ผู้นำด้าน คอมพิวเตอร์อันดับ 1 เผยการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์เทคโนโลยีปี 2561 และในอนาคต ผลวิจัยของ ไอดีซี (IDC) ในหัวข้อ Enabling the Future Workspace – Agile, Intelligent and Engaging คาดการณ์ว่าลักษณะของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงและการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรวดเร็วจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตลอดจนวิธีการทำงานในสถานที่ทำงาน สถานประกอบการในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย จำเป็นต้องมีแนวคิดและการบริหารงานแบบองค์รวมและโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างสำนักงานที่ชาญฉลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจของตนได้

 

การก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ที่ทุกธุรกิจในไทยไม่ควรมองข้าม

ผลการศึกษาของไอดีซี (IDC) พบว่าในปี 2563 จำนวนแรงงานในสถานที่ทำงานที่เป็นคนกลุ่มมิเลนเนียลจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้น ประเทศญี่ปุ่น (APeJ) ทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของแรงงานกลุ่มมิเลนเนียลและความต้องการขององค์กรในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจะช่วยผลักดันให้มีการใช้นวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงต่างๆ ทั้ง เทคโนโลยีเสมือนผสานโลกจริงและเทคโนโลยีความจริงเสมือน (AR/VR) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ต่างๆ นั่นหมายถึงความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีการคิดหาเหตุผล เรียนรู้ และทำงานได้เหมือนมนุษย์

ทั้งนี้ ไอดีซี (IDC) คาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นประเทศญี่ปุ่น (APeJ) จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในการเร่งให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$600 billion) ภายในปี 2563 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ทั่วภูมิภาค ในการเลือกซื้ออุปกรณ์และการประยุกต์ใช้ ตลอดจนการเสาะหาและเชื่อมโยงกับข้อมูลต่างๆ

5 เทรนด์ด้านเทคโนโลยีสำคัญสำหรับธุรกิจในยุคของการเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวสู่องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขันแห่งอนาคต

1. ภายในปี 2562 ร้อยละ 20 ของ 1,000 บริษัทในเอเชียจะใช้บริการแบบ Device as a service (DaaS) และ 1 เปอร์เซ็นต์ จะมีการประยุกต์ใช้บริการ DaaS แบบครบวงจร ซึ่งถือป็นบริการใหม่ที่นำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรให้ผู้ประกอบการตั้งแต่การให้บริการเช่าฮาร์ดแวร์ การบำรุงรักษาอุปกรณ์ และการเปลี่ยนแปลงระบบ รวมทั้งเสริมคุณภาพการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับค่าบริการรายเดือน

2. ภายในปี 2562 อุปกรณ์ดีไวซ์ 2 ใน 3 (ทั้งพีซี และ แท็บเล็ต) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์ม Unified Endpoint Management (UEM) และ 1 ในทุกๆ 3 ขององค์กรจะมีการจัดการไอทีทั้ง เดสก์ท็อป และอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยระบบปฏิบัติการเดียวกัน UEM ซึ่งเป็นแนวทางในการรักษาความปลอดภัยและควบคุมหลากหลายอุปกรณ์ผ่านการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ควบคุมตัวเดียว

3. คาดการณ์ว่าภายในปี 2562 การเปลี่ยนแปลงระบบดิจิทัลร้อยละ 40 เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขีดความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในเวลาที่คำคัญทำให้เกิดโมเดลการดำเนินงานและการสร้างรายได้แบบใหม่ๆ

4. ภายในปี 2020 มีการคาดการณ์ว่าบริษัท 1,000 แห่ง ในภูมิภาคเอเชียจะใช้การสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (open innovation) สร้างโปรเจคใหม่ๆ ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

5. ภายในปี 2020 มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานจะใช้ประโยชน์เทคโนโลยี AR ผ่านเดสก์ท็อป หรือ สมาร์ทโฟน เพื่อจัดการข้อมูลดิจิทัล ตอบโต้กับโลกภายนอก รวมทั้งสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

การทำงานอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น

เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน ในปี 2561 และในอนาคต ผู้ประกอบการในภูมิภาคและประเทศไทย จำเป็นต้องใช้แนวคิดแบบองค์รวมเพื่อสร้างสำนักงานที่มีความชาญฉลาดในทุกแง่มุม ทั้ง ด้านทางกายภาพ วัฒนธรรมองค์กร และ เทคโนโลยี นอกจากนี้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงความท้าทายในการบริหาร การเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องอาศัยการร่วมมือของผู้คนหลากหลายระดับเพื่อนำพาองค์กรไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยไอดีซี (IDC) ได้ให้คำแนะนำการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ประการ ประกอบด้วย

1. การเปลี่ยนแปลงระบบปฏิบัติการ

2. การเปลี่ยนแปลงข้อมูล

3. การเปลี่ยนแปลงระบบผู้นำ

4. การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมโยงประสบการณ์

5. การเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าถึงข้อมูล

เลอโนโวแนะนำแนวคิดบริหารจัดการภายใต้แนวคิดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

เลอโนโว ในฐานะผู้นำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลางคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการชาวไทยต้องมองข้ามระบบการทำงานพีซีแบบเดิมๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานอย่างชาญฉลาดและตรงตามความต้องการของพนักงานได้ดีที่สุด ให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบต่างๆ และการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงานสมัยใหม่ นำเสนออุปกรณ์ดีไวซ์ เจนเนอร์เรชั่นใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์และในขณะเดียวกันรักษามาตรฐานในระดับองค์กร ในด้านกายภาพของสถานที่ทำงาน สามารถเปลี่ยนแปลงระบบในรูปแบบ bimodal IT และ การทำงานที่ปราดเปรียวคล่องตัว โซลูชันและโมเดลด้านเชิงพาณิชย์ที่สร้างขึ้นให้เหมาะกับกลุ่มและตลาดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน และมีความสามารถของอุปกรณ์และการจัดการด้านต่างๆ

เอซุส เล็งเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทต่อสังคมไทยและสังคมโลกมากขึ้น การสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารจึงนับเป็นการพัฒนาศักยภาพของประชาชนในประเทศ Asus มอบคอมพิวเตอร์ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามบริษัทชั้นนำของโลกที่เป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊คและเป็นผู้นำในการนำเสนอนวัตกรรมแห่งยุคดิจิตัลอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดทำโครงการเพื่อสังคมให้กับโรงเรียนที่ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2560 ถือเป็นปีที่ 5 ที่ เอซุส และนักศึกษามหาวิทยาลัย ชวน ยวน คริสเตียน จากประเทศไต้หวัน ได้ร่วมกันทำงานเป็นจิตอาสาเพื่อโครงการพัฒนาการเรียนรู้ระบบดิจิตอลให้กับโรงเรียนในจังหวัดขอนแก่น

Asus มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 21 เครื่อง  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษา

Asus มอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 21 เครื่อง  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษา

ก่อนที่โปรแกรมอาสาสมัครจะเริ่มต้นขึ้น ทางบริษัท เอซุส มาร์เกตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ออลอินวัน (All In One) จำนวน 21 เครื่องให้กับวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย (College of Asian Scholars : CAS) เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษาในท้องถิ่นได้มีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานในการเสริมสร้างการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีและเข้าถึงเครือข่ายดิจิตอล ทำให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาตนเอง ไม่ว่าสำหรับการศึกษาต่อหรือการทำงานในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย รับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ออลอินวัน จากเอซุส พร้อมให้ประกาศนียบัตรเพื่อแสดงความขอบคุณต่อทีมจิตอาสา สำหรับโครงการนี้ เอซุสได้เชิญจิตอาสาซึ่งเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยในไต้หวันทั้ง 8 คน และเจ้าหน้าที่เอซุสอีก 2 คน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการข้อมูล พร้อมด้วยความร่วมมือจากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย (College of Asian Scholars: CAS) และ โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสทางเทคโนโลยีแห่งเอเชีย [APEC Digital Opportunity Center (ADOC)] ซึ่งเป็นการลงนามความร่วมมือระหว่าง องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC) และ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ในการจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดสองสัปดาห์ในการให้ความรู้แก่โรงเรียนในจังหวัดขอนแก่นทั้งหมด 9 แห่ง

ทีมอาสาสมัครได้ออกแบบหลักสูตรที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ เพื่อให้เหมาะกับการเรียนรู้และความสนใจของนักเรียนนักศึกษาในวัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่น การพัฒนาโปรแกรมเพื่อควบคุมระบบบางส่วนในรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต การใช้เทคโนโลยี AR รวมไปถึงการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศจีนในชั้นเรียน ซึ่งการได้เรียนวิธีการเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองนั้น ได้รับความสนใจจากนักเรียนนักศึกษาเป็นอย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เฉิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทเอซุส มาร์เกตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในทีมอาสาสมัครจากเอซุส กล่าวว่า “เอซุสทุ่มเทให้กับการจัดหาผลิตภัณฑ์ด้านเทคนิคที่ดีที่สุดให้กับสังคมเสมอ เพราะเราเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้ และการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถจัดเตรียมให้กับลูกหลานของเรา ซึ่งเป็นความหวังในอนาคตของประเทศ สำหรับช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ ให้กับจังหวัดขอนแก่น โดยเรามีแผนที่จะดำเนินโครงการเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีให้กับชุมชนในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปในอนาคต”

เรดเแฮทจับมือ IDA เปิดตัวการแข่งขัน Red Hat Challenge@Labs ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

Red Hat จับมือ IDA เปิดตัวการแข่งขัน Red Hat Challenge@Labs ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เรดแฮท อิงค์ (NYSE:RHT) ผู้ให้บริการโซลูชั่นระบบเปิดระดับโลก ร่วมมือกับ Infocomm Development Authority of Singapore (IDA) เปิดตัวโครงการ Red Hat Challenge ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นการแข่งขันความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฏาคม

โครงการ Red Hat Challenge@Labs เปิดรับนักศึกษา

การแข่งขันครั้งนี้ เปิดรับนักศึกษาจาก 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย คาดว่าจะมีนักศึกษาสมัครมากเป็นประวัติการณ์ นับแต่เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 2553

แนวคิดของการแข่งขันปีนี้คือ “Smart Living, Smart Homes” เน้นการสร้างสรรค์เมืองแห่งอนาคต ทั้งนี้จากรายงานของไอดีซีเมื่อต้นปีนี้ในหัวข้อ IDC Government Insights Releases Top 10 Worldwide Smart Cities Predictions for 2014 คาดการณ์ว่าปี 2557 จะเป็นปีของ Smart Cities นางสาวรูธเบีย เยสเนอร์ คลาค ผู้อำนวยการวิจัย กล่าวในรายงานว่า “ปีนี้จะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของแนวคิดเรื่อง Smart Cities เมืองต่างๆ จะขยับจากขั้นตอนการค้นคว้าวิจัยและประเมินผลการเป็น Smart City ไปสู่การลงทุนในเมืองต้นแบบ รวมถึงโครงสร้างการดำเนินงานที่จะสนับสนุนแนวคิดในการสรรค์สร้าง Smart City ในด้านการแข่งขัน” โครงการนี้มุ่งหวังที่จะท้าทายเหล่านักศึกษาให้พัฒนาโซลูชั่นเกี่ยวกับบ้านอันชาญฉลาดสำหรับเมืองอัจฉริยะเหล่านี้ ที่จะช่วยให้สามารถตอบโจทย์ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจขององค์กรต่างๆ ที่ประสบอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต ด้วยการใช้เทคโนโลยีระบบเปิด

สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิกที่มุ่งสู่ “ประเทศอัจฉริยะ” แห่งแรกของโลก (the world’s first Smart Nation) กุญแจสำคัญเพื่อให้เกิดความตระหนักในวิสัยทัศน์ดังกล่าว คือการสนับสนุนองค์กรและบุคคลที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีในประเทศสิงคโปร์ เร็วๆ นี้ IDA เปิดตัวกิจกรรมสองกิจกรรมที่สร้างให้เกิดการขับเคลื่อนความท้าทายในปีนี้ กิจกรรมแรกคือการเปิด IDA’s Lab ซึ่งมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมสนับสนุนบริษัทฯ ด้านเทคโนโลยีที่เปิดใหม่ นักศึกษา นักลงทุน และเจ้าของกิจการต่างๆ ให้ทดสอบและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยี พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศความร่วมมือกับเรดแฮท จัดทำโครงการนี้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมด้านชุมชนทั่วภูมิภาค ด้วยเทคโนโลยีระบบเปิด

รูปแบบการแข่งขันในปีนี้ คือการนำประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงมาประยุกต์ใช้กับสภาพแวดล้อมในการประมวลผลในปัจจุบัน IDA ร่วมกับเรดแฮทและ Institution of Engineers Singapore (IES) จะให้คำแนะนำกับนักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมโครงการในระหว่างการแข่งขันนี้

โครงการ นี้ เปิดรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย สถาบันโปลีเทคนิคต่างๆ และโรงเรียนเอกชน จาก 7 ประเทศ คือ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และประเทศไทย ผู้สนใจร่วมโครงการลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 11 กรกฎาคม 2557 และจะประกาศรายชื่อผู้ชนะเลิศในวันที่ 15 ธันวาคม 2557 ที่ประเทศสิงคโปร์