ก็พอจะเข้าใจว่าการทำงานมันมีความกดดันสูงมากๆ ในตัวของทุกเนื้องาน แล้วจะทำอย่างไรดีละเพื่อจะแก้ไขและทำได้อย่างราบรื่น วันนี้แอดมินเลยมีวิธีแก้ไขหากเมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงต้องทำแบบรายละเอียดด้านล่างที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จะได้ทำงานได้อย่างราบรื่นสุดๆ และไม่มีปัญหากับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงเจ้าของออฟฟิสนั้นๆ เลยก็ว่าได้ แม้แต่งานประเภท ฟรีแลนซ์ เองก็ใช้ว่าจะไม่เจอความกดดันเหล่านี้นะจ้ะ

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

1. ศึกษาลักษณะงานที่ทำอย่างถี่ถ้วนเพื่อลดแรงกดดัน

หากความกดดันของคุณเกิดจากเนื้องานและการทำงานของคุณแล้ว วิธีที่จะช่วยลดความกดดันจากการทำงานของคุณได้อย่างดี คือ การศึกษาและเรียนรู้งานที่ทำอยู่อย่างถ่องแท้ รู้ให้ลึก รู้ให้จริง รู้ให้ถี่ถ้วน รู้ให้รอบถึงเนื้องาน ลักษณะงาน ความเป็นไปได้ของปัญหาและวิธีทางแก้ปัญหาจากการทำงานเท่าที่พอจะศึกษาหาข้อมูลได้ เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอยู่อย่างดีแล้ว เราจะเกิดความมั่นใจเวลาปฏิบัติงานมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาหรือสิ่งที่ติดขัดในการทำงาน เราจะสามารถใช้ความรู้ความเข้าใจของเราแก้ปัญหาได้ทีละเปลาะ วิธีนี้จะช่วยป้องกันแรงกดดันจากงานและช่วยลดแรงกดดันได้ในขั้นต้นได้

2. ปรับตัวและเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมงาน

หลายครั้งสาเหตุสำคัญที่สร้างความกดดันให้เกิดขึ้นมาจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง บางคนมีปัญหาปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดและตัดสินใจลาออกในที่สุด บางคนอาจมองว่าการทำงานเป็นสนามแข่งขันที่จะยอมแพ้กันไม่ได้ ซึ่งจะยิ่งสร้างความเครียดและความกดดันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะพนักงานมือใหม่ทางที่ดีควรศึกษาความแตกต่างของเพื่อนร่วมงานของคุณว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคอและวิธีการทำงานเป็นอย่างไร พยายามมองหาข้อดีมากกว่าข้อเสีย สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี พูดคุย ถามไถ่ทุกข์สุขที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว วิธีการปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด คือการส่งยิ้ม ทักทาย และให้ความช่วยเหลือกับเพื่อนร่วมงานของคุณ นับว่าเป็นเสน่ห์ที่คุณไม่ต้องเสียเงินลงทุน แต่รับประกันได้ว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะลดความกดดันได้อย่างดีทีเดียว

3. จัดลำดับความสำคัญของงานอย่างมีประสิทธิภาพ

งานที่หลั่งไหลเข้ามาในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหรือแม้กระทั่งในเวลาเดียวกัน ย่อมสร้างความกังวลใจและความกดดันอย่างมากว่าจะทำงานชิ้นนั้นๆ หรืออีกสิบชิ้นนั้นๆเสร็จหรือไม่  พนักงานมือใหม่หลายคนอาจกำลังประสบกับปัญหานี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท งานที่ล้นมือ ไม่ได้แปลว่าคุณจะจัดสรรไม่ได้ เพียงแต่ต้องนำงานนั้น ๆ มาเรียงลำดับความสำคัญว่างานใดมีความเร่งรีบ มีเดตไลน์จ่อใกล้เข้ามาและส่งผลกระทบมากกว่า ควรทำงานนั้นก่อน การทำ P-D-C-A (Plan-Do-Check-Act) หรือ To do list ในแต่ละวันจะสามารถช่วยคุณได้ ลิสท์นี้จะทำให้เห็นว่าในแต่ละวันมีสิ่งใดที่เราต้องทำและสิ่งใดที่เราทำสำเร็จไปแล้วบ้าง เป็นการช่วยสร้างเป้าหมายในการทำงาน และหากติดขัดใดในการทำงานควรปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันที

4. มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่ดี จะช่วยลดการปะทะ ลดความเครียดในการทำงาน และสร้างอุปนิสัยที่เป็นคนสดใส ร่าเริง ให้คุณสามารถทำงานและปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน การมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตและการทำงานจะทำให้ความกดดันเกิดขึ้นได้ยาก หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การมองปัญหาในมุมบวกจะทำให้คุณหาทางแก้ปัญหาได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และจะสามารถลดแรงกดดันที่รุมเร้าได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง เมื่อมีแรงกดดันเกิดขึ้น ให้มองว่ามันเป็นความท้าทายและเป็นแบบทดสอบที่จะทำให้เราเติบโตและแช็งแกร่ง วิธีคิดนี้จะทำให้เราผ่านความกดดันไปได้ง่ายขึ้น

5. สร้างความสมดุลให้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ถึงแม้ว่างานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เราอยากให้คุณสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้พอเหมาะพอดีกัน work-life balance ที่ดีจะช่วยคลายความเครียดและแรงกดดันจากการทำงาน คุณอาจหาเวลาว่างจากการทำงาน ไปออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก ใช้เวลากับคนรัก พักผ่อน ออกไปใช้ชีวิตให้ครบทุกด้าน เพื่อสร้างภูมิต้านทานจากแรงกดดันจากการทำงาน

6. ปล่อยวาง

บางครั้งความกดดันอาจเกิดจากความคาดหวังที่มาจากตัวคุณเองหรือคนที่รายล้อมรอบตัวคุณ ความคาดหวังว่างานที่ทำต้องออกมาดี สมบูรณ์แบบ ไม่มีความผิดพลาด เป็นเรื่องปกติของคนทำงานทุกคน แต่การทำงานอาจมีอุปสรรคหรือปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้ผลที่ออกมาไม่สำเร็จสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณคาดไว้ เมื่อคุณได้ทำงานหรือแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดแล้วแต่ผลที่ออกมาไม่เป็นดังคาด เราอยากให้คุณปล่อยวาง เอาพลังที่จะมาเครียดกับความกดดันไปใช้ในการทำงานอื่น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกจะดีกว่า

เป็นที่ทราบกันดีว่ายุคนี้อะไร ๆ ก็ต้องดิจิทัล แต่ทำไมอาชีพนักการตลาดดิจิทัลถึงหาคนทำงานยากจัง ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วอาชีพนี้ไม่ต้องจบตรงสายก็สามารถหารายได้งาม วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำเทคนิคของการมุ่งหน้าสู่อาชีพ DigitalMarketing ไม่ได้ยาก นักการตลาดดิจิทัล หรือผู้ที่อยากออกจาก ฟรีแลนซ์ ด้วยวิธีแสนง่ายแต่รายได้แสนงาม นักการตลาดดิจิทัลต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

DigitalMarketing ไม่ได้ยาก แค่อย่าตกเทรนด์

DigitalMarketing ไม่ได้ยาก แค่อย่าตกเทรนด์

  1. ชอบสิ่งใหม่ไม่ตกเทรนด์ ฟังดูไม่ยากใช่ไหมเราแนะนำให้คุณลองทบทวนตัวเองว่า ที่ผ่านมา เคยมีใครบอกว่าคุณเชย บ้างหรือไม่ ถ้าไม่ละก็ คุณก็น่าจะผ่านข้อแรกไปได้ไม่ยาก การอัพเดทตัวเองไม่ให้ตกเทรนเป็นคุณสมบัติจำเป็นอย่างมากของการก้าวเข้าสู่อาชีพนักการตลาดดิจิทัล เพราะ อย่างที่ทราบกันดีว่า ยุคที่ทุกคนทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบดิจิทัล ทุกอย่างมันจึงดูรวดเร็วไปหมด การเสพข่าวสารแบบรอบทิศทางจึงควรทำให้เป็นนิสัย Facebook Twitter เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่าง ๆ หรือ แม่แต่กระทู้ยอดฮิต เหล่านี้ เป็นแหล่งอัพเดทข้อมูลชั้นดีเลยละ ฉะนั้นแนะนำว่า จากที่คุณเสพมันอยู่แล้ว แค่เสพและใส่ใจเพิ่มอีกนิดเพื่อเก็บเป็นข้อมูลฝังไว้ในสมอง แค่นี้ก็น่าจะยอดเยี่ยมแล้ว
  2. เรียนรู้ด้วยตัวเอง และเรียนรู้จากผู้อื่น คุณสมบัติธรรมดา ๆ ที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นพื้นฐานของทุกอาชีพ นักการตลาดดิจิทัลก็เช่นกัน มันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะขาดข้อนี้ไปไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่นักการตลาดดิจทัลปิดกันการเรียนรู้ เมื่อนั้นละก็ เจ๊งแน่ ๆ เพราะมันจะทำให้คุณกลายเป็นคนโลกแคบ แล้วเราจะมีวิธีการเรียนรู้อย่างไรเพื่อที่จะพัฒนาให้ตัวเราเข้าสู่ในอาชีพนี้ได้ บอกได้เลยคะว่าไม่ยาก อยู่บ้านเฉย ๆ ก็เรียนรู้ได้ ก็จากการทำตัวเป็นนักท่องอินเทอร์เน็ตนั่นไงละ เพราะเดี๋ยวนี้การที่เราอยากรู้อะไรนั้นง่ายนิดเดียว แค่คลิกก็เจอแล้ว เพียงแต่อยู่ที่คุณนั่นแหละ ว่าเลือกที่จะคลิกมันหรือไม่และอีกหนึ่งการเรียนรู้ที่สำคัญก็คือการเรียนรู้จากผู้อื่น ลองพาตัวเองออกไปเจอคนเก่งเยอะ ๆ เรียนรู้วิธีการคิด กระบวนการทำงาน การจัดการและแก้ปัญหาของเขา และนำมาประยุกต์ใช้ บางทีการเปิดใจรู้จักกับคนใหม่ ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะพัฒนาตัวเราได้ดีเหมือนกันนะ
  3. เข้าใจเรื่องกระแสและ Seasonal ในยุคที่คนเสพทุกอย่างผ่านสื่อโซเชียล หน้าที่หนักของนักการตลาดดิจิทัลจึงต้องรู้ว่าอะไรคือกระแสที่กำลังมา ในขณะนั้น คุณต้องรู้ว่า ช่วงนี้คนในสังคมใส่ใจเรื่องอะไร และพวกเขากำลังจับกลุ่มคุยอะไรกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมันจะย้อนกลับไปที่คุณเอง ว่าคุณเสพสื่อมากพอหรือยัง คุณท่องโลกโซเชียลมากน้อยแค่ไหน และ คุณออกไปเปิดหู เปิดตาดูโลกภายนอกหรือไม่ การจะเข้าใจเรื่องกระแสและ Seasonal ไม่ยาก คุณแค่ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสเท่านั้นเอง
  4. เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกและรู้จักการนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็น คุณรู้หรือไม่ว่า คนไทยมากกว่า 50% นั้นใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน เช่นกันถ้าคุณอยากเป็นนักการตลาดดิจิทัลที่ดีคุณต้องรู้จักหาข้อมูลเหล่านี้ คุณต้องรู้ว่า พวกเขาเข้าไปทำอะไรบนโลกอินเทอร์เน็ต คนช่วงอายุเท่าไหร่ชอบกิจกรรมแบบไหน พวกเขากำลังสนใจอะไร และพวกเข้าต้องการอะไร คุณก็ควรจะวิเคราะห์เป็นเพื่อจะเก็บเป็นข้อมูลในการใช้วิเคราะห์หาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อวางแผนทำการตลาด ซึ่งถ้าคุณสามารถเจาะและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกได้บอกได้เลยว่า มันคือกุญแจชั้นดีที่จะทำให้คุณประสบผลสำเร็จในอาชีพได้เลยละ
  5. สามารถอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ กุญแจดอกสุดท้ายที่จะทำให้คุณกลายเป็นนักการตลาดดิจิตอลมือฉกาจ ในยุคเวิลดิ์ไวด์เช่นนี้ การรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก การที่คุณสามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลได้ ถือว่าคุณมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะมันเลี่ยงไม่ได้เลยที่คุณจะต้องเจอกับชาวต่างชาติ ติดต่อสื่อสารกับผู้บริหารที่บางทีอาจจะไม่ใช่คนไทย ฉะนั้นหากคุณสำรวจตัวเองแล้วพบว่า จุดอ่อนของคุณอยู่ที่ข้อนี้ แนะนำว่าลองเทคคอร์สเรียนเขียนอ่านภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการสักคอร์ส ก็น่าจะเป็นใบเบิกทางที่ดีเยี่ยมเลยละ