิทัล ตอบโต้กับโลกภายนอก รวมทั้งสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

การทำงานอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น

เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน ในปี 2561 และในอนาคต ผู้ประกอบการในภูมิภาคและประเทศไทย จำเป็นต้องใช้แนวคิดแบบองค์รวมเพื่อสร้างสำนักงานที่มีความชาญฉลาดในทุกแง่มุม ทั้ง ด้านทางกายภาพ วัฒนธรรมองค์กร และ เทคโนโลยี นอกจากนี้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงความท้าทายในการบริหาร การเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องอาศัยการร่วมมือของผู้คนหลากหลายระดับเพื่อนำพาองค์กรไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยไอดีซี (IDC) ได้ให้คำแนะนำการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ประการ ประกอบด้วย

1. การเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการ

2. การเปลี่ยนแปลงข้อมูล

3. การเปลี่ยนแปลงระบบผู้นำ

4. การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมโยงประสบการณ์

5. การเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าถึงข้อมูล

เลอโนโวแนะนำแนวคิดบริหารจัดการภายใต้แนวคิดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

เลอโนโว ในฐานะผู้นำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลางคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการชาวไทยต้องมองข้ามระบบการทำงานพีซีแบบเดิมๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานอย่างชาญฉลาดและตรงตามความต้องการของพนักงานได้ดีที่สุด ให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบต่างๆ และการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงานสมัยใหม่ นำเสนออุปกรณ์ดีไวซ์ เจนเนอร์เรชั่นใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์และในขณะเดียวกันรักษามาตรฐานในระดับองค์กร ในด้านกายภาพของสถานที่ทำงาน สามารถเปลี่ยนแปลงระบบในรูปแบบ bimodal IT และ การทำงานที่ปราดเปรียวคล่องตัว โซลูชันและโมเดลด้านเชิงพาณิชย์ที่สร้างขึ้นให้เหมาะกับกลุ่มและตลาดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน และมีความสามารถของอุปกรณ์และการจัดการด้านต่างๆ

Sophos (LSE:SOPH) ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยบนเครือข่ายและเอนด์พอยต์ ได้เผยแพร่รายงานทำนายสถานการณ์มัลแวร์ในปี 2561 ที่จะถึงนี้จาก SophosLabs(SophosLabs 2018 Malware Forecast) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับเทรนด์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้า Sophos ทั่วโลกในช่วงวันที่ 1 เมษายน จนถึง 3 ตุลาคม 2560พบข้อเท็จจริงที่สำคัญมากคือ ขณะที่พบการโจมตีด้วยแรนซั่มแวร์อย่างหนักหน่วงบนระบบวินโดวส์ในช่วง 6 เดือนล่าสุด และยังพบด้วยว่าแพลตฟอร์มอื่นทั้งแอนดรอยด์, ลีนุกส์, และMacOS ก็ไม่สามารถรับมือกับภัยแรนซั่มแวร์นี้ได้เช่นกัน

SophosLabs ปี 2018 ระบุว่า แรนซั่มแวร์รุนแรงกว่าเดิม และมุ่งเน้นเจาะระบบ

SophosLabs ปี 2018 ระบุว่า แรนซั่มแวร์รุนแรงกว่าเดิม และมุ่งเน้นเจาะระบบ

“แรนซั่มแวร์เริ่มแพร่กระจายแบบไม่เจาะจงแค่วินโดวส์แพลตฟอร์มอีกต่อไป แม้จะเคยพุ่งเป้าไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้วินโดวส์เป็นหลัก แต่ปีนี้ SophosLabsได้มองเห็นความถี่ที่เพิ่มขึ้นของการโจมตีแบบเข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการประเภทอื่นของลูกค้า Sophos ทั่วโลก” Dorka Palotay นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecast กล่าว

รายงานฉบับนี้ยังได้ติดตามรูปแบบการเติบโตของแรนซั่มแวร์ โดยพบว่า WannaCryที่มีการแพร่กระจายอย่างรุนแรงเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นแรนซั่มแวร์ที่มีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งที่ Sophos ช่วยเหลือลูกค้าของตนในการป้องกัน ถือว่าล้มอดีตแชมป์แรนซั่มแวร์เดิมอย่าง Cerberที่เคยระบาดหนักเมื่อต้นปี 2559 โดย WannaCryเป็นแรนซั่มแวร์ที่พบจากการตรวจติดตามของ SophosLabsคิดเป็น 45.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ขณะที่ Cerberคิดเป็น 44.2 เปอร์เซ็นต์

“ถือเป็นครั้งแรกที่เราพบแรนซั่มแวร์ที่มีพฤติกรรมเหมือนเวิร์ม ซึ่งช่วยให้แพร่กระจาย WannaCryได้รวดเร็วมาก แรนซั่มแวร์ตัวนี้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่บนวินโดวส์ที่เคยมีแพ็ตช์ออกมาก่อนหน้าแล้วในการติดเชื้อและกระจายตัวเองบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้ควบคุมได้ยากมาก” Palotayกล่าวเสริม “แม้ว่าลูกค้าของเราจะได้รับการปกป้องจาก WannaCryอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่เราก็ยังต้องเฝ้าติดตามอันตรายนี้ต่อไปเพื่อศึกษาธรรมชาติการสแกนหาและเข้าโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เราคาดกันไว้ว่าในอนาคตจะมีอาชญากรไซเบอร์ที่นำความสามารถของในการกระจายตัวเองดังที่เห็นใน WannaCryและ NotPetyaนี้ไปใช้สร้างแรนซั่มแวร์ตัวใหม่ในอนาคต ซึ่งก็ได้เห็นแล้วจากกรณีของแรนซั่มแวร์Bad Rabbit ที่มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายกับ NotPetyaด้วย”

ในรายงาน SophosLabs2018 Malware Forecastนี้ยังได้กล่าวถึงการเริ่มต้นระบาดและจุดสิ้นสุดของแรนซั่มแวร์NotPetyaที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่ง NotPetyaนี้เริ่มต้นจากการระบาดผ่านตัวติดตั้งซอฟต์แวร์ทางบัญชีสัญชาติยูเครน ทำให้เป็นการจำกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีการโจมตี นอกจากนี้ยังสามารถแพร่ตัวเองผ่านช่องโหว่ EternalBlueได้เหมือน WannaCryแต่เมื่อมองเหตุการณ์ครั้ง WannaCryที่ได้เข้าไปติดเชื้อคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้แพ็ตช์วินโดวส์ทันท่วงทีเกือบทั้งหมดทั่วโลกแล้ว จึงไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของคนปล่อยNotPetyaได้ ทั้งนี้เนื่องจากการโจมตีมีข้อผิดพลาดและการข้ามขั้นตอนมากมาย ยกตัวอย่างเช่น บัญชีอีเมล์ที่เหยื่อจะต้องใช้ติดต่อผู้โจมตีนั้นไม่สามารถใช้งานได้ จนทำให้เหยื่อไม่สามารถถอดรหัสและกู้ข้อมูลที่โดนเล่นงานไปแล้วได้ เป็นต้น

“NotPetyaได้โจมตีอย่างหนักหน่วงและรวดเร็วมากสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจปริมาณมหาศาลเนื่องจากเป็นการทำลายข้อมูลบนคอมพิวเตอร์โดยตรงแบบกู่ไม่กลับ นอกจากนี้ NotPetyaยังหยุดการโจมตีอย่างกระทันหันให้หลังจากเริ่มต้นระบาดเพียงไม่นานนัก” Palotayอธิบาย “เราสงสัยว่า ครั้งนั้นอาชญากรไซเบอร์คงเพียงแค่อยากทดลองอะไรบางอย่าง หรือวัตถุประสงค์จริงไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ แต่เป็นการจงใจสร้างความเสียหายกับข้อมูลอย่างถาวร แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามSophos แนะนำอย่างจริงจังว่าอย่าจ่ายค่าไถ่ให้เจ้าของแรนซั่มแวร์ แล้วปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันที่ดีที่สุดแทน เช่น การสำรองข้อมูล และอัพเดตแพ็ตช์ให้เป็นรุ่นล่าสุดอยู่เสมอ”

เมื่อกลับมามองที่ดาวรุ่งในอดีตอย่าง Cerberที่มีการขายชุดโค้ดของตัวเองในเว็บตลาดมืด ถือว่าเป็นภัยร้ายที่อันตรายอย่างมาก ทั้งนี้เพราะผู้สร้าง Cerberยังคงบริการอัพเดตโค้ดตัวเองให้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจูงใจให้แฮ็กเกอร์วันนาบีนำไปใช้ฟรีโดยเก็บเปอร์เซ็นต์ค่าหัวคิวจากค่าไถ่ที่ได้รับเมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์ล่าสุดของ Cerberแล้ว ทำให้ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือในการโจมตีอย่างเดียว แต่เป็นการแจกอาวุธร้ายให้แก่อาชญากรไซเบอร์ทั่วโลก“โมเดลธุรกิจของเว็บตลาดมืดนี้มีลักษณะคล้ายกับการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่เปิดให้สาธารณะชนระดมทุนเพื่อพัฒนาสินค้า ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของโค้ดได้รับกำไรงามอย่างต่อเนื่องจนเป็นแรงจูงใจให้ขยันอัพเดตโค้ดจนถึงทุกวันนี้” Palotayสรุป

อาชญากรด้านแรนซั่มแวร์ยังคงให้ความสนใจแพลตฟอร์มแอนดรอยด์อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ของ SophosLabsแล้ว ปริมาณการโจมตีลูกค้าของ Sophos ที่ใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560

“แค่ในกันยายนเดือนเดียวนั้น พบว่ามัลแวร์บนแอนดรอยด์ที่ SophosLabsตรวจพบกว่า 30.4 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นแรนซั่มแวร์ทั้งสิ้น ซึ่งเราคาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม” Rowland Yu นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabsและอีกหนึ่งอาสาสมัครวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับแรนซั่มแวร์ในรายงาน SophosLabs 2018 Malware Forecastกล่าวเสริม “สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้แรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ นั้นเชื่อว่าเป็นเพราะสามารถรีดไถเงินจากเหยื่อได้มากกว่าการขโมยข้อมูลผู้ติดต่อ หรือ SMS ไปขาย, การบังคับแสดงโฆษณา, หรือแม้แต่การแฮ็คแอพอีแบงกิ้งแบบแต่ก่อนที่ต้องใช้เทคนิคและความรู้ที่ซับซ้อนกว่า อีกหนึ่งข้อเท็จจริงสำคัญที่พบก็คือ เรามักพบแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ในตลาดแอพที่อยู่นอก Google Play ซึ่งทำให้เราพยายามย้ำให้ผู้ใช้เฝ้าระวังเกี่ยวกับที่มา และตัวตนของแอพที่แท้จริงที่ตัวเองกำลังกดดาวน์โหลดอยู่เสมอ”

ในรายงานของ SophosLabs ฉบับนี้ ยังได้อธิบายถึงการโจมตีแอนดรอยด์สองประเภทที่กำลังแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ อันได้แก่ การล็อกหน้าจอโทรศัพท์โดยไม่ได้เข้ารหัสข้อมูลภายใน กับการล็อกหน้าจอพร้อมทั้งเข้ารหัสล็อกข้อมูลบนเครื่องพร้อมกันด้วย ซึ่งแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ารหาข้อมูลของผู้ใช้ แต่จะใช้วิธีง่ายๆ ด้วยการล็อกหน้าจอพร้อมข้อความขู่ที่ดูน่าเชื่อถือให้คนสิ้นหวังและยอมโอนเงินค่าไถ่ให้แทน ยิ่งมองที่ความถี่ของการใช้งานสมาร์ทโฟนต่อวันของผู้ใช้ปัจจุบันแล้วยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำเงินเป็นอย่างมาก “Sophos แนะนำให้สำรองข้อมูลบนโทรศัพท์เป็นประจำ ลักษณะเหมือนที่ทำกับบนคอมพิวเตอร์ปกติทั้งนี้เพื่อรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้อีกครั้ง เรามองเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของแรนซั่มแวร์บนแอนดรอยด์ และจะขึ้นเป็นกลุ่มมัลแวร์บนแพลตฟอร์มอุปกรณ์พกพาที่พบมากที่สุดในปีหน้า” Yu กล่าว

สำหรับรายงานฉบับเต็มพร้อมแผนภาพอธิบายประกอบอย่างละเอียดนั้น สามารถเข้าชมได้ที่ https://www.sophos.com/en-us/en-us/medialibrary/PDFs/technical-papers/malware-forecast-2018.pdf?la=en

ท่านสามารถเยี่ยมชมสำนักข่าว Sophos News สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น การคาดการณ์การระบาดของแรนซั่มแวร์ในปี 2561 ที่จะกระจายครบทุกแพลตฟอร์ม หรือคำถามและคำตอบที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงาน 2018 Malware Forecast เป็นต้น

คิงแมกซ์ ดิจิตอล อิงค์ ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ iKey (ไอคีย์) อุปกรณ์อ่านลายนิ้วมือขนาดเล็กแบบ USB ของค่าย KINGMAX ซึ่งเป็นเสมือนผู้ช่วยเก็บข้อมูลของผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัย iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือ ที่จะช่วยลดปัญหาด้านการรักษาความลับข้อมูลของคุณ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสและถอดรหัสออกมาด้วยปลายนิ้ว ที่ออกแบบและทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์

iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือขนาดพกพา  ผู้ช่วยเก็บข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย

iKey เครื่องอ่านลายนิ้วมือขนาดพกพา  ผู้ช่วยเก็บข้อมูลของคุณให้ปลอดภัย

โดยทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันรหัสผ่านต่าง ๆ ของผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านสำหรับการบูตเข้าสู่ระบบรหัสผ่านของโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมถึงรหัสผ่านของการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งคุณสามารถใช้ iKey (ไอคีย์) ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ลายนิ้วมือของคุณในการเข้ารหัส/ถอดรหัสของโฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่เก็บเป็นความลับด้วยเวลาเพียง 0.05 วินาที เท่านั้น ด้วยการสแกนกลายนิ้วมือของคุณทำให้คุณไม่เสียเวลาในการทำงาน อีกทั้งยังมีขนาดเล็กพกพาง่ายใช้สะดวก

สำหรับเครื่องอ่านลายนิ้วมือ iKey (ไอคีย์) ยังใช้งานง่าย เป็นเสมือนผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุด เพียงเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กผ่านทางพอร์ต USB จากนั้นตัวช่วยติดตั้งอัตโนมัติจะปรากฏขึ้น ทำตามคำแนะนำเพื่อติดตั้งโปรแกรมและอัพเกรดความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของคุณ อุปกรณ์นี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน “Windows 10 Hello certified” ของไมโครซอฟต์ และยังทำงานร่วมกับ Windows 8/Windows 7 ได้อีกด้วย เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยป้องกันการปลอมลายนิ้วมือทำให้สามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้มากขึ้น ตัวอ่านลายนิ้วมือรองรับการสแกนแบบ 360 องศา คือสามารถอ่านลายนิ้วมือได้จากทุกมุมแล้ว iKey ยังสามารถติดตั้งและจดจำลายนิ้วมือได้ถึง 10 ชุด

ขยายการใช้งานให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัวของคุณได้ อีกทั้งยังปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานทำให้ไม่ต้องกลัวเรื่องการจดจำรหัสผ่านอีกต่อไป โดย KINGMAX iKey อุปกรณ์อ่านลายนิ้วมือแบบ USB พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 960 บาท ผู้สนใจสามารถหาซื้อผ่านช่องทางและตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ ของ KINGMAX และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kingmax.com/en-global/product/product/Model/iKey_Tiny_USB_Fingerprint_Reader

เอซุส เล็งเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อสังคมไทยและสังคมโลกมากขึ้น การสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารจึงนับเป็นการพัฒนาศักยภาพของประชาชนในประเทศ Asus มอบคอมพิวเตอร์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามบริษัทชั้นนำของโลกที่เป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊คและเป็นผู้นำในการนำเสนอนวัตกรรมแห่งยุคดิจิตัลอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดทำโครงการเพื่อสังคมให้กับโรงเรียนที่ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2560 ถือเป็นปีที่ 5 ที่ เอซุส และนักศึกษามหาวิทยาลัย ชวน ยวน คริสเตียน จากประเทศไต้หวัน ได้ร่วมกันทำงานเป็นจิตอาสาเพื่อโครงการพัฒนาการเรียนรู้ระบบดิจิตอลให้กับโรงเรียนในจังหวัดขอนแก่น

Asus มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 21 เครื่อง  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษา

Asus มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 21 เครื่อง  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษา

ก่อนที่โปรแกรมอาสาสมัครจะเริ่มต้นขึ้น ทางบริษัท เอซุส มาร์เกตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ออลอินวัน (All In One) จำนวน 21 เครื่องให้กับวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย (College of Asian Scholars : CAS) เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษาในท้องถิ่นได้มีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานในการเสริมสร้างการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีและเข้าถึงเครือข่ายดิจิตอล ทำให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาตนเอง ไม่ว่าสำหรับการศึกษาต่อหรือการทำงานในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย รับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ออลอินวัน จากเอซุส พร้อมให้ประกาศนียบัตรเพื่อแสดงความขอบคุณต่อทีมจิตอาสา สำหรับโครงการนี้ เอซุสได้เชิญจิตอาสาซึ่งเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยในไต้หวันทั้ง 8 คน และเจ้าหน้าที่เอซุสอีก 2 คน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการข้อมูล พร้อมด้วยความร่วมมือจากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย (College of Asian Scholars: CAS) และ โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสทางเทคโนโลยีแห่งเอเชีย [APEC Digital Opportunity Center (ADOC)] ซึ่งเป็นการลงนามความร่วมมือระหว่าง องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) และ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ในการจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดสองสัปดาห์ในการให้ความรู้แก่โรงเรียนในจังหวัดขอนแก่นทั้งหมด 9 แห่ง

ทีมอาสาสมัครได้ออกแบบหลักสูตรที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ เพื่อให้เหมาะกับการเรียนรู้และความสนใจของนักเรียนนักศึกษาในวัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่น การพัฒนาโปรแกรมเพื่อควบคุมระบบบางส่วนในรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต การใช้เทคโนโลยี AR รวมไปถึงการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศจีนในชั้นเรียน ซึ่งการได้เรียนวิธีการเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองนั้น ได้รับความสนใจจากนักเรียนนักศึกษาเป็นอย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เฉิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทเอซุส มาร์เกตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในทีมอาสาสมัครจากเอซุส กล่าวว่า “เอซุสทุ่มเทให้กับการจัดหาผลิตภัณฑ์ด้านเทคนิคที่ดีที่สุดให้กับสังคมเสมอ เพราะเราเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้ และการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถจัดเตรียมให้กับลูกหลานของเรา ซึ่งเป็นความหวังในอนาคตของประเทศ สำหรับช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ ให้กับจังหวัดขอนแก่น โดยเรามีแผนที่จะดำเนินโครงการเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีให้กับชุมชนในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปในอนาคต”

เคยเป็นไหม … เมื่อมีงานเร่งด่วนเข้ามาเรื่อย ๆ เราก็มักจะก้มหน้าก้มตา รับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น โดยไม่ปริปากบ่นโวยวาย และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้สำเร็จไปงานแล้วงานเล่า ทั้งพนักงานออฟฟิส หัวหน้า หรือแม้แต่ ฟรีแลนซ์ โปรเจกต์ต่อโปรเจกต์ ทั้งที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าทั้งกายและใจ ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นกดดัน และมีเงื่อนไขเวลาที่รีบเร่งเป็นตัวกำหนดอยู่เสมอ ชวนคนทำงานทุกคนให้หยุดพักสักครู่ แล้วหันมาสังเกตตัวเอง ว่าเริ่มมีพฤติกรรมการทำงานเหล่านี้กันบ้างหรือไม่

โรคสมาธิสั้นทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด ถึงแม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม

โรคสมาธิสั้นทำร้ายคุณมากกว่าที่คิด ถึงแม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม

– คุณชอบทำงานแบบ Multitasking ทำหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เช่น เช็กอีเมลไปพร้อม ๆ กับคุยงานทางโทรศัพท์ แล้วดื่มกาแฟไปด้วย หรือรับประทานมื้อเช้า/มื้อกลางวันที่โต๊ะทำงานไปพร้อม ๆ กับปั่นงานด่วน เป็นต้น

– คุณต้องเร่งทำงานให้เร็วขึ้น จนต้องทำอย่างลวก ๆ อยู่บ่อยครั้ง

– คุณรู้ตัวว่ามีความสามารถ แต่ทำงานออกมาได้ไม่ดีนัก

– คุณมีอาการเครียดและวิตกกังวลเกี่ยวกับงานและเรื่องส่วนตัวอยู่ตลอดเวลา

– คุณมีงานยุ่งทั้งวัน แต่กลับงานไม่ค่อยเสร็จ ใช้เวลาในการทำงานนาน แต่ผลงานที่ออกมากลับมีนิดเดียว

– คุณแบ่งเวลาไม่ได้อีกต่อไป ไม่รู้จะทำชิ้นไหนก่อน-หลัง มีปัญหาอยู่กับการจัดระบบงานต่าง ๆ อยู่เสมอ

– คุณมักมีอารมณ์แปรปรวน ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ หงุดหงิด ใจร้อน และไม่ค่อยอดทน

– คุณไม่มีสมาธิ จิตใจวอกแวก ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นาน

– คุณวุ่นวายอยู่กับความคิดสารพัดอย่างอยู่ภายในหัว แต่ไม่แสดงออกให้ใครเห็น

– คุณขาดความรู้สึกอยากทำงานที่ดี เฉื่อยชา และเริ่มทำงานพลาดบ่อยครั้ง

– ความคิดสร้างสรรค์ของคุณหายไป ไม่กระตือรือร้น

– คุณเริ่มไม่ดูแลตัวเอง ละเลยการดูแลสุขภาพ และไม่สนใจที่จะทำให้สุขภาพดีขึ้น

เช็กตัวเองกันดูแล้ว โดนเข้าไปกันคนละกี่ข้อคะ หากเข้าข่ายพฤติกรรมต่อไปนี้ รู้หรือไม่ว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคใกล้ตัวคนทำงานทุกคนอีกหนึ่งโรค นั่นก็คือโรคสมาธิสั้นในคนทำงาน (Attention Deficit Trait: ADT)

ทำความรู้จักกับ ADT

โรคสมาธิสั้นในคนทำงาน หรือ ADT มีลักษณะอาการคล้ายกับคนสมาธิสั้น แต่มีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดีเป็นหลัก แทนที่จะเป็นสาเหตุจากพันธุกรรมเหมือนคนสมาธิสั้นทั่ว ๆ ไป สภาพแวดล้อมที่เป็นตัวการของโรคนี้เกิดจากลักษณะการทำงานในปัจจุบันที่มีความรีบเร่งอยู่เสมอ ต้องแข่งขันกับเวลาอยู่ตลอด คนทำงานจะมีความรู้สึกว่ามีงานด่วนหรือสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อย ๆ จนต้องพยายามจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่กำลังความสามารถและเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน คนทำงานก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา จึงพยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว ทำให้ต้องทำงานหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ สมองก็จะตอบสนองต่อการทำงานที่เร่งรีบ และเริ่มละเลยประสิทธิภาพของงานไปโดยปริยาย ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลงลึก ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง นอกจากนี้การที่สมองของเราต้องวิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการคิดหรือแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็จะลดลง สวนทางกับความผิดพลาดในการทำงานที่กลับเพิ่มมากขึ้น ต้องแก้งานไม่จบไม่สิ้น จนสุดท้ายก็จะรู้สึกเหนื่อย รู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไป และอยากหนีไปจากงานที่ทำอยู่ เมื่อเกิดวงจรการทำงานที่ไม่ดีเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ความฉลาดและอารมณ์ของเราก็จะถูกบั่นทอนไปเรื่อย ๆ เมื่อรู้ตัวอีกที ความสามารถและสติปัญญาก็ถอยหลัง กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิตต่อไป นอกจากส่งผลต่อสมองและจิตใจแล้ว อาการ ADT ยังส่งผลต่อเนื่องกับทุกระบบในร่างกายกันไปเป็นลูกโซ่ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคปวดตามข้อ โรคเบาหวาน เป็นต้น

ใส่ใจ แก้ไข ปรับพฤติกรรม ADT ได้อย่างไร

หากไม่อยากจิตตก จนต้องตกเป็นป่วยโรค ADT กันแล้วละก็ จะต้องแก้ไขอย่างไร … บอกเลยว่าไม่ยาก เราสามารถทำได้ในทุกวันของการทำงานกันอยู่แล้ว

– ยอมรับความจริงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่

– ให้เวลากับตัวเองบ้าง ต้องมีเวลาเผื่อสำรองไว้สำหรับการทำงานแต่ละครั้ง เพื่อให้ได้หยุดคิดและทบทวนก่อนเริ่มงานใหม่

– ตั้งสติ นับหนึ่งใหม่ เริ่มจัดลำดับความสำคัญทั้งหมด

– แบ่งงานที่มีเนื้องานปริมาณมาก ย่อยให้เล็กลง แล้วทำสิ่งที่ง่ายก่อน จะได้มีกำลังใจในการทำงาน รวมไปถึงรู้จักกระจายงานและข้อมูลที่จำเป็นให้เพื่อนร่วมงานในทีมเดียวกัน

– หากทำงานแล้วติดขัด ให้กลับไปทำส่วนที่ง่าย ๆ ให้สำเร็จก่อน เพื่อช่วยเคลียร์งานให้เร็วขึ้นได้ รู้สึกภูมิใจที่งานสำเร็จไปอีกขั้น แล้วค่อยกลับมาที่งานค้างอีกครั้ง

– ตั้งค่าโทรศัพท์ หยุดการตั้งเตือนโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ปิดเสียงโทรศัพท์ เพื่อสร้างสมาธิในช่วงที่ต้องเร่งทำงาน

– ถ้าหากรู้สึกว่างานเยอะหรือเริ่มเครียด ให้หยุดทำงานชั่วคราว เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นชั่วคราว ใช้เวลาพักสั้น ๆ เพื่อเคลียร์สมองและผ่อนคลายจิตใจเป็นช่วง ๆ

– ทักทายผู้คนรอบข้างอย่างเป็นมิตร อย่าเก็บตัวมากเกินไป

– หาเพื่อนสนิทเพื่อผ่อนคลายความเครียด ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ

– ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่ม

– ดูแลตัวเอง ใส่ใจเรื่องโภชนาการที่ดี รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และไม่ควรรับประทานอาหารแบบรีบร้อนเกินไป

– หมั่นออกกำลังกายทุกวันหรือวันเว้นวัน ครั้งละ 30 นาที รีเฟรชร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ให้ร่างกายได้หลั่งสาร Endorphin ทำให้สมองปลอดโปร่งแจ่มใส พร้อมกับการทำงานได้ต่อไป

– สร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน จัดห้องทำงาน โต๊ะทำงาน และเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อย สะอาด เป็นระเบียบ สบายตา

การป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรค ADT ก็เป็นวิธีการทั่ว ๆ ไปที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไม่ได้ทำ หรือทำ ๆ หยุด ๆ ไม่สม่ำเสมอ อย่าลืมว่า … ทำงานที่รักแล้วก็ต้องรักตัวเองด้วยเช่นกัน จะได้มีพลังในการทำงานต่อไปได้อีกยาวนาน และมีความสุขกับการทำงาน

โนเกียเปิดตัวแพลตฟอร์ม Internet Routing ที่ทรงพลังที่สุดในโลก ที่จะช่วยให้โครงข่ายในปัจจุบันมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล มีความรวดเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลที่มากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับประยุกต์ (adaptable) ใช้ในการสร้างโครงข่ายสื่อสารได้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้ ชิปประมวลผล FP4 ที่ โนเกียพัฒนาขึ้นมานั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมหาศาลให้กับโซลูชั่นของโครงข่ายสื่อสารที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน โนเกียยังเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โครงข่ายรายแรกที่คิดค้นนวัตกรรมที่สามารถช่วยยกระดับความปลอดภัย ให้กับโครงข่ายสื่อสารอีกด้วย

โนเกียพลิกโฉมการสื่อสาร ในโลกของอินเทอร์เน็ตด้วยนวัตกรรมใหม่

โนเกียพลิกโฉมการสื่อสาร ในโลกของอินเทอร์เน็ตด้วยนวัตกรรมใหม่

“ปฐมบทใหม่” ของโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารแบบเสมือนจริงกับโลกดิจิตอล (Immersive communications), Internet of Things (IoT) ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ ระบบอัตโนมัติต่างๆ มีส่วนช่วยในเพิ่มประสิทธิผล ในโลกของการสื่อสาร โดยรูปแบบการสื่อสารเหล่านี้ ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงาน การใช้ชีวิตของคนทั่วไป อีกทั้งยังก่อให้เกิดความต้องการใหม่ๆ บนโครงข่าย ซึ่งการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในการเข้าถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ วีดีโอ หรือ คอนเทนท์ที่หลากหลาย เหล่านี้ มีส่วนช่วยในการเพิ่มมิติและขนาดข้อมูลในโลกของการสื่อสาร อีกทั้งยังก่อให้เกิดช่องว่างสำหรับภัยคุกคาม รวมไปถึงความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้โครงข่ายสื่อสารข้อมูลยุคใหม่ต้องมีความสามารถที่มากขึ้น นอกเหนือจากการทำงานเละประมวลผลได้เร็วขึ้น

โนเกียเบลล์แลบส์ (Nokia Bell Labs) ได้คาดการณ์อัตราข้อมูล IP ที่วิ่งในโครงข่ายสื่อสารจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 330 เอ็กซาไบต์ต่อเดือนภายในปี 2565 โดยอัตราเติบโตรวมต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 25 และอัตราข้อมูลสูงสุด (peak data rate) จะเติบโตเร็วกว่าเดิมถึงเกือบร้อยละ 40 ต่อปี

การขยายตัวดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสตรีมมิ่งความละเอียดสูง รวมถึงเทคโนโลยีล่าสุด การสื่อสารแบบเสมือนจริง (virtual reality) ผนวกกับการถือกำเนิดขึ้นของโครงข่ายความเร็วสูง ที่นอกเหนือไปจากเชื่อมโยงผู้คนต่างๆ แล้ว ยังรวมไปการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ อีกด้วย ทั้งนี้ โนเกียเบลล์แลบส์ คาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์ที่มีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตถึง 100,000 ล้านชิ้นภายในปี 2568

“ความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้เราต้องคิดใหม่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต” นายบาซิล อัลวาน ประธานกลุ่มธุรกิจ IP Optical Network – ION ของโนเกีย กล่าวว่า “แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตถูกพัฒนามาเพื่อรองรับวิดีโอระดับ HD แบบ on-demand ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไปพร้อมกับการขยายการเชื่อมต่อสู่อุปกรณ์ใหม่ๆ หลายพันล้านชิ้น การพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าของระบบสื่อสารจึงต้องการประสิทธิภาพของอุปกรณ์โครงข่ายที่มากขึ้น สามรถบริหารจัดการข้อมูลเชิงลึกที่ดีขึ้น รวมไปถึงระบบการรักษาความปลอดภัย เป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของโนเกียในครั้งนี้ เรานำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการรองรับวิวัฒนาการนี้ และที่สำคัญที่สุด เราได้สร้างระบบที่มีความชาญฉลาด เป็นการพัฒนาไปอีกขั้นของโลกสื่อสาร เพื่อประโยชน์ทางสังคม อีกทั้งยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยขีดความสามารถ คุ้มค่า ยืดหยุ่น และปลอดภัยที่สุดเท่าที่เคยพัฒนาขึ้นมา”

ไอฟลิกซ์ (IFLIX) ผู้นำบริการดูซีรีส์และหนังออนไลน์สำหรับตลาดเกิดใหม่ เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “ช่องรายการ” (Channels), “เพิ่ม” (ADD) และ “ติดตาม” (FOLLOW) พลิกโฉมการแสดงคอนเทนท์ให้ตรงตามความสนใจของสมาชิกแต่ละคนมากขึ้น ยกระดับการค้นหนังและซีรีส์ของสมาชิก พร้อมเสริมศักยภาพระบบการแสดงคอนเทนท์ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ไอฟลิกซ์พลิกโฉมหน้าโฮมเพจ เปิดฟีเจอร์ ช่องรายการ

ไอฟลิกซ์พลิกโฉมหน้าโฮมเพจ เปิดฟีเจอร์ ช่องรายการ

ฟีเจอร์ช่องรายการ (Channels) เป็นการผสานรูปแบบการจัดกลุ่มรายการของช่องโทรทัศน์แบบดั้งเดิมและความสะดวกสบายของวิดีโอ ออน ดีมานด์ (Video on Demand)แบบใหม่ ไว้ด้วยกัน โดยไอฟลิกซ์จับมือกับสตูดิโอและผู้สร้างคอนเทนท์ชั้นนำเพื่อนำเสนอสุดยอดความบันเทิงในรูปแบบช่องรายการจากสตูดิโอและผู้สร้างที่สมาชิกชื่นชอบ ซึ่งฟีเจอร์นี้ถูกพัฒนามาให้ใช้ง่าย เหมือนช่องรายการ แต่ต่างตรงที่สามารถเลือกเวลาที่รับชมได้ เมื่อไรก็ได้

การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ครั้งนี้เน้นการนำเสนอคอนเทนท์ให้ตรงตามความสนใจของสมาชิกแต่ละคนมากยิ่งขึ้น (Personalization) โดยสมาชิกสามารถเลือกรายการโปรดด้วยตัวเอง หรือเลือกจากรายการที่ระบบแนะนำให้ ซึ่งระบบจะอิงจากการสิ่งที่เคยเลือกและประวัติการรับชมของสมาชิก นอกจากนี้ ยังสามารถ “เพิ่ม (ADD)” รายการ หรือ “ช่องรายการ” (Channel) ที่สนใจให้ปรากฎบนโฮมเพจของตนได้อีกด้วย

ฟีเจอร์การนำแสนอคอนเทนท์แบบใหม่นี้ทางไอฟลิกซ์เป็นผู้พัฒนาเอง โดยคำนึงถึงพฤติกรรมการรับชมของสมาชิกในแต่ละประเทศและทดสอบกระบวนการคำนวนมานานกว่า 6 เดือน และในที่สุดเราก็ได้มาซึ่งระบบที่ดียิ่งขึ้นและแสดงคอนเทนท์ได้ตรงตามความสนใจของสมาชิก ซึ่งระบบใหม่นี้จะช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงซีรีส์และหนังที่โดนใจ จากคลังของไอฟลิกซ์ที่มีคอนเทนท์จาก ฮอลลีวูด ยุโรป เอเซีย และไทย ที่ต้องการได้อย่างง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังคงฟีเจอร์ “ติดตาม” (Follow) เพื่อให้สมาชิกสามารถติดตาม “เพลย์ลิสต์ (Playlists)” ของเหล่าเซเลปคนดังที่มาร่วมแชร์ซีรีส์และหนังเรื่องโปรดของตนให้แฟนคลับได้ติดตามอีกด้วย

นายมาร์ค บริทท์ (Mark Britt) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ไอฟลิกซ์ เผยว่า “ในวันนี้เป็นอีกขั้นของไอฟลิกซ์ ที่ต้องการเติมเต็มความต้องการรูปแบบคอนเทนท์แบบออนดีมานด์และช่องรายการโทรทัศน์แบบจ่ายรายเดือนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเรายินดีที่มีสตูดิโอชั้นนำระดับโลก ที่ร่วมเปิดประสบการณ์การนำเสนอในช่องรายการบนไอฟลิกซ์”

นายมาร์ค กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบัน มีรายการและหนังที่มีคุณภาพมากมายให้ได้รับชม ซึ่งอาจกล่าวได้เลยว่าเป็นยุคทองของคอนเทนท์ แต่บางครั้งการค้นหารายการที่ต้องการกลายเป็นอุปสรรคผู้ใช้งานเอง เราจึงคิดฟีเจอร์การแสดงคอนเทนท์ตามความสนใจของสมาชิกไอฟลิกซ์แต่ละคน เพื่อให้สมาชิกเห็นคอนเทนท์ที่ตัวเองต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาและตอบสนองความต้องการคอนเทนท์ของผู้ใช้งานแต่ละคนได้อย่างดีเยี่ยม”

ตั้งแต่เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2558 ไอฟลิกซ์ ขึ้นเป็นผู้นำบริการดูซีรีส์และหนังออนไลน์สำหรับตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในประสบการณ์ความบันเทิงและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละประเทศได้อย่างดีเยี่ยม โดยจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ธุรกิจไอฟลิกซ์มีประสบความสำเร็จมีการเติบโตอย่างมาก

ไอฟลิกซ์ เปิดให้บริการแล้วใน 20 ประเทศทั่วเอเชียและตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดยไอฟลิกซ์ เป็นคลังรวมซีรีส์ ภาพยนตร์ รายการทีวี จาก ฮอลลีวูด ยุโรป เอเซีย และไทยรวมถึง รายการเอ็กซ์คลูซีฟที่รับชมได้ที่ ไอฟลิกซ์ เท่านั้น ทั้งนี้สามารถเชื่อมต่อได้สูงสุด 5 อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค และทีวี ให้สมาชิกรับชมได้แบบไม่อั้น ทุกที่ ทุกเวลา

แม้ว่าห้างสรรพสินค้านั้นจะเปิดตัวน้อยลงจากปีที่แล้ว แต่ทว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกในประเทศไทยกลับได้รับผลตอบรับในทิศทางบวกปีต่อปี งานนี้ต้องขอบคุณการเปิดรับอีคอมเมิร์ซ รวมทั้ง ช่องทางโซเชี่ยลมีเดียใหม่ๆที่ช่วยเพิ่มยอดขาย อย่างเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ตลาดค้าปลีกในไทยกำลังแสดงถึงสัญญาณตอบรับที่ดี พร้อมๆด้วยโครงการที่เพิ่มอัตราการเติบโตขึ้นมากขึ้น 6 % นับตั้งแต่ปี 2563

ส่องช่องทางการค้าปลีกผ่านยุคโซเชียลมีเดีย

ส่องช่องทางการค้าปลีก ผ่านยุคโซเชียลมีเดีย

นับตั้งแต่คนไทยเริ่มตอบรับอีคอมเมิร์ซมากขึ้น จำนวนของการส่งมอบสินค้าคืนนั้นก็เพิ่มขึ้นมาตามไปด้วย ตามวัตถุประสงค์และเหตุผลสำหรับการได้รับสินค้าคืน

เมื่อเวลาไม่นานมานี้ เหตุผลที่เป็นที่ยอมรับสำหรับลูกค้าในการส่งสินค้าคืนก็ต่อเมื่อสินค้านั้นเสีย หรือชำรุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสัปดาห์หลังสงกรานต์ หรือปีใหม่ เมื่อสินค้าไม่ตรงความต้องการของสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน แต่ส่วนใหญ่แล้ว ร้านค้ามักจะไม่พึงพอใจสินค้าที่ได้รับคืน และร้านค้ามักใช้วิธีจัดการที่ทำให้ขั้นตอนในการคืนสินค้ากลายเป็นสิ่งที่ยุ่งยากสำหรับลูกค้า

ในวันนี้ วัฒนธรรมในการคืนสินค้าได้เปลี่ยนแปลง สุภาษิตที่กล่าวว่า ลูกค้าเป็นฝ่ายถูกเสมอนั้นเป็นจริงตลอดกาล ลูกค้าสามารถคืนสินค้าได้ตลอดทั้งปี หากไม่ได้รับการกระตุ้นเพื่อส่งสินค้ากลับมาเป็นแรงจูงใจด้วยการเพิ่มขึ้นของวัฒนธรรมการคืนสิ่งของ ผู้ค้าปลีกที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างไร คำตอบคือนำดิจิตอลมาใช้ในการจัดการ
ด้วยการเพิ่มช่องทางในการสั่งสินค้าหลากหลายช่องทาง และเติมสินค้า ทำให้นักช็อปรู้สึกสะดวกสบายในการสั่งสินค้าในขนาดที่แตกต่างกัน เพื่อทดลองใส่ว่าขนาดใดเหมาะสมและพอดีที่สุด กลายเป็นวัฒนธรรมที่เรียกกันว่า ห้องลองเสื้อที่บ้าน

ความนิยมในการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต และนำสินค้ากลับไปที่บ้านนั้นทำให้จำนวนการคืนสินค้านั้นเพิ่มสูงขึ้น พนักงานขายที่ต่อรองกับลูกค้าและส่งพัสดุให้ลูกค้า สามารถมองเห็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นในการคืนสินค้า แท้จริงแล้วการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตและนำสินค้ากลับไปที่บ้านนั้นเป็นการปล่อยให้ลูกค้ามีโอกาสได้ทดลองสินค้า ด้วยวิธีนี้ เมื่อลูกค้าต้องการคืนสินค้า สินค้าสามารถถูกส่งคืนกลับไปยังคลังสินค้าได้เร็วที่สุด ลดโอกาสที่สินค้าจะเสียหายหรือสูญหาย

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น การคืนสินค้าสามารถเป็นปัญหาต่อผู้ค้าปลีก เนื่องด้วยสินค้าอาจจะหมดไปจากคลังสินค้าและถูกส่งคืนหลากหลายช่องทาง ผู้ค้าปลีกจึงจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการสินค้าคงคลัง และมีความสามารถในการมองเห็นสินค้าคงคลัง รับรู้ว่าคลังสินค้าทีได้รับคืนอยู่ที่ไหน และที่ใดเป็นที่ที่ต้องการการเติมสินค้าคงคลัง และลดการเก็บสินค้าคงคลัง

มีหลากหลายขั้นตอนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวสนับสนุน และจิตใต้สำนึก ที่เป็นสิ่งยืนยันผู้ค้าปลีกสามารถส่งให้ลูกค้าอย่างราบรื่น

เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ผู้ค้าปลีกนั้นมักจะส่งเสริมให้ลูกค้าส่งสินค้าคืน ณ ร้านค้าที่ใกล้ที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าสามารถนำสินค้ากลับไปสู่ชั้นวางโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อคงไว้ซึ่งยอดขายและรายได้

ผู้ค้าปลีกควรจะส่งเสริมช่องทางในการคืนหลากหลายช่องทาง รวมทั้งการคืนสินค้าภายในร้าน ล็อคเกอร์ หรือแม้แต่การรับเมื่อสินค้าได้คืน ร้านค้าควรจะใช้เครื่องแสกน เครื่องคอมพิวเตอร์มือ หรือวิทยุความถี่ซึ่งอยู่ข้างคลังสินค้าในสต็อคที่ใช้ได้ในขณะนั้น สำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า การมองเห็นสินค้าคงคลังนั้นถือเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนในการทำธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากสินค้าสามารถถูกส่งอย่างมีประสิทธิภาพไปยังตามที่ที่ต้องการ

ร้านค้าแบบดั้งเดิมในประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ความกดดันในด้านยอดขาย เนื่องมาจากการได้รับความนิยมและการเข้ามาของอีคอมเมิร์ซ ร้านค้าหลายรายถูกบังคับให้สร้างสรรค์และนำเสนอประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบเชิงโต้ตอบ (interactive) มากขึ้น หลอมรวมนวัตกรรมกับเทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจสำหรับการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตและนำสินค้ากลับไปที่บ้าน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงธุรกิจออนไลน์ ผู้ค้าปลีกทั่วโลกต่างสูญเสียเงินจำนวนกว่า 1.75 ล้านล้าน
ดอลล่าร์สหรัฐ ในทุกๆปี เนื่องจากการสินค้าล้นคลัง สินค้าหมดจากคลังสินค้าและตามที่ IHL Group นักวิเคราะห์รายย่อยกล่าว

ในช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับผู้ค้าปลีก นับเป็นสิ่งสำคัญที่เกิดนโยบายการคืนสินค้ามาใช้ ซึ่งรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด รวมทั้งอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ปริ้นเตอร์ขนาดพกพา และเครื่องแสกนส่วนบุคคล นอกจากนี้ เครื่องkiosk ที่การโต้ตอบ(ineractive)ได้ ควรนำมาใช้ในการคืนสินค้า รวมทั้งอำนวยความสะดวกสบายผ่านการแสกนบาร์โค้ด ปริ้นตราสินค้าหีบห่อและพัสดุ สิ่งเหล่านี้ช่วยในการสร้างประสบการณ์เฉพาะที่ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและทำให้เหล่านักช็อปหวนกลับมาช็อปปิ้งอีกครั้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ค้าปลีกควรตระหนักเนื่องจากอัตรากำไรของธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มลดลงในขณะนี้และในอนาคต

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมือง ทุกคนสามารถอัพเดตข้อมูลข่าวสาร ความบันเทิง ผ่านทางสื่อ social network อย่างเฟสบุค อินสตแกรม และแพลตฟอร์มอื่นๆ ทางเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่างลาซาด้า กลายเป็นแพลตฟอร์ที่มีคนเข้าถึงมากกว่า 40 ล้านคนต่อเดือน นอกจากนี้ การเพิ่มสีสันด้วยคอนเทนท์ที่แปลกใหม่ เช่นวีดีโอ How to รีวิวสินค้า เพื่อตอบรับกระแส Social Commerce ที่กำลังมาแรง

ลาซาด้านำเทรนด์ WATCH – CLICK – SHOP ครั้งแรกในเอเชีย

ลาซาด้านำเทรนด์ WATCH – CLICK – SHOP ครั้งแรกในเอเชีย

ลาซาด้าออกคอนเทนท์รูปแบบใหม่ ครั้งแรกในเอเชีย ร่วมกับ สตาร์ทอัพจากนิวยอร์ก Cinematique Inc.ให้คุณพบกับประสบการณ์การชมคอนเทนท์และช้อปปิ้งไปพร้อมกัน ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ได้ริเริ่มมาจากกลุ่มคนที่ทำภาพยนตร์ และมิวสิควีดีโอในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่พยายามช่วยตอบคำถามจากผู้ชมที่ต้องการเป็นเจ้าของ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่อยู่ในภาพยนตร์และมิวสิควีดีโอ เกิดเป็นเทคโนโลยีใหม่ WATCH CLICK SHOP เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถตามหาสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ และเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง ประเทศไทยพบสถิติคนใช้ Social Media ติดอันดับโลก ลาซาด้า ประเทศไทย จึงได้นำเอาเทคโนโลยีนี้มาให้คนไทยได้ลองเล่นในแคมเปญ Fashion Mid-Year Sale ด้วยแฟชั่นวีดีโอ LIVE LOVE LAUGH ที่ได้นางแบบสาวสุดฮอตอย่าง สกาย มาเรีย เฮิร์ชเลอร์ จาก The Face Thailand ซี่ซั่น 3 มานำเสนอเสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์กีฬา และของตกแต่ง ให้เลือกคลิกมากกว่า 50 รายการ ด้วยส่วนลดราคาสูงสุดถึง 80% ระหว่างวันที่ 23 – 28 มิถุนายนนี้

พร้อมให้คุณเปิดโลกแห่งการชมคอนเทนท์ พร้อมการช้อปปิ้งออนไลน์ คุณสามารถรับชมวิดีโอและช้อปสินค้าโดนใจ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียง

  1. Watch รับชมวีดีโอ อัพเดตเทรนด์สินค้าแฟชั่น สุภาพบุรุษสุภาพสตรี เสื้อผ้า เครื่องประดับ และของตกแต่งหลากหลายสไตล์ที่คุณชื่นชอบ
  2. Click เพียงคลิกไปที่เสื้อผ้า เครื่องประดับ และของตกแต่งทุกชิ้นที่ปรากฏบนหน้าจอ จะมีป๊อปอัพขึ้นมาที่ด้านล่างหน้าจอว่าได้มีเลือกเก็บสินค้าระหว่างชมวิดีโอนั้น และเมื่อวิดีโอจบ เว็บไซด์จะนำคุณไปยังหน้าสินค้าที่ได้เลือกไว้ ซึ่งจะมีรายละเอียด พร้อมปุ่มสั่งซื้อสินค้าปรากฏขึ้น
  3. Shop กดปุ่มเพื่อดูรายละเอียดสินค้า แล้วคุณจะเข้าไปสู่เว็บไซต์ของลาซาด้าเพื่อไปยังขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าราคาสุดพิเศษ