ถ้าคุณเลือกสมัครอยู่แค่งานที่คุณมีคุณสมบัติครบเท่านั้น อาจทำให้เสียโอกาสได้งานที่ดีไปก็ได้ ยกเว้น พวกงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างงานด้านสุขภาพ, งานวิทยาศาสตร์ และงานด้านกฎหมาย เพราะความจริงแล้ว ถ้าไม่ใช่งานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้านอย่างงานพวกนั้น ส่วนมากแล้วเราจะมีทักษะกว้างกว่าที่คิดไว้ซะอีก อย่างพวกทักษะการนำเสนองาน, ทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือทักษะการพูกในที่สาธารณะ เป็นต้น พวกนี้เป็นทักษะที่สามารถปรับใช้ให้เข้ากับการทำงานต่าง ๆ ได้ เป็นทักษะที่มีอยู่แล้วตัวทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะดึงทักษะพวกนี้ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับการทำงานได้มากกว่ากันเท่านั้นเอง

      เป็นหน้าที่ของผู้สมัครงานเช่นคุณ ที่จะแสดงให้บริษัทที่คุณจะสมัครงานด้วยเห็นว่า คุณควรค่ากับการร่วมงานด้วยกับบริษัทเขามากแค่ไหน และนำเสนอทักษะและความสามารถของคุณให้น่าสนใจ แค่คุณ “มีคุณสมบัติไม่ถึง” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีสิทธิ์ได้งาน มีวิธีทำให้มีสิทธิ์ได้งาน ทั้ง ๆ ที่คุณสมบัติไม่ถึงมาแนะนำ
  1. พยายามขายทักษะและประสบการณ์ที่คุณมี ให้สอดคล้องกับงานที่จะสมัคร ทักษะและประสบการณ์ที่คุณต้องมีในการสมัครงาน ไม่จำเป็นต้องได้มาจากการทำงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานนั้น ๆ เสมอไป แต่อาจมาจากกิจกรรมนอกเวลาที่ทำตอนเรียน, การทำงานเป็นอาสาสมัคร, การฝึกงาน หรือแม้แต่การทำงาน Part-time ก็ได้ จากงานสำรวจในปี 2016 ของบริษัท Deloitte พบว่า ประสบการณ์ที่ได้จากงานอาสาสมัครอาจมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมทักษะความเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นทักษะที่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จหลายคน “ต้องมี” จากผลสำรวจยังช่วยยืนยันความคิดที่ว่าการใส่ประสบการณ์การทำงานเป็นจิตอาสาในเรซูเม่ยังจะช่วยดึงดูดให้นายจ้างสนใจในตัวคุณมากขึ้นอีกด้วย ประเด็นคือ อย่าจำกัดตัวเอง ว่างานไหนที่มีคุณสมบัติไม่ถึง คุณสมบัติไม่ครบ หรือไม่สอดคล้องก็ปล่อยผ่านไป ไม่ลองสมัครดู คุณควรมองภาพรวมก่อนว่าคุณสมบัติที่ต้องการในประกาศงานจริง ๆ แล้วต้องการอะไรเป็นสำคัญ และคุณมีมันหรือไม่มี ถ้ามีก็ลุยได้เลย พยายามขายทักษะและประสบการณ์ที่คุณมี ให้สอดคล้องกับงานที่จะสมัครที่สุด รับรองว่าคุณก็มีสิทธิ์ได้งาน
  2. ทำยังไงก็ได้ให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณอยากร่วมงานด้วยจริง ๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองยังขาดประสบการณ์และทักษะทางเทคนิคสำหรับงานนั้น ๆ อยู่ คุณสามารถแสดงความกระตือรือร้นและแพสชั่นของคุณผ่านการสร้างสรรค์เรซูเม่สุดครีเอทีฟได้ด้วยเหมือนกัน มีตัวอย่างเคสนึงที่ไอเดียดี คือ Nina Mufleh ต้องการสมัครงานกับ Airbnb เธอได้แนบรายงานเกี่ยวการตลาดการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการวิเคราะห์ความท้าทายและโอกาสของ Airbnb ในการขยายสาขา ไปกับการสมัครงานของเธอด้วย นอกจากที่เธอค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว เธอยังออกแบบและทำเว็บไซต์ที่ใช้ในการสมัครงานและใส่ข้อมูลรายงานต่าง ๆ นั้นขึ้นมาอย่างสวยงาม ทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าเธออยากร่วมงานด้วยกับ Airbnb จริง ๆ
  3. มีภาพลักษณ์ตัวตนในโลกออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ เรซูเม่ของคุณอาจจะสะดุดตาทำให้ว่าที่นายจ้างคุณเกือบจะเลือกคุณแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าเกือบ 100% พวกเขาต้องลองเอาชื่อของคุณไปเสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเติมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แน่ ๆ อย่างน้อยเพื่อความสบายใจก่อนที่จะเรียกคุณเข้าไปสัมภาษณ์งาน แต่บางคนที่ไม่ค่อยมีข้อมูลของตัวเองอยู่ในโลกออนไลน์หรือโซเชี่ยลมีเดีย ก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะรอดตัว เขาอาจมองว่าคุณเป็นคนโลว์เทคและล้าสมัยไปซะอย่างนั้นเลย อีกแง่หนึ่ง หากคุณเปิดเผยตัวตนของคุณมากเกินไปหรือชอบโพสท์ทุกอย่างที่ควรจะเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณอยู่ตลอดเวลาก็อาจไม่เป็นที่ปลื้มปริ่มของนายจ้างบางแห่งเช่นกัน จะเป็นการดีที่สุดที่คุณจะรู้จักการวางตัวให้เป็นในโลกออนไลน์ รู้กาละเทศะและอะไรควรไม่ควรในการโพสท์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้ดูเป็นคนที่น่าเชื่อถือและอยู่เป็นในโลกของการทำงาน วิธีที่ง่ายที่สุดที่คุณสามารถทำได้คือการสร้างเว็บไซต์หรือบล็อกส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการทำงานหรือผลงานที่ผ่านมาของคุณโดยเฉพาะ ซึ่งคุณสามารถใช้เว็บไซต์หรือบล็อกนี้แทนเรซูเม่ได้เลยในยุคนี้ แต่ถ้าคุณสร้างเว็บไซต์เองไม่เป็น เดี๋ยวนี้เค้าก็มีแบบสำเร็จรูปให้เลือกใช้กันแบบง่าย ๆ อยู่
  4. มองว่าโอกาสนี้เป็นความท้าทายของคุณ อย่างที่ได้บอกอยู่บ่อย ๆ ว่า การมองภาพรวมหรือมองภาพใหญ่นั้นเป็นเรื่องสำคัญ อย่างในกรณีที่คุณมีคุณสมบัติไม่ถึงนี้ การพยายามขายความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องสำคัญกว่าความสามารถที่คุณมีในปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่มีความคิดก้าวหน้าจะเปิดใจมากพอที่จะเห็นคุณค่าข้อนั้นในตัวคุณ แทนที่จะจ้างคนที่มีประสบการณ์ที่ทำงานแบบเดิม ๆ มาแล้ว 5 ปี ซึ่งอาจจะหมดไฟและไม่มีแรงบันดาลใจแล้วก็เป็นได้ อยากให้คุณโฟกัสไปที่ความกระตือรือร้น หมั่นฝึกฝนทักษะต่าง ๆ รักษาประวัติการทำงานให้ดี และมีจรรยาบรรณในอาชีพเพื่อแสดงมุมมองใหม่ ๆ ที่คุณจะสามารถนำเข้ามาสู่ทีมได้ ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนงาน ทำไมคุณไม่ลองใช้โอกาสนี้ในการก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนและตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นดู เหมือนที่บทความของ Fast Company ได้กล่าวไว้ว่า “กฎข้อแรกของการเติบโตในอาชีพคือ ถ้าคุณสมัครงานในตำแหน่งที่คุณมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วล่ะก็ เป้าหมายที่คุณตั้งมันก็อาจจะดูต่ำไป ให้มองว่างานใหม่เป็นโอกาสในการเติบโตในอาชีพได้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการรู้ดีอยู่แล้ว ผู้ประกอบการไม่ต้องการจ้างคนที่มีความสามารถเพรียบพร้อมมาตั้งแต่ต้น เพราะคนเหล่านั้นอาจตันได้เมื่อเวลาผ่านไป แต่เขาจะเลือกจ้างคนที่สามารถพัฒนาศักยภาพ พร้อมเรียนรู้และฝึกฝนจนกลายเป็นคนที่เก่งยิ่งขึ้นได้”
  5. มีผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพในสายงานที่จะสมัครมาช่วยเป็นบุคคลอ้างอิง การที่คุณมีผู้หลักผู้ใหญ่ในสายงานที่คุณจะสมัครเป็นที่รู้จัก จะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่คุณอาจไม่คิดว่าจะมีได้ การอ้างถึงหรือคำแนะนำในแง่บวกจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือในสายงานที่คุณต้องการทำ จะเป็นใบเบิกทางชั้นดีที่ทำให้คุณได้รับความน่าเชื่อถือและความสนใจจากผู้ประกอบการ วิธีนี้เป็นวิธีการที่ง่ายแต่ได้ผลที่จะทำให้คุณเอาชนะอุปสรรคก้าวแรกในการสมัครงานที่คุณสมบัติไม่ถึง

ก็พอจะเข้าใจว่าการทำงานมันมีความกดดันสูงมากๆ ในตัวของทุกเนื้องาน แล้วจะทำอย่างไรดีละเพื่อจะแก้ไขและทำได้อย่างราบรื่น วันนี้แอดมินเลยมีวิธีแก้ไขหากเมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงต้องทำแบบรายละเอียดด้านล่างที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จะได้ทำงานได้อย่างราบรื่นสุดๆ และไม่มีปัญหากับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงเจ้าของออฟฟิสนั้นๆ เลยก็ว่าได้ แม้แต่งานประเภท ฟรีแลนซ์ เองก็ใช้ว่าจะไม่เจอความกดดันเหล่านี้นะจ้ะ

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

เมื่อเริ่มเป็น พนักงานมือใหม่ เจอความกดดันสูงทำอย่างไรถึงจะดี

1. ศึกษาลักษณะงานที่ทำอย่างถี่ถ้วนเพื่อลดแรงกดดัน

หากความกดดันของคุณเกิดจากเนื้องานและการทำงานของคุณแล้ว วิธีที่จะช่วยลดความกดดันจากการทำงานของคุณได้อย่างดี คือ การศึกษาและเรียนรู้งานที่ทำอยู่อย่างถ่องแท้ รู้ให้ลึก รู้ให้จริง รู้ให้ถี่ถ้วน รู้ให้รอบถึงเนื้องาน ลักษณะงาน ความเป็นไปได้ของปัญหาและวิธีทางแก้ปัญหาจากการทำงานเท่าที่พอจะศึกษาหาข้อมูลได้ เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอยู่อย่างดีแล้ว เราจะเกิดความมั่นใจเวลาปฏิบัติงานมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาหรือสิ่งที่ติดขัดในการทำงาน เราจะสามารถใช้ความรู้ความเข้าใจของเราแก้ปัญหาได้ทีละเปลาะ วิธีนี้จะช่วยป้องกันแรงกดดันจากงานและช่วยลดแรงกดดันได้ในขั้นต้นได้

2. ปรับตัวและเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมงาน

หลายครั้งสาเหตุสำคัญที่สร้างความกดดันให้เกิดขึ้นมาจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง บางคนมีปัญหาปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดและตัดสินใจลาออกในที่สุด บางคนอาจมองว่าการทำงานเป็นสนามแข่งขันที่จะยอมแพ้กันไม่ได้ ซึ่งจะยิ่งสร้างความเครียดและความกดดันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะพนักงานมือใหม่ทางที่ดีควรศึกษาความแตกต่างของเพื่อนร่วมงานของคุณว่าแต่ละคนมีนิสัยใจคอและวิธีการทำงานเป็นอย่างไร พยายามมองหาข้อดีมากกว่าข้อเสีย สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี พูดคุย ถามไถ่ทุกข์สุขที่อาจไม่ใช่แค่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว วิธีการปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์อันดีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด คือการส่งยิ้ม ทักทาย และให้ความช่วยเหลือกับเพื่อนร่วมงานของคุณ นับว่าเป็นเสน่ห์ที่คุณไม่ต้องเสียเงินลงทุน แต่รับประกันได้ว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะลดความกดดันได้อย่างดีทีเดียว

3. จัดลำดับความสำคัญของงานอย่างมีประสิทธิภาพ

งานที่หลั่งไหลเข้ามาในเวลาที่ไล่เลี่ยกันหรือแม้กระทั่งในเวลาเดียวกัน ย่อมสร้างความกังวลใจและความกดดันอย่างมากว่าจะทำงานชิ้นนั้นๆ หรืออีกสิบชิ้นนั้นๆเสร็จหรือไม่  พนักงานมือใหม่หลายคนอาจกำลังประสบกับปัญหานี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท งานที่ล้นมือ ไม่ได้แปลว่าคุณจะจัดสรรไม่ได้ เพียงแต่ต้องนำงานนั้น ๆ มาเรียงลำดับความสำคัญว่างานใดมีความเร่งรีบ มีเดตไลน์จ่อใกล้เข้ามาและส่งผลกระทบมากกว่า ควรทำงานนั้นก่อน การทำ P-D-C-A (Plan-Do-Check-Act) หรือ To do list ในแต่ละวันจะสามารถช่วยคุณได้ ลิสท์นี้จะทำให้เห็นว่าในแต่ละวันมีสิ่งใดที่เราต้องทำและสิ่งใดที่เราทำสำเร็จไปแล้วบ้าง เป็นการช่วยสร้างเป้าหมายในการทำงาน และหากติดขัดใดในการทำงานควรปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันที

4. มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่ดี จะช่วยลดการปะทะ ลดความเครียดในการทำงาน และสร้างอุปนิสัยที่เป็นคนสดใส ร่าเริง ให้คุณสามารถทำงานและปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน การมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตและการทำงานจะทำให้ความกดดันเกิดขึ้นได้ยาก หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การมองปัญหาในมุมบวกจะทำให้คุณหาทางแก้ปัญหาได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และจะสามารถลดแรงกดดันที่รุมเร้าได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง เมื่อมีแรงกดดันเกิดขึ้น ให้มองว่ามันเป็นความท้าทายและเป็นแบบทดสอบที่จะทำให้เราเติบโตและแช็งแกร่ง วิธีคิดนี้จะทำให้เราผ่านความกดดันไปได้ง่ายขึ้น

5. สร้างความสมดุลให้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ถึงแม้ว่างานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เราอยากให้คุณสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้พอเหมาะพอดีกัน work-life balance ที่ดีจะช่วยคลายความเครียดและแรงกดดันจากการทำงาน คุณอาจหาเวลาว่างจากการทำงาน ไปออกกำลังกาย ทำงานอดิเรก ใช้เวลากับคนรัก พักผ่อน ออกไปใช้ชีวิตให้ครบทุกด้าน เพื่อสร้างภูมิต้านทานจากแรงกดดันจากการทำงาน

6. ปล่อยวาง

บางครั้งความกดดันอาจเกิดจากความคาดหวังที่มาจากตัวคุณเองหรือคนที่รายล้อมรอบตัวคุณ ความคาดหวังว่างานที่ทำต้องออกมาดี สมบูรณ์แบบ ไม่มีความผิดพลาด เป็นเรื่องปกติของคนทำงานทุกคน แต่การทำงานอาจมีอุปสรรคหรือปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้ผลที่ออกมาไม่สำเร็จสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณคาดไว้ เมื่อคุณได้ทำงานหรือแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดแล้วแต่ผลที่ออกมาไม่เป็นดังคาด เราอยากให้คุณปล่อยวาง เอาพลังที่จะมาเครียดกับความกดดันไปใช้ในการทำงานอื่น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกจะดีกว่า

เป็นที่ทราบกันดีว่ายุคนี้อะไร ๆ ก็ต้องดิจิทัล แต่ทำไมอาชีพนักการตลาดดิจิทัลถึงหาคนทำงานยากจัง ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วอาชีพนี้ไม่ต้องจบตรงสายก็สามารถหารายได้งาม วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำเทคนิคของการมุ่งหน้าสู่อาชีพ DigitalMarketing ไม่ได้ยาก นักการตลาดดิจิทัล หรือผู้ที่อยากออกจาก ฟรีแลนซ์ ด้วยวิธีแสนง่ายแต่รายได้แสนงาม นักการตลาดดิจิทัลต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

DigitalMarketing ไม่ได้ยาก แค่อย่าตกเทรนด์

DigitalMarketing ไม่ได้ยาก แค่อย่าตกเทรนด์

  1. ชอบสิ่งใหม่ไม่ตกเทรนด์ ฟังดูไม่ยากใช่ไหมเราแนะนำให้คุณลองทบทวนตัวเองว่า ที่ผ่านมา เคยมีใครบอกว่าคุณเชย บ้างหรือไม่ ถ้าไม่ละก็ คุณก็น่าจะผ่านข้อแรกไปได้ไม่ยาก การอัพเดทตัวเองไม่ให้ตกเทรนเป็นคุณสมบัติจำเป็นอย่างมากของการก้าวเข้าสู่อาชีพนักการตลาดดิจิทัล เพราะ อย่างที่ทราบกันดีว่า ยุคที่ทุกคนทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบดิจิทัล ทุกอย่างมันจึงดูรวดเร็วไปหมด การเสพข่าวสารแบบรอบทิศทางจึงควรทำให้เป็นนิสัย Facebook Twitter เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่าง ๆ หรือ แม่แต่กระทู้ยอดฮิต เหล่านี้ เป็นแหล่งอัพเดทข้อมูลชั้นดีเลยละ ฉะนั้นแนะนำว่า จากที่คุณเสพมันอยู่แล้ว แค่เสพและใส่ใจเพิ่มอีกนิดเพื่อเก็บเป็นข้อมูลฝังไว้ในสมอง แค่นี้ก็น่าจะยอดเยี่ยมแล้ว
  2. เรียนรู้ด้วยตัวเอง และเรียนรู้จากผู้อื่น คุณสมบัติธรรมดา ๆ ที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นพื้นฐานของทุกอาชีพ นักการตลาดดิจิทัลก็เช่นกัน มันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะขาดข้อนี้ไปไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่นักการตลาดดิจทัลปิดกันการเรียนรู้ เมื่อนั้นละก็ เจ๊งแน่ ๆ เพราะมันจะทำให้คุณกลายเป็นคนโลกแคบ แล้วเราจะมีวิธีการเรียนรู้อย่างไรเพื่อที่จะพัฒนาให้ตัวเราเข้าสู่ในอาชีพนี้ได้ บอกได้เลยคะว่าไม่ยาก อยู่บ้านเฉย ๆ ก็เรียนรู้ได้ ก็จากการทำตัวเป็นนักท่องอินเทอร์เน็ตนั่นไงละ เพราะเดี๋ยวนี้การที่เราอยากรู้อะไรนั้นง่ายนิดเดียว แค่คลิกก็เจอแล้ว เพียงแต่อยู่ที่คุณนั่นแหละ ว่าเลือกที่จะคลิกมันหรือไม่และอีกหนึ่งการเรียนรู้ที่สำคัญก็คือการเรียนรู้จากผู้อื่น ลองพาตัวเองออกไปเจอคนเก่งเยอะ ๆ เรียนรู้วิธีการคิด กระบวนการทำงาน การจัดการและแก้ปัญหาของเขา และนำมาประยุกต์ใช้ บางทีการเปิดใจรู้จักกับคนใหม่ ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะพัฒนาตัวเราได้ดีเหมือนกันนะ
  3. เข้าใจเรื่องกระแสและ Seasonal ในยุคที่คนเสพทุกอย่างผ่านสื่อโซเชียล หน้าที่หนักของนักการตลาดดิจิทัลจึงต้องรู้ว่าอะไรคือกระแสที่กำลังมา ในขณะนั้น คุณต้องรู้ว่า ช่วงนี้คนในสังคมใส่ใจเรื่องอะไร และพวกเขากำลังจับกลุ่มคุยอะไรกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมันจะย้อนกลับไปที่คุณเอง ว่าคุณเสพสื่อมากพอหรือยัง คุณท่องโลกโซเชียลมากน้อยแค่ไหน และ คุณออกไปเปิดหู เปิดตาดูโลกภายนอกหรือไม่ การจะเข้าใจเรื่องกระแสและ Seasonal ไม่ยาก คุณแค่ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสเท่านั้นเอง
  4. เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกและรู้จักการนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็น คุณรู้หรือไม่ว่า คนไทยมากกว่า 50% นั้นใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน เช่นกันถ้าคุณอยากเป็นนักการตลาดดิจิทัลที่ดีคุณต้องรู้จักหาข้อมูลเหล่านี้ คุณต้องรู้ว่า พวกเขาเข้าไปทำอะไรบนโลกอินเทอร์เน็ต คนช่วงอายุเท่าไหร่ชอบกิจกรรมแบบไหน พวกเขากำลังสนใจอะไร และพวกเข้าต้องการอะไร คุณก็ควรจะวิเคราะห์เป็นเพื่อจะเก็บเป็นข้อมูลในการใช้วิเคราะห์หาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อวางแผนทำการตลาด ซึ่งถ้าคุณสามารถเจาะและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกได้บอกได้เลยว่า มันคือกุญแจชั้นดีที่จะทำให้คุณประสบผลสำเร็จในอาชีพได้เลยละ
  5. สามารถอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ กุญแจดอกสุดท้ายที่จะทำให้คุณกลายเป็นนักการตลาดดิจิตอลมือฉกาจ ในยุคเวิลดิ์ไวด์เช่นนี้ การรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก การที่คุณสามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลได้ ถือว่าคุณมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะมันเลี่ยงไม่ได้เลยที่คุณจะต้องเจอกับชาวต่างชาติ ติดต่อสื่อสารกับผู้บริหารที่บางทีอาจจะไม่ใช่คนไทย ฉะนั้นหากคุณสำรวจตัวเองแล้วพบว่า จุดอ่อนของคุณอยู่ที่ข้อนี้ แนะนำว่าลองเทคคอร์สเรียนเขียนอ่านภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการสักคอร์ส ก็น่าจะเป็นใบเบิกทางที่ดีเยี่ยมเลยละ